ESG (Environmental, Social, Governance) ไม่ใช่เรื่องสำหรับบริษัทขนาดใหญ่อีกต่อไป ธนาคาร ซัพพลายเชน และผู้ซื้อรายใหญ่เริ่มขอข้อมูล ESG จาก SME ที่เป็นคู่ค้าของตน ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดและ SME ทำได้เองโดยไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาราคาแพง คือการวัดค่า Baseline ของน้ำ ของเสีย และพลังงาน
ESG Baseline คืออะไร และทำไมต้องเริ่มด้วยการวัด
Baseline ในบริบท ESG หมายถึงค่าฐานของการใช้ทรัพยากรหรือการปล่อยมลพิษในปีอ้างอิง ซึ่งใช้เป็นจุดเปรียบเทียบสำหรับการปรับปรุงในอนาคต ก่อนที่ SME จะสามารถบอกได้ว่า "เราลดการใช้น้ำลง 15%" หรือ "เราลดของเสียลงครึ่งหนึ่ง" จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าปีที่อ้างอิงใช้เท่าไร
การวัด Baseline ยังจำเป็นสำหรับ
- การยื่นขอสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) จากธนาคารที่เริ่มให้ความสำคัญกับ ESG
- การตอบแบบสอบถาม ESG จากลูกค้ารายใหญ่หรือ Buyer ต่างประเทศ
- การรายงานตามกรอบ GRI Standards หรือ CDP (สำหรับ SME ที่เริ่มรายงาน)
- การเตรียมความพร้อมสำหรับกฎระเบียบ ESG ที่จะบังคับใช้กับซัพพลายเชนในอนาคต
ขั้นตอนที่ 1: วัด Baseline การใช้น้ำ
น้ำเป็นตัวชี้วัดแรกที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้น เพราะมีหน่วยชัดเจน (ลูกบาศก์เมตร) และมีหลักฐานจากใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาอยู่แล้ว
วิธีการ
- รวบรวมใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาย้อนหลัง 12 เดือน (หรือดูจากใบเรียกเก็บของการประปา)
- บันทึกยอดใช้น้ำรายเดือน หน่วย: ลูกบาศก์เมตร (ม³)
- คำนวณยอดรวม 12 เดือน เป็น Baseline น้ำประจำปี
- หารด้วยจำนวนพนักงาน หรือพื้นที่ (ม²) เพื่อให้ได้ค่าสัมพัทธ์ที่เปรียบเทียบได้ในปีต่อ ๆ ไป
| เดือน | ใช้น้ำ (ม³) | ค่าน้ำ (บาท) |
|---|---|---|
| ม.ค. | 45 | 1,350 |
| ก.พ. | 40 | 1,200 |
| มี.ค. | 50 | 1,500 |
| รวม 12 เดือน (ตัวอย่าง) | 540 ม³ | |
หากมีมิเตอร์น้ำของตัวเองในโรงงานหรือสำนักงาน ควรบันทึกตัวเลขจากมิเตอร์ทุกสิ้นเดือนเพิ่มเติม เพื่อความแม่นยำและแยกแยะจุดที่ใช้น้ำมากได้
ขั้นตอนที่ 2: วัด Baseline ของเสีย
ของเสียมีหลายประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และของเสียอันตราย (ถ้ามี) การวัดของเสียอาจทำได้หลายวิธี
- วิธีชั่งน้ำหนัก — ใช้ตาชั่งชั่งน้ำหนักขยะก่อนนำออก บันทึกรายสัปดาห์หรือรายเดือน เหมาะสำหรับโรงงานที่มีปริมาณของเสียมากพอจะชั่งได้
- วิธีนับจำนวนถุงหรือภาชนะ — นับจำนวนถุงขยะขนาดมาตรฐานหรือถังขยะที่นำออกต่อสัปดาห์ แล้วคูณด้วยน้ำหนักเฉลี่ยต่อถุง เหมาะสำหรับธุรกิจบริการหรือสำนักงาน
- วิธีใช้ใบเสร็จผู้รับกำจัด — ถ้ามีผู้รับขนขยะมาเก็บ ขอใบเสร็จหรือบันทึกปริมาณที่นำออกทุกครั้ง
แนะนำให้แยกบันทึกของเสียเป็น 3 กลุ่ม คือ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และของเสียพิเศษ (เช่น กากสารเคมี น้ำมันเครื่องใช้แล้ว) เพื่อระบุโอกาสลดต้นทุนผ่านการรีไซเคิลได้ในภายหลัง
ขั้นตอนที่ 3: วัด Baseline พลังงาน
พลังงานเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อมโยงโดยตรงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) วิธีวัดหลัก ๆ ได้แก่
- ไฟฟ้า — รวบรวมใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ย้อนหลัง 12 เดือน บันทึกหน่วยที่ใช้ (kWh) และค่าใช้จ่าย
- ก๊าซ LPG หรือ CNG — ใช้ยอดการสั่งซื้อหรือใบแจ้งหนี้จากผู้จำหน่ายก๊าซ แปลงเป็นหน่วยพลังงาน (MJ หรือ GJ) ตามค่าพลังงานความร้อนของก๊าซชนิดนั้น
- น้ำมันเชื้อเพลิง — บันทึกปริมาณน้ำมันดีเซลหรือเบนซินที่ใช้ในยานพาหนะของกิจการ โดยดูจากใบเสร็จเติมน้ำมันหรือบัตรน้ำมัน
เมื่อได้ข้อมูลพลังงานแต่ละประเภทแล้ว สามารถแปลงเป็น Carbon Equivalent (CO2e) โดยใช้ค่า Emission Factor ของไทยที่เผยแพร่โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO อ้างอิง tgo.or.th) ค่า Emission Factor ของไฟฟ้าในไทยอยู่ที่ประมาณ 0.5781 kgCO2e ต่อ kWh (ตรวจสอบค่าปัจจุบันที่ tgo.or.th)
การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล Baseline ด้วย Spreadsheet
SME ไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์ ESG ราคาแพงในระยะเริ่มต้น สเปรดชีตธรรมดา (Excel หรือ Google Sheets) สามารถทำหน้าที่นี้ได้ดี โครงสร้างตารางแนะนำ
| เดือน | ไฟฟ้า (kWh) | น้ำ (ม³) | ก๊าซ (กก.) | ของเสียรวม (กก.) | ของเสียรีไซเคิล (กก.) |
|---|---|---|---|---|---|
| ม.ค. 2568 | 4,500 | 45 | 120 | 200 | 60 |
| ก.พ. 2568 | 4,200 | 40 | 110 | 185 | 55 |
| มี.ค. 2568 | 4,800 | 50 | 130 | 210 | 65 |
| รวม (ตย.) | 54,000 | 540 | 1,440 | 2,400 | 720 |
เชื่อมโยง Baseline ESG กับระบบบัญชีของกิจการ
ข้อมูล ESG Baseline ไม่ได้แยกจากระบบบัญชีโดยสิ้นเชิง อันที่จริงข้อมูลหลายอย่างมาจากเอกสารทางการเงินที่มีอยู่แล้ว เช่น ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้า ใบเสร็จค่าน้ำ ใบเสร็จน้ำมัน และใบแจ้งหนี้ค่ากำจัดขยะ การจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในระบบบัญชีให้ละเอียดขึ้นตั้งแต่แรก จะทำให้การดึงข้อมูล ESG ในภายหลังง่ายและแม่นยำมากขึ้น
ตัวอย่างการปรับ Chart of Accounts เพื่อรองรับ ESG
- แยกบัญชีค่าสาธารณูปโภคออกเป็น ค่าไฟฟ้าสำนักงาน ค่าไฟฟ้าโรงงาน และค่าไฟฟ้ายานพาหนะ (ถ้ามี EV)
- แยกบัญชีค่าน้ำออกเป็น ค่าน้ำสำนักงาน และค่าน้ำกระบวนการผลิต
- เพิ่มบัญชีค่ากำจัดของเสียแยกจากค่าทำความสะอาดทั่วไป
ก้าวต่อไปหลังจากวัด Baseline แล้ว
เมื่อมี Baseline แล้ว SME สามารถดำเนินการต่อได้ดังนี้
- ตั้งเป้าหมายลดการใช้ทรัพยากร — เช่น ลดการใช้น้ำ 10% ใน 2 ปี หรือลดขยะที่ส่งฝังกลบลง 20%
- ระบุจุดที่ใช้พลังงานมากที่สุด — เพื่อลงทุนในมาตรการประหยัดพลังงานที่คุ้มค่าที่สุดก่อน
- เตรียมรายงาน ESG ฉบับแรก — แม้แค่รายงานภายในสำหรับผู้บริหาร ก็ช่วยสร้างวัฒนธรรม ESG ในองค์กรได้
- สื่อสารกับลูกค้าและธนาคาร — ข้อมูล Baseline ที่ชัดเจนพร้อมแผนปรับปรุงเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่าคำพูดทั่วไป
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง วัด Baseline น้ำ ของเสีย พลังงาน: ก้าวแรกของ ESG ที่ SME ทำได้เองโดยไม่ต้องจ้างที่ปรึกษา ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
SME ต้องรายงาน ESG ตามกฎหมายไทยอยู่แล้วหรือยัง
ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ SME ทั่วไปรายงาน ESG โดยตรง แต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทขนาดใหญ่บางประเภทมีข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน สำหรับ SME แรงกดดันหลักมาจากลูกค้ารายใหญ่ ธนาคาร และซัพพลายเชนที่เริ่มขอข้อมูล ESG จากคู่ค้า ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
SME ที่เช่าอาคารสำนักงานจะวัด Baseline พลังงานได้อย่างไร ถ้าค่าไฟรวมอยู่กับค่าเช่า
กรณีค่าไฟรวมกับค่าเช่า ให้ขอให้เจ้าของอาคารแจกแจงค่าไฟแยกต่างหาก หรือติดตั้งมิเตอร์วัดไฟฟ้าภายในพื้นที่ของตัวเอง ถ้าทั้งสองทางไม่ได้ผล ให้ประมาณการจากกำลังไฟฟ้ารวมของอุปกรณ์ทั้งหมดในสำนักงาน คูณด้วยชั่วโมงทำการต่อเดือน แล้วบันทึกไว้ว่าเป็นค่าประมาณการ พร้อมวิธีการคำนวณ
ต้องวัด Baseline กี่ปีจึงจะใช้งานได้
โดยทั่วไปมาตรฐานสากลแนะนำให้ใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือนเป็นปีฐาน (Base Year) เพื่อลดผลกระทบของความผันผวนตามฤดูกาล เมื่อได้ Baseline 12 เดือนแรกแล้ว ให้บันทึกข้อมูลต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อสามารถเปรียบเทียบปีต่อปีและแสดงแนวโน้มการปรับปรุงได้
วัด Baseline เสร็จแล้วต้องรายงานต่อหน่วยงานไหนของรัฐ
สำหรับ SME ทั่วไปยังไม่มีข้อบังคับรายงานต่อหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่หากต้องการขอสินเชื่อสีเขียวจากธนาคาร หรือเข้าร่วมโครงการ ESG ของภาครัฐ เช่น โครงการ Carbon Footprint ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO ที่ tgo.or.th) อาจต้องยื่นข้อมูลตามรูปแบบที่แต่ละโครงการกำหนด
Carbon Footprint กับ ESG Baseline ต่างกันอย่างไร
Carbon Footprint หรือรอยเท้าคาร์บอน คือการแปลงการใช้พลังงานและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นหน่วย CO2 เทียบเท่า (CO2e) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของ ESG Baseline ด้านสิ่งแวดล้อม ESG Baseline กว้างกว่า ครอบคลุมทั้งการใช้น้ำ การจัดการของเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงมิติสังคมและธรรมาภิบาล Carbon Footprint จึงเป็นส่วนย่อยที่สำคัญของ ESG Baseline
มีซอฟต์แวร์หรือแอปฟรีที่ช่วยวัด ESG Baseline สำหรับ SME ไหม
มีเครื่องมือฟรีหลายอย่างที่ใช้ได้ เช่น Google Sheets หรือ Excel สำหรับบันทึกข้อมูลพื้นฐาน TGO Carbon Footprint Calculator สำหรับคำนวณคาร์บอน (ที่ tgo.or.th) และแบบฟอร์มรายงาน GRI Standards ฉบับย่อสำหรับ SME ในระยะเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องลงทุนซอฟต์แวร์ ESG ราคาสูง จนกว่าจะมีความต้องการรายงานขั้นสูงขึ้น
SME ที่ไม่มีโรงงานและทำธุรกิจบริการ จำเป็นต้องวัด ESG Baseline ด้วยไหม
ธุรกิจบริการก็มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ แม้จะน้อยกว่าโรงงาน ได้แก่ การใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน การเดินทางของพนักงาน ขยะจากสำนักงาน และการใช้กระดาษ การวัดตัวชี้วัดเหล่านี้ยังคงมีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าลูกค้ารายใหญ่ต้องการข้อมูล ESG ครบวงจรรวมถึง Scope 3 ที่ครอบคลุม Supply Chain