เมื่อกิจการค้างชำระภาษีเป็นเวลานานและไม่มีการติดต่อชำระ กรมสรรพากรมีอำนาจตามกฎหมายในการอายัดบัญชีธนาคารหรือยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษี

ซึ่งเป็นมาตรการขั้นรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

ผู้ประกอบการจึงควรเข้าใจขั้นตอนและช่องทางรับมือก่อนสถานการณ์จะบานปลาย

สารบัญบทความ
  1. ขั้นตอนก่อนที่กรมสรรพากรจะอายัดทรัพย์สิน
  2. เมื่อถูกอายัดบัญชีธนาคารแล้ว ทำอะไรได้บ้าง
  3. สิทธิ์อุทธรณ์และการโต้แย้งการประเมินภาษี
  4. ผลกระทบต่อกรรมการและผู้ถือหุ้น
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

ขั้นตอนก่อนที่กรมสรรพากรจะอายัดทรัพย์สิน

การอายัดบัญชีธนาคารหรือยึดทรัพย์สินไม่ใช่มาตรการแรกที่กรมสรรพากรใช้ทันทีเมื่อกิจการค้างชำระภาษี โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนแจ้งเตือนและให้โอกาสชำระหนี้ก่อนหลายครั้ง ได้แก่

  • หนังสือแจ้งการประเมินภาษี: เมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบพบว่ากิจการมีภาษีค้างชำระ จะออกหนังสือแจ้งประเมินให้ทราบยอดหนี้และกำหนดเวลาชำระ
  • หนังสือเตือนให้ชำระภาษี: หากพ้นกำหนดเวลาแล้วยังไม่ชำระ กรมสรรพากรจะออกหนังสือเตือนซ้ำก่อนดำเนินมาตรการขั้นต่อไป
  • คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน: หากยังคงเพิกเฉยไม่ชำระและไม่ติดต่อเจรจา เจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งอายัดบัญชีธนาคาร อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือยึดทรัพย์สินอื่นของกิจการหรือกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระหนี้ภาษี

ระยะเวลาและรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนอาจแตกต่างกันไปตามกฎหมายและระเบียบที่บังคับใช้ในแต่ละช่วงเวลา ผู้ประกอบการที่ได้รับหนังสือแจ้งใดๆ จากกรมสรรพากรจึงไม่ควรเพิกเฉย

และควรติดต่อกลับหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปถึงขั้นถูกอายัดทรัพย์สิน

เมื่อถูกอายัดบัญชีธนาคารแล้ว ทำอะไรได้บ้าง

หากบัญชีธนาคารของกิจการถูกอายัดไปแล้ว ยังมีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ ได้แก่

  • ติดต่อสรรพากรพื้นที่ทันทีเพื่อเจรจาชำระหนี้: การชำระหนี้บางส่วนหรือเสนอแผนผ่อนชำระที่ชัดเจนอาจช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณายกเลิกหรือลดขอบเขตการอายัดได้
  • ตรวจสอบความถูกต้องของยอดหนี้ที่ถูกประเมิน: หากเห็นว่ายอดประเมินไม่ถูกต้องหรือมีข้อโต้แย้ง สามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์การประเมินภาษีตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือทนายความ: เพื่อประเมินสถานะทางกฎหมายและหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด เช่น การเจรจาผ่อนชำระ หรือการยื่นคำร้องขอผ่อนผัน

ผู้ประกอบการควรทราบว่าการอายัดบัญชีธนาคารมักส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะกิจการอาจไม่สามารถเบิกถอนเงินมาจ่ายค่าจ้างพนักงานหรือค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ได้ทันที

การรีบเจรจาและแสดงเจตนาชำระหนี้อย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบรรเทาผลกระทบ

สิทธิ์อุทธรณ์และการโต้แย้งการประเมินภาษี

หากกิจการเห็นว่าการประเมินภาษีที่นำไปสู่การอายัดทรัพย์สินไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม กฎหมายให้สิทธิ์ผู้เสียภาษียื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

โดยต้องยื่นเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบ อย่างไรก็ตาม

การยื่นอุทธรณ์ไม่ได้หมายความว่าจะระงับมาตรการบังคับชำระหนี้โดยอัตโนมัติเสมอไป จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินว่าควรยื่นอุทธรณ์ควบคู่กับการเจรจาขอผ่อนผันหรือไม่

และควรตรวจสอบระยะเวลาที่แน่นอนในการยื่นอุทธรณ์กับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญเพราะมีกำหนดเวลาที่เคร่งครัด

ผลกระทบต่อกรรมการและผู้ถือหุ้น

ในบางกรณี หากนิติบุคคลไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ภาษี และมีพฤติการณ์บ่งชี้ว่ากรรมการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษีหรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

อาจมีความเสี่ยงที่กรรมการจะถูกดำเนินการทางกฎหมายเพิ่มเติมนอกเหนือจากความรับผิดของนิติบุคคล

รายละเอียดความรับผิดส่วนบุคคลของกรรมการในแต่ละกรณีมีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะราย

จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เพิกเฉยต่อหนังสือแจ้งเตือนจากกรมสรรพากรทุกฉบับ: ทำให้พลาดโอกาสเจรจาก่อนถูกดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สิน
  • ย้ายเงินหรือทรัพย์สินออกจากบัญชีบริษัททันทีที่ทราบว่าจะถูกอายัด: อาจถูกมองว่าเป็นการยักย้ายทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงหนี้ภาษี ซึ่งมีความเสี่ยงทางกฎหมายเพิ่มเติม
  • ไม่ตรวจสอบความถูกต้องของยอดประเมินก่อนยอมรับ: บางครั้งยอดที่ถูกประเมินอาจมีข้อผิดพลาดที่สามารถโต้แย้งได้ผ่านกระบวนการอุทธรณ์
  • รอจนสถานการณ์บานปลายจึงค่อยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ทำให้ทางเลือกในการแก้ไขเหลือน้อยลงและอาจต้องเผชิญมาตรการที่รุนแรงกว่าเดิม

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติกิจการแห่งหนึ่งค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้ติดต่อสรรพากรพื้นที่ หลังจากได้รับหนังสือแจ้งเตือนหลายครั้งแต่ไม่ตอบสนอง

กรมสรรพากรจึงออกคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารหลักของกิจการ

ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ทันที กิจการจึงรีบติดต่อสรรพากรพื้นที่พร้อมนำเงินสดบางส่วนไปชำระหนี้ทันทีและเสนอแผนผ่อนชำระส่วนที่เหลือ

ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขการอายัดในเวลาต่อมา

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองอย่างรวดเร็วและจริงจังมีผลต่อการเจรจาอย่างมาก

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการไม่ควรปล่อยให้หนังสือแจ้งเตือนจากกรมสรรพากรถูกละเลย และควรติดต่อกลับหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันทีที่ได้รับ หากมีปัญหาสภาพคล่องจริง ควรเจรจาขอผ่อนชำระตั้งแต่เนิ่นๆ

ก่อนที่จะถูกดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สิน และหากถูกอายัดไปแล้ว

ควรรีบติดต่อเจรจาพร้อมแสดงเจตนาชำระหนี้อย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ขั้นตอนก่อนที่กรมสรรพากรจะอายัดทรัพย์สินตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เมื่อถูกอายัดบัญชีธนาคารแล้ว ทำอะไรได้บ้างตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
สิทธิ์อุทธรณ์และการโต้แย้งการประเมินภาษีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กรมสรรพากรอายัดบัญชีธนาคารทันทีที่ค้างชำระภาษีเลยไหม?

โดยทั่วไปไม่ทันที มักมีขั้นตอนแจ้งประเมินและแจ้งเตือนให้ชำระก่อนหลายครั้ง หากยังคงเพิกเฉยไม่ชำระและไม่ติดต่อเจรจา จึงจะดำเนินมาตรการอายัดหรือยึดทรัพย์สินเป็นขั้นตอนถัดไป

ถูกอายัดบัญชีแล้ว ยังมีทางแก้ไขไหม?

มี ควรติดต่อสรรพากรพื้นที่ทันทีเพื่อเจรจาชำระหนี้บางส่วนหรือเสนอแผนผ่อนชำระ การแสดงเจตนาชำระหนี้อย่างจริงจังอาจช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณายกเลิกหรือลดขอบเขตการอายัดได้

หากเห็นว่ายอดภาษีที่ถูกประเมินไม่ถูกต้อง ทำอะไรได้บ้าง?

สามารถใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเหตุผลและหลักฐานภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ควรตรวจสอบกำหนดเวลาที่แน่นอนกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญเพราะมีกรอบเวลาเคร่งครัด

ย้ายเงินออกจากบัญชีก่อนถูกอายัดทำได้ไหม?

มีความเสี่ยงสูง การย้ายเงินหรือทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการอายัดอาจถูกมองว่าเป็นการยักย้ายทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงหนี้ภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มเติม

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการใดๆ

กรรมการต้องรับผิดชอบหนี้ภาษีของบริษัทเป็นการส่วนตัวหรือไม่?

โดยหลักการนิติบุคคลรับผิดชอบหนี้ภาษีของตนเอง แต่ในบางกรณีที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษีหรือยักย้ายทรัพย์สิน กรรมการอาจมีความเสี่ยงเพิ่มเติม

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะกรณี

ได้รับหนังสือแจ้งเตือนจากสรรพากรควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?

ควรติดต่อกลับหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทันที ไม่ควรเพิกเฉย เพราะการตอบสนองเร็วช่วยเปิดโอกาสเจรจาผ่อนชำระหรือชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนที่จะถูกดำเนินมาตรการที่รุนแรงกว่า

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตอนไหนหากมีความเสี่ยงถูกอายัดทรัพย์สิน?

ควรปรึกษาทันทีที่ทราบว่ามีภาษีค้างชำระจำนวนมากหรือได้รับหนังสือแจ้งเตือน ไม่ควรรอจนถูกอายัดแล้วจึงค่อยดำเนินการ เพราะทางเลือกในการแก้ไขจะมีมากกว่าหากเริ่มต้นเร็ว

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม