ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกมีโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะรายได้หลักได้รับยกเว้น VAT แต่มีภาระหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าแพทย์พิเศษ

และต้องบันทึกต้นทุนอุปกรณ์การแพทย์ให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี

สารบัญบทความ
  1. ภาพรวมโครงสร้างภาษีโรงพยาบาลเอกชนและคลินิก
  2. VAT ยกเว้นบริการรักษาพยาบาล: ขอบเขตและเงื่อนไขตามมาตรา 81(1)(ญ)
  3. รายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้น VAT และภาระการจดทะเบียน VAT
  4. ค่าแพทย์พิเศษ: ภาระหักภาษี ณ ที่จ่ายที่โรงพยาบาลต้องรู้
  5. การบันทึกต้นทุนอุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์
  6. ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการวางแผนสำหรับโรงพยาบาลเอกชน
  7. ภาษีสำหรับคลินิกสาขาและการขยายธุรกิจ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

ภาพรวมโครงสร้างภาษีโรงพยาบาลเอกชนและคลินิก

ธุรกิจสถานพยาบาลเอกชนในไทยมีภาระภาษีที่แตกต่างจากธุรกิจบริการทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรายได้จากการให้บริการรักษาพยาบาลหลักได้รับการยกเว้น VAT โดยบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ตาม

ความซับซ้อนอยู่ที่รายได้บางประเภทของสถานพยาบาลไม่ได้รับยกเว้น และยังมีภาระด้านการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนแพทย์

รวมถึงการบันทึกต้นทุนอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่ต้องทำให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์ทางภาษีสูงสุด

ภาษีหลักที่เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกต้องเข้าใจมีสี่ด้าน ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และขอบเขตการยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ภาษีหัก ณ

ที่จ่ายจากการจ่ายค่าตอบแทนแพทย์และผู้ให้บริการ

และการบันทึกต้นทุนอุปกรณ์การแพทย์อย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี

เจ้าของกิจการที่เข้าใจโครงสร้างนี้จะสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

VAT ยกเว้นบริการรักษาพยาบาล: ขอบเขตและเงื่อนไขตามมาตรา 81(1)(ญ)

มาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้ การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

การยกเว้นนี้ครอบคลุมรายได้หลักจากการตรวจรักษา การผ่าตัด การพยาบาล

และบริการทางการแพทย์ที่ให้แก่ผู้ป่วยโดยตรงภายในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต

เงื่อนไขสำคัญ: การยกเว้นนี้ใช้บังคับเฉพาะกับสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 เท่านั้น หากสถานพยาบาลยังไม่ได้รับใบอนุญาต

หรือดำเนินการเกินขอบเขตที่ใบอนุญาตระบุ

รายได้จากการให้บริการนั้นอาจไม่ได้รับยกเว้น VAT และอาจต้องเสีย VAT ในอัตราปัจจุบัน

สิ่งที่เจ้าของโรงพยาบาลและคลินิกต้องระวังคือ รายได้ที่ไม่ใช่บริการรักษาพยาบาลโดยตรง มักไม่ได้รับยกเว้น VAT ตัวอย่างเช่น รายได้จากการขายสินค้าในร้านค้าปลีกภายในโรงพยาบาล

รายได้จากการให้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคาร

รายได้จากบริการสปาความงามที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาล หรือรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบค้าปลีกทั่วไป รายได้เหล่านี้อาจต้องนำมาคำนวณ VAT แยกต่างหาก

สำหรับคลินิกสาขา ไม่ว่าจะเปิดดำเนินการภายใต้นิติบุคคลเดียวกันหรือเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก แต่ละสาขาต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลของตัวเอง การยกเว้น VAT

จึงจะมีผลบังคับสำหรับแต่ละสาขานั้น

เจ้าของกิจการที่เปิดคลินิกสาขาหลายแห่งควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของทุกสาขาเป็นประจำ

รายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้น VAT และภาระการจดทะเบียน VAT

แม้รายได้หลักจากการรักษาพยาบาลจะได้รับยกเว้น VAT แต่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีรายได้อื่นที่ ต้องเสีย VAT และหากรายได้ที่ต้องเสีย VAT รวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี

กิจการต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูล ณ

ปี 2569)

รายได้ที่มักต้องเสีย VAT ในธุรกิจสถานพยาบาล ได้แก่:

  • รายได้จากการขายยาที่ผู้ป่วยนำไปใช้เองที่บ้านในลักษณะค้าปลีก (แยกต่างจากยาที่ใช้ระหว่างการรักษา)
  • รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ความงามหรืออาหารเสริมที่ไม่ใช่การรักษา
  • รายได้จากการให้เช่าพื้นที่ร้านค้าหรืออาคารพาณิชย์ภายในโรงพยาบาล
  • รายได้จากบริการจอดรถที่เก็บค่าบริการแยกต่างหาก
  • รายได้จากการจัดอบรมสัมมนาเชิงพาณิชย์ที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์รักษาพยาบาล

เมื่อกิจการมีทั้งรายได้ที่ยกเว้น VAT และรายได้ที่ต้องเสีย VAT จะเกิดสถานะที่เรียกว่า "กิจการที่มีรายได้ทั้งสองประเภท" ซึ่งต้องแยกบัญชีรายได้ไว้อย่างชัดเจน และการหักภาษีซื้อ

(Input VAT) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกันต้องคำนวณตามสัดส่วน

(apportionment) ที่กรมสรรพากรกำหนด การไม่แยกบัญชีให้ชัดเจนอาจทำให้สิทธิ์หักภาษีซื้อลดลงหรือถูกประเมินเพิ่มเติม

หากต้องการวางแผนให้รัดกุม ที่ปรึกษาภาษีผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยออกแบบโครงสร้างรายได้และการบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรตั้งแต่แรก

ค่าแพทย์พิเศษ: ภาระหักภาษี ณ ที่จ่ายที่โรงพยาบาลต้องรู้

หนึ่งในภาระภาษีที่โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกขนาดใหญ่มักพลาดคือ การหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนแพทย์พิเศษหรือแพทย์ที่รับงานเป็นครั้งคราว (Visiting/Specialist Physician)

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อโรงพยาบาลหรือคลินิกจ่ายค่าตอบแทนให้แก่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในลักษณะค่าจ้างเหมาหรือค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระ (ไม่ใช่พนักงานประจำที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม ม.40(1))

โรงพยาบาลในฐานะผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3%

ของค่าตอบแทนที่จ่าย ตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรและประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ท.ป.4/2528) สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(2) หรือมาตรา 40(6) แล้วแต่กรณี (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สำหรับผู้จ่ายที่ยื่นผ่านระบบ e-Withholding Tax ของกรมสรรพากร อัตราอาจลดเหลือ 1% ตามประกาศที่เกี่ยวข้อง (มีผลถึงสิ้นปี 2568 และต่อจากนั้นให้ตรวจสอบกับกรมสรรพากรอีกครั้ง)

ทั้งนี้อัตราที่จะใช้จริงขึ้นอยู่กับสถานะการยื่นของผู้จ่ายเงิน

ขั้นตอนปฏิบัติที่โรงพยาบาลต้องดำเนินการ:

  • หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนแพทย์พิเศษทุกครั้ง และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • นำส่งภาษีที่หักไว้ต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (กรณียื่นด้วยกระดาษ) หรือวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (กรณียื่นผ่านระบบ e-Filing)
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับกรณีจ่ายให้แพทย์บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้นิติบุคคล
  • จัดทำรายงานการหักภาษี ณ ที่จ่ายและบันทึกบัญชีรายจ่ายให้ครบถ้วน

ข้อควรระวัง: กรณีแพทย์ที่เป็นพนักงานประจำของโรงพยาบาล (รับเงินเดือนเป็นรายได้ตาม ม.40(1)) การหักภาษี ณ ที่จ่ายใช้วิธีคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได

ซึ่งต่างจากการหักแบบ 3% สำหรับแพทย์อิสระ

การแยกประเภทรายได้ให้ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อหลีกเลี่ยงการหักไม่ครบหรือหักเกิน

การบันทึกต้นทุนอุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์

ต้นทุนอุปกรณ์การแพทย์เป็นรายจ่ายหลักของธุรกิจสถานพยาบาล และวิธีการบันทึกที่ถูกต้องมีผลต่อภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง หลักการบันทึกแบ่งตามประเภทของอุปกรณ์:

อุปกรณ์การแพทย์ที่เป็นสินทรัพย์ถาวร (Capital Expenditure) ได้แก่ เครื่องมือผ่าตัด เครื่อง MRI เครื่อง X-Ray เครื่องอัลตราซาวด์

หรืออุปกรณ์อื่นที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหนึ่งรอบบัญชี

ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และตัดค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด เครื่องมือแพทย์ทั่วไปมักจัดอยู่ในกลุ่มอุปกรณ์ (Equipment)

ซึ่งสามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้ตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

การตัดค่าเสื่อมราคาที่ถูกต้องช่วยให้กิจการรับรู้รายจ่ายได้อย่างเป็นระบบและลดภาระภาษีในแต่ละปีได้อย่างเหมาะสม

วัสดุสิ้นเปลือง เวชภัณฑ์ และยา (Consumables/Inventory) เช่น ยา เวชภัณฑ์ สายน้ำเกลือ ถุงมือ หน้ากากอนามัย และวัสดุใช้ครั้งเดียว รายการเหล่านี้ต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ

(Inventory) หรือรายจ่ายในงวดที่ใช้ ไม่ใช่สินทรัพย์ถาวร

การบันทึกไม่ถูกต้อง เช่น นำวัสดุสิ้นเปลืองไปบันทึกเป็นสินทรัพย์ จะทำให้งบการเงินบิดเบือนและอาจถูกตรวจสอบจากสรรพากร

ประเด็นที่เจ้าของกิจการต้องระวังเป็นพิเศษ:

  • อุปกรณ์ที่ซื้อผ่อนชำระหรือเช่าซื้อ (Hire Purchase/Leasing): ต้องพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขการรับรู้เป็นสินทรัพย์ตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ การรับรู้ผิดประเภทอาจทำให้สิทธิ์ตัดค่าเสื่อมราคาหายไป
  • อุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ: ต้นทุนต้องรวมภาษีนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการนำไปใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาในใบแจ้งหนี้
  • ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม: หากเป็นการซ่อมแซมเพื่อรักษาสภาพเดิม บันทึกเป็นรายจ่ายในงวดได้เลย แต่หากเป็นการปรับปรุงที่เพิ่มมูลค่าหรือขยายอายุการใช้งาน ต้องนำไปเพิ่มในมูลค่าสินทรัพย์แล้วตัดค่าเสื่อมราคาต่อ
  • VAT จากการซื้ออุปกรณ์: กรณีที่กิจการมีรายได้ที่ต้องเสีย VAT ด้วย อาจขอหักภาษีซื้อจากการซื้ออุปกรณ์ได้บางส่วน แต่ต้องคำนวณตามสัดส่วนรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อรายได้รวม

การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริง และทำให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตสามารถรับรองงบได้โดยไม่มีข้อสังเกต

ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโรงพยาบาลที่ต้องการขอสินเชื่อหรือระดมทุนในอนาคต บริการรับทำบัญชีรายเดือน

สำหรับธุรกิจสถานพยาบาลช่วยให้การบันทึกเป็นระบบและตรวจสอบได้ตลอดปี

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการวางแผนสำหรับโรงพยาบาลเอกชน

รายได้จากการรักษาพยาบาลที่ได้รับยกเว้น VAT ไม่ได้หมายความว่าได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย

กำไรสุทธิของโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกที่ดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคลยังคงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

สำหรับโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีสถานะ SME คือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี

จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569):

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ได้รับยกเว้น (อัตรา 0%)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

โรงพยาบาลขนาดกลางและใหญ่ที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือมีรายได้เกินเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรามาตรฐาน 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

ประเด็นการวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เจ้าของโรงพยาบาลควรพิจารณา:

  • รายจ่ายที่หักได้จริง: ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์การแพทย์ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าอาคาร ค่าสาธารณูปโภค และรายจ่ายดำเนินงานอื่นที่มีหลักฐานครบถ้วนสามารถหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
  • รายจ่ายต้องห้าม: รายจ่ายส่วนตัวที่นำมาบันทึกในบัญชีบริษัท รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน หรือรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ หักไม่ได้ และอาจถูกบวกกลับเพื่อคำนวณภาษีในการตรวจสอบ
  • การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ: สำหรับลูกหนี้ที่เป็นค่ารักษาพยาบาลค้างชำระ สามารถตั้งสำรองได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งช่วยลดกำไรทางภาษีในปีที่ตั้งสำรองได้
  • กำหนดยื่นแบบ: ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบรอบ 6 เดือนของรอบบัญชี และภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50) ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

ภาษีสำหรับคลินิกสาขาและการขยายธุรกิจ

เมื่อโรงพยาบาลหรือคลินิกขยายกิจการโดยเปิดสาขาเพิ่ม มีประเด็นด้านภาษีและกฎหมายที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

โครงสร้างนิติบุคคล: สาขาของนิติบุคคลเดิมไม่ใช่นิติบุคคลแยกต่างหาก กำไรขาดทุนจากทุกสาขารวมรายงานในงบการเงินและเสียภาษีเป็นนิติบุคคลเดียว

แต่หากเปิดเป็นบริษัทใหม่แยกต่างหากสำหรับแต่ละสาขา แต่ละนิติบุคคลมีหน้าที่ยื่นภาษีและทำบัญชีแยกกัน

ซึ่งอาจได้ประโยชน์จากเกณฑ์ SME หากรายได้แต่ละบริษัทยังไม่เกินเกณฑ์

อย่างไรก็ตามการวางโครงสร้างต้องมีเหตุผลทางธุรกิจจริงและไม่ใช่การจัดโครงสร้างเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่มีสาระสำคัญ

ใบอนุญาตสถานพยาบาลสาขา: ทุกสาขาต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลแยกต่างหากจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิ์ได้รับยกเว้น VAT ของสาขานั้น

การโอนกำไรระหว่างสาขา: หากเป็นการทำธุรกรรมระหว่างนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน เช่น โรงพยาบาลแม่คิดค่าบริการบริหารจากคลินิกสาขาที่เป็นบริษัทลูก ต้องระวังเรื่องหลักการราคาตลาด

(Arm's Length Principle) และกฎหมายการกำหนดราคาโอน (Transfer

Pricing) ซึ่งกรมสรรพากรให้ความสนใจมากขึ้นในช่วงปีหลัง

สำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังพิจารณาขยายสาขาหรือปรับโครงสร้างธุรกิจสถานพยาบาล การปรึกษาที่ปรึกษาภาษีและบัญชีผู้เชี่ยวชาญ

ตั้งแต่ก่อนดำเนินการจะช่วยป้องกันปัญหาที่ตามมาได้มากกว่าการแก้ไขภายหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ภาพรวมโครงสร้างภาษีโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
VAT ยกเว้นบริการรักษาพยาบาล: ขอบเขตและเงื่อนไขตามมาตรา 81(1)(ญ)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
รายได้ที่ไม่ได้รับยกเว้น VAT และภาระการจดทะเบียน VATตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกได้รับยกเว้น VAT ทุกรายได้หรือไม่?

ไม่ใช่ทั้งหมด การยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากรครอบคลุมเฉพาะรายได้จากการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลเท่านั้น

รายได้อื่นเช่น การขายผลิตภัณฑ์ค้าปลีก ค่าเช่าพื้นที่

หรือบริการที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาล อาจต้องเสีย VAT และต้องแยกบัญชีให้ชัดเจน หากรายได้ที่ต้องเสีย VAT รวมกันเกิน 1,800,000 บาทต่อปี กิจการมีหน้าที่จดทะเบียน VAT (ข้อมูล ณ ปี 2569)

เมื่อโรงพยาบาลจ่ายค่าแพทย์พิเศษต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่?

โรงพยาบาลในฐานะผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนแพทย์พิเศษหรือแพทย์อิสระในอัตรา 3% ของค่าตอบแทนที่จ่าย (ตาม ท.ป.4/2528 สำหรับเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ ม.40(6))

จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 พร้อมนำส่งภาษีภายในกำหนด

หากโรงพยาบาลใช้ระบบ e-Withholding Tax อัตราอาจลดได้ตามประกาศที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขและระยะเวลาที่มีผลบังคับให้ครบถ้วน

ค่าซื้อเครื่องมือแพทย์ราคาแพงสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ทันทีในปีที่ซื้อหรือไม่?

ไม่ได้ทั้งหมด เครื่องมือแพทย์ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหนึ่งรอบบัญชีต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและตัดค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด

ไม่ใช่นำไปหักเป็นรายจ่ายทั้งหมดในปีที่ซื้อ

อย่างไรก็ตามวัสดุสิ้นเปลืองและเวชภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไปในการรักษาสามารถบันทึกเป็นต้นทุนในงวดที่ใช้ได้ทันที

การบันทึกประเภทของรายจ่ายให้ถูกต้องมีผลสำคัญต่อการคำนวณภาษีและความน่าเชื่อถือของงบการเงิน

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกสาขา: ยกเว้น VAT การแพทย์ ค่าแพทย์พิเศษ และต้นทุนอุปกรณ์

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกสาขา: ยกเว้น VAT การแพทย์ ค่าแพทย์พิเศษ และต้นทุนอุปกรณ์

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล