เภสัชกรที่คิดจะเปิดร้านยาเองมักถามคำถามแรกว่าควรจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือทำในนามบุคคลธรรมดาดีกว่า คำตอบสั้นๆ คือขึ้นอยู่กับระดับกำไรที่คาดว่าจะทำได้ต่อปี หากกำไรยังไม่สูงมาก

การทำในนามบุคคลอาจง่ายและประหยัดกว่า

แต่เมื่อกำไรเติบโตถึงจุดหนึ่งการจดบริษัทจะเริ่มคุ้มค่าทางภาษีมากกว่า

เภสัชกรจำนวนมากที่ต้องการเปิดร้านยาเป็นของตัวเองมักเจอทางแยกสำคัญตั้งแต่วันแรก คือควรจดทะเบียนเป็น นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) หรือทำธุรกิจในนาม บุคคลธรรมดา ดี

ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน โดยเฉพาะในมุมภาษีเงินได้

ความยุ่งยากในการทำบัญชี และความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า บทความนี้จะช่วยให้เภสัชกรเข้าใจปัจจัยหลักในการตัดสินใจก่อนไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสรรพากร

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างภาษีแบบบุคคลธรรมดา
  2. โครงสร้างภาษีแบบนิติบุคคล
  3. ตารางเปรียบเทียบแบบง่าย
  4. จุดคุ้มทุนที่ควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นนิติบุคคล
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. การพิจารณาปัจจัยอื่นนอกจากภาษี
  8. ขั้นตอนเบื้องต้นหากตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างภาษีแบบบุคคลธรรมดา

หากเภสัชกรเปิดร้านยาในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายยาจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(8) (การค้าขาย) ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ หักตามจริงที่มีเอกสารครบถ้วน

หรือหักแบบเหมาในอัตราที่กฎหมายกำหนด

จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ซึ่งมีข้อดีคือขั้นตอนทำบัญชีเรียบง่ายกว่า ไม่ต้องจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

แต่มีข้อเสียคือเมื่อกำไรสูงขึ้น

อัตราภาษีขั้นบันไดจะไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลได้

นอกจากนี้ หากเภสัชกรมีรายได้จากการให้คำปรึกษาทางเภสัชกรรมโดยตรง (ไม่ใช่การขายสินค้า) อาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 40(6)

ซึ่งมีเงื่อนไขการหักค่าใช้จ่ายเหมาที่แตกต่างจากรายได้ขายสินค้า จึงควรแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

โครงสร้างภาษีแบบนิติบุคคล

หากจดทะเบียนเป็นบริษัท กำไรสุทธิของกิจการจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งสำหรับ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี)

จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ คือกำไรสุทธิส่วนแรก 300,000 บาท

ได้รับยกเว้นภาษี ส่วนกำไรตั้งแต่ 300,001-3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 20%

(ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนวางแผนจริง)

ข้อดีของการเป็นนิติบุคคลคือภาษีที่จ่ายมักต่ำกว่าเมื่อกำไรสูงขึ้น

และมีความน่าเชื่อถือมากกว่าในการติดต่อกับดีลเลอร์ยาหรือบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ที่มักต้องการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ แต่ข้อเสียคือต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน

มีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบการเงินประจำปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น

ตารางเปรียบเทียบแบบง่าย

ประเด็นบุคคลธรรมดานิติบุคคล (บริษัท)
อัตราภาษีอัตราก้าวหน้าตามขั้นบันได0% สำหรับ 300,000 บาทแรก, 15% และ 20% ตามระดับกำไร (เงื่อนไข SME)
ความซับซ้อนบัญชีต่ำกว่า ไม่ต้องส่งงบการเงินสูงกว่า ต้องมีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี
ความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าปานกลางสูงกว่า โดยเฉพาะกับดีลเลอร์ยารายใหญ่
ความรับผิดทางกฎหมายรับผิดไม่จำกัด (ทรัพย์สินส่วนตัว)รับผิดจำกัดตามทุนจดทะเบียน (บริษัทจำกัด)

จุดคุ้มทุนที่ควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นนิติบุคคล

โดยทั่วไป เภสัชกรควรเริ่มพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อกำไรสุทธิรายปีเริ่มเข้าใกล้หรือเกินระดับที่อัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล SME

อย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งจุดตัดที่แน่นอนขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าใช้จ่ายและเงินได้พึงประเมินของแต่ละคน จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีคำนวณเปรียบเทียบให้ตรงกับตัวเลขจริงของกิจการก่อนตัดสินใจ

ไม่ควรอ้างอิงตัวเลขทั่วไปโดยไม่ตรวจสอบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตัดสินใจจดบริษัทตั้งแต่วันแรกโดยไม่ประเมินกำไรที่คาดว่าจะทำได้ก่อน ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายทางบัญชีเกินความจำเป็นในช่วงเริ่มต้น
  • ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดานานเกินไปทั้งที่กำไรเติบโตสูงจนอัตราภาษีขั้นบันไดแพงกว่าภาษีนิติบุคคลไปมากแล้ว
  • ไม่แยกเงินได้ประเภท 40(6) และ 40(8) ให้ชัดเจน ทำให้หักค่าใช้จ่ายเหมาผิดประเภทและเสียภาษีเกินจำเป็น
  • เปลี่ยนเป็นนิติบุคคลโดยไม่วางแผนโอนสินทรัพย์และสต๊อกยาจากบุคคลธรรมดาไปยังบริษัทให้ถูกต้อง ทำให้เกิดปัญหาทางบัญชีภายหลัง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

เภสัชกรท่านหนึ่งเปิดร้านยาในนามบุคคลธรรมดา มีรายได้จากการขายยาปีละประมาณ 3.5 ล้านบาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไรสุทธิประมาณ 900,000 บาทต่อปี

เมื่อคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าแบบบุคคลธรรมดาพบว่าภาระภาษีเริ่มสูงขึ้นมาก

จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบกับการจดทะเบียนเป็นบริษัท ซึ่งพบว่าหากเข้าเงื่อนไข SME กำไร 300,000 บาทแรกจะได้รับยกเว้นภาษี และกำไรส่วนที่เหลือเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า

ทำให้ตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทในปีถัดไป

พร้อมวางแผนโอนสต๊อกยาและใบอนุญาตร้านยาให้ถูกต้องตามขั้นตอน

การพิจารณาปัจจัยอื่นนอกจากภาษี

แม้ประเด็นภาษีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ แต่เภสัชกรควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น หากต้องการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อขยายร้านในอนาคต

การเป็นนิติบุคคลที่มีงบการเงินตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีมักได้รับความเชื่อถือจากสถาบันการเงินมากกว่า

นอกจากนี้หากในอนาคตต้องการรับเภสัชกรท่านอื่นเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนหรือขยายสาขา

โครงสร้างนิติบุคคลจะช่วยให้การแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์และความรับผิดชอบทำได้ชัดเจนกว่าการตกลงกันแบบไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรในนามบุคคลธรรมดา

ขั้นตอนเบื้องต้นหากตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เภสัชกรควรเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ใบอนุญาตขายยา และแผนโครงสร้างผู้ถือหุ้น

จากนั้นจึงดำเนินการจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล และหากมีรายได้เกินเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

พร้อมทั้งวางแผนโอนใบอนุญาตขายยาและสต๊อกสินค้าจากชื่อบุคคลธรรมดาเดิมมาเป็นชื่อนิติบุคคลใหม่ให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่หน่วยงานสาธารณสุขกำหนด

เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายระหว่างการเปลี่ยนผ่าน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนตัดสินใจ เภสัชกรควรประมาณการรายได้และกำไรที่คาดว่าจะทำได้ในปีแรกและปีถัดไป แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีช่วยคำนวณเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองรูปแบบอย่างละเอียด

นอกจากนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ความต้องการขยายสาขาในอนาคต

ความจำเป็นในการระดมทุนจากผู้ร่วมลงทุน และเงื่อนไขของใบอนุญาตร้านยาที่อาจผูกกับตัวเภสัชกรหรือกับนิติบุคคลแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เภสัชกรเปิดร้านยาเองควรจดบริษัทหรือทำในนามบุคคลธรรมดา?

ขึ้นอยู่กับระดับกำไรที่คาดว่าจะทำได้ หากกำไรยังไม่สูงมากการทำในนามบุคคลธรรมดาอาจง่ายและประหยัดกว่า แต่เมื่อกำไรเติบโตสูงขึ้นการจดบริษัทมักคุ้มค่าทางภาษีมากกว่า

ควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณเปรียบเทียบตามตัวเลขจริง

รายได้ร้านยาในนามบุคคลธรรมดาจัดเป็นเงินได้ประเภทใด?

โดยทั่วไปรายได้จากการขายยาจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(8) ส่วนรายได้จากการให้คำปรึกษาทางเภสัชกรรมโดยตรงอาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 40(6) ซึ่งมีเงื่อนไขการหักค่าใช้จ่ายต่างกัน

จดทะเบียนเป็นบริษัทได้สิทธิประโยชน์ภาษี SME อย่างไร?

หากเข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ

ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับผู้เชี่ยวชาญ

การเป็นนิติบุคคลมีข้อดีด้านความน่าเชื่อถือกับดีลเลอร์ยาอย่างไร?

ดีลเลอร์ยาและบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่มักต้องการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ การเป็นนิติบุคคลทำให้ติดต่อซื้อขายและเคลมภาษีซื้อได้สะดวกกว่าบุคคลธรรมดา

เมื่อไรควรเริ่มพิจารณาเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล?

เมื่อกำไรสุทธิรายปีเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดแพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล SME อย่างมีนัยสำคัญ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณจุดคุ้มทุนจากตัวเลขจริงของกิจการ

การเป็นนิติบุคคลมีภาระเพิ่มเติมอะไรบ้างเมื่อเทียบกับบุคคลธรรมดา?

ต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน มีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบการเงินประจำปี และนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นจากบุคคลธรรมดา

หากเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัท ต้องระวังเรื่องอะไร?

ต้องวางแผนโอนสินทรัพย์ สต๊อกยา และใบอนุญาตร้านยาจากชื่อบุคคลธรรมดาไปยังนิติบุคคลให้ถูกต้องตามขั้นตอน เพื่อป้องกันปัญหาทางบัญชีและกฎหมายในภายหลัง

หากกำลังวางแผนเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ทีมงานมีบริการจดทะเบียนบริษัทและจดบริษัทที่ช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมเอกสารไปจนถึงการวางระบบบัญชีและภาษีหลังจดทะเบียน