ร้านยาที่ขยายเป็นเชนหลายสาขาหรือทำแฟรนไชส์ต้องวางระบบบัญชีให้รองรับการรายงานภาษีทั้งแบบรวมสำนักงานใหญ่และแบบแยกสาขา พร้อมจัดการเรื่องการโอนสินค้าระหว่างสาขาให้ถูกต้อง

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนหรือขาดหายของยอดภาษี

เมื่อร้านยาประสบความสำเร็จและเจ้าของตัดสินใจขยายเป็นเชนหลายสาขา หรือเปิดให้เป็นแฟรนไชส์ให้ผู้อื่นดำเนินการ ความซับซ้อนทางบัญชีและภาษีจะเพิ่มขึ้นทันที

เพราะต้องจัดการทั้งการจดทะเบียนสาขา การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ในนามนิติบุคคลเดียวกันแต่หลายสถานประกอบการ และการโอนสินค้าระหว่างสาขาที่ต้องมีเอกสารรองรับให้ถูกต้อง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญที่เจ้าของร้านยาเชนต้องรู้

สารบัญบทความ
  1. การจดทะเบียนสาขาให้ถูกต้อง
  2. การยื่น VAT แบบรวมหรือแบบแยกสาขา
  3. การโอนสินค้าระหว่างสาขา (Stock Transfer)
  4. แฟรนไชส์: ประเด็นภาษีที่แตกต่างจากสาขาของตัวเอง
  5. การบริหารบุคลากรและเภสัชกรประจำสาขา
  6. การจัดทำรายงานงบการเงินรวมสำหรับผู้บริหาร
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

การจดทะเบียนสาขาให้ถูกต้อง

เมื่อร้านยาเปิดสาขาเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นสาขาของตัวเองหรือให้แฟรนไชส์ซีดำเนินการภายใต้นิติบุคคลเดียวกัน ต้องแจ้งจดทะเบียนสาขาต่อกรมสรรพากรทุกครั้งที่มีการเปิดสถานประกอบการใหม่

พร้อมขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของสาขา

และหากแต่ละสาขามีการขายยาที่ต้องมีใบอนุญาตขายยาแยกต่างหาก ต้องยื่นขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือหน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดสำหรับแต่ละสาขาด้วย

ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการจดทะเบียนภาษี แต่ต้องดำเนินการคู่กันให้ครบถ้วน

การยื่น VAT แบบรวมหรือแบบแยกสาขา

สำหรับนิติบุคคลที่มีหลายสาขา กฎหมายเปิดโอกาสให้เลือกวิธียื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 2 แนวทางหลัก คือยื่นรวมที่สำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียว

หรือยื่นแยกแต่ละสาขาตามที่ตั้งสถานประกอบการ ทั้งสองวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

การยื่นรวมช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการเอกสารส่วนกลาง แต่ต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลยอดขายซื้อจากทุกสาขาให้ครบถ้วนทันเวลา

ส่วนการยื่นแยกสาขาช่วยให้ตรวจสอบผลประกอบการรายสาขาได้ชัดเจนกว่า แต่เพิ่มภาระงานเอกสารในการยื่นแบบหลายชุด

ร้านยาควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับโครงสร้างองค์กรและระบบบัญชีที่มีอยู่

การโอนสินค้าระหว่างสาขา (Stock Transfer)

ร้านยาเชนมักมีคลังสินค้ากลางที่กระจายยาไปยังสาขาต่างๆ หรือบางครั้งสาขาหนึ่งอาจโอนสินค้าให้อีกสาขาหนึ่งเพื่อทดแทนของขาดสต๊อก

การโอนสินค้าระหว่างสาขาภายในนิติบุคคลเดียวกันแม้จะไม่ใช่การขายที่ก่อให้เกิดรายได้จริง

แต่ในทางภาษีมูลค่าเพิ่มยังถือเป็นการขายสินค้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีระหว่างสาขา หากแต่ละสาขามีการยื่น VAT แยกกัน

เพื่อให้ยอดภาษีขาย-ภาษีซื้อของแต่ละสาขาสอดคล้องกับสต๊อกที่เคลื่อนไหวจริง

ร้านยาจึงควรมีเอกสารใบโอนสินค้าระหว่างสาขา (Stock Transfer Note) ที่ระบุชื่อยา ล็อต จำนวน มูลค่า และวันที่โอน พร้อมลงนามรับ-ส่งจากผู้รับผิดชอบแต่ละสาขา

เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการออกใบกำกับภาษีและปรับปรุงทะเบียนคุมสต๊อกให้ตรงกันทั้งสองฝั่ง

แฟรนไชส์: ประเด็นภาษีที่แตกต่างจากสาขาของตัวเอง

หากร้านยาเชนให้สิทธิ์แฟรนไชส์แก่บุคคลภายนอกดำเนินการ โดยแฟรนไชส์ซีเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาแยกต่างหากจากเจ้าของแบรนด์ กรณีนี้ต่างจากการเปิดสาขาของตัวเองอย่างสิ้นเชิง

เพราะแฟรนไชส์ซีต้องจดทะเบียนภาษีของตัวเองแยกจากเจ้าของแบรนด์

และรายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Franchise Fee) หรือค่าสิทธิ (Royalty Fee) ที่เจ้าของแบรนด์ได้รับจากแฟรนไชส์ซีจะเป็นรายได้ของเจ้าของแบรนด์ที่ต้องนำมาคำนวณ VAT

และภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ พร้อมทั้งอาจต้องมีการหักภาษี ณ

ที่จ่ายในการจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าว ซึ่งอัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตามลักษณะสัญญาที่ตกลงกันจริง

ประเด็นสาขาของตัวเองแฟรนไชส์ให้บุคคลอื่น
การจดทะเบียนภาษีสาขาภายใต้นิติบุคคลเดียวกันแฟรนไชส์ซีจดทะเบียนแยกต่างหาก
รายได้หลักรวมเป็นรายได้บริษัทเดียวค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์/ค่าสิทธิเป็นรายได้เจ้าของแบรนด์
การโอนสินค้าใบโอนสินค้าระหว่างสาขามักเป็นการขายสินค้าปกติระหว่างนิติบุคคล

การบริหารบุคลากรและเภสัชกรประจำสาขา

ร้านยาเชนที่ขยายหลายสาขาต้องมีเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการประจำแต่ละสาขาตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการบริหารบัญชีแต่ก็ส่งผลต่อภาษีทางอ้อม เช่น

ค่าตอบแทนเภสัชกรประจำสาขาที่จ้างเป็นพนักงานประจำหรือจ้างเป็นรายชั่วโมง

ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายเงินได้ประเภทใดและต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้องหรือไม่ หากมีเภสัชกรที่ทำงานให้หลายสาขาในเครือเดียวกัน

ควรมีการแยกบันทึกชั่วโมงทำงานและค่าตอบแทนตามสาขาที่ปฏิบัติงานจริง

เพื่อให้ต้นทุนแต่ละสาขาสะท้อนความเป็นจริงและช่วยให้การวิเคราะห์กำไรขาดทุนรายสาขาแม่นยำขึ้น

การจัดทำรายงานงบการเงินรวมสำหรับผู้บริหาร

แม้ในทางภาษีร้านยาเชนอาจเลือกยื่น VAT แบบรวมหรือแยกสาขาก็ได้ แต่ในมุมบริหารจัดการภายใน เจ้าของกิจการควรมีรายงานผลประกอบการแยกรายสาขาเสมอ เพื่อใช้ตัดสินใจว่าสาขาใดทำกำไรดี

สาขาใดมีต้นทุนสูงผิดปกติ หรือสาขาใดควรปรับกลยุทธ์การขาย

รายงานนี้ควรแสดงยอดขาย ต้นทุนสินค้า ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และกำไรขั้นต้นแยกตามสาขา แล้วจึงรวมเป็นภาพรวมทั้งบริษัทสำหรับยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี

การมีทั้งมุมมองรายสาขาและภาพรวมจะช่วยให้เจ้าของกิจการบริหารร้านยาเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เปิดสาขาใหม่โดยไม่แจ้งจดทะเบียนภาษีหรือขอใบอนุญาตขายยาให้ครบทุกสาขา ทำให้สาขานั้นดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • โอนสินค้าระหว่างสาขาโดยไม่มีเอกสารใบโอนหรือใบกำกับภาษีรองรับ ทำให้สต๊อกและยอดภาษีของแต่ละสาขาไม่ตรงกัน
  • ปะปนรายได้ของแฟรนไชส์ซีกับรายได้ของเจ้าของแบรนด์ในบัญชีเดียวกัน ทั้งที่เป็นนิติบุคคลคนละรายกัน
  • เลือกวิธียื่น VAT แบบรวมหรือแยกสาขาโดยไม่ประเมินความพร้อมของระบบเก็บข้อมูล ทำให้ยื่นภาษีล่าช้าหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

ร้านยาเชนแห่งหนึ่งมี 4 สาขาภายใต้บริษัทเดียวกัน เดิมยื่น VAT แยกแต่ละสาขา แต่พบว่าทีมบัญชีส่วนกลางทำงานซ้ำซ้อนและมักยื่นข้อมูลไม่ครบทันเวลาในบางสาขา

หลังปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจึงเปลี่ยนมายื่น VAT รวมที่สำนักงานใหญ่

พร้อมวางระบบให้แต่ละสาขาส่งรายงานยอดขายซื้อรายวันเข้าส่วนกลางผ่านระบบ POS ที่เชื่อมต่อกัน ทำให้การยื่นภาษีตรงเวลาและลดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของร้านยาเชนควรวางแผนตั้งแต่ก่อนเปิดสาขาใหม่ว่าจะยื่น VAT แบบรวมหรือแยกสาขา และจัดทำระบบเอกสารใบโอนสินค้าระหว่างสาขาให้ครบถ้วนตั้งแต่วันแรก หากมีแผนขยายเป็นแฟรนไชส์

ควรแยกโครงสร้างบัญชีและสัญญาให้ชัดเจนระหว่างรายได้ของเจ้าของแบรนด์กับรายได้ของแฟรนไชส์ซีแต่ละราย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อกำหนดอัตราหัก ณ

ที่จ่ายและโครงสร้างค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้านยาเชนหลายสาขาต้องจดทะเบียนภาษีอย่างไร?

ต้องแจ้งจดทะเบียนสาขาต่อกรมสรรพากรทุกครั้งที่เปิดสถานประกอบการใหม่ พร้อมขอใบอนุญาตขายยาแยกต่างหากสำหรับแต่ละสาขาจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง

ร้านยาหลายสาขาควรยื่น VAT แบบรวมหรือแยกสาขา?

ทั้งสองวิธีทำได้ตามกฎหมาย การยื่นรวมช่วยลดความยุ่งยากบริหารส่วนกลาง ส่วนการยื่นแยกช่วยตรวจสอบผลประกอบการรายสาขาได้ชัดเจนกว่า ควรเลือกตามความพร้อมของระบบบัญชีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การโอนสินค้าระหว่างสาขาต้องออกใบกำกับภาษีหรือไม่?

หากแต่ละสาขายื่น VAT แยกกัน การโอนสินค้าระหว่างสาขาถือเป็นการขายในทางภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องออกใบกำกับภาษี พร้อมมีใบโอนสินค้าระหว่างสาขาประกอบเพื่อให้สต๊อกและยอดภาษีตรงกัน

แฟรนไชส์ร้านยาต่างจากการเปิดสาขาของตัวเองอย่างไรทางภาษี?

แฟรนไชส์ซีเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากที่ต้องจดทะเบียนภาษีของตัวเอง ส่วนเจ้าของแบรนด์จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์หรือค่าสิทธิที่ต้องนำมาคำนวณ VAT และภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

โดยทั่วไปอาจต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะสัญญา ควรตรวจสอบอัตราและประเภทเงินได้ที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนทำสัญญาแฟรนไชส์

ร้านยาเชนควรมีเอกสารอะไรรองรับการโอนสินค้าระหว่างสาขา?

ควรมีใบโอนสินค้าระหว่างสาขา (Stock Transfer Note) ระบุชื่อยา ล็อต จำนวน มูลค่า วันที่โอน พร้อมลงนามรับ-ส่งจากผู้รับผิดชอบแต่ละสาขาเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบบัญชีและภาษี

หากขยายเป็นแฟรนไชส์ ควรแยกบัญชีอย่างไรไม่ให้ปะปนกัน?

ควรแยกบัญชีและสัญญาให้ชัดเจนระหว่างรายได้ของเจ้าของแบรนด์ (ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์) กับรายได้ของแฟรนไชส์ซีแต่ละราย โดยแต่ละฝ่ายจัดทำบัญชีและยื่นภาษีของตนเองแยกจากกันอย่างสมบูรณ์

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ