ธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกึ่งหนึ่งและประกอบกิจการที่สงวนไว้ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign

Business License หรือ FBL) ก่อนเริ่มดำเนินการ

ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางระบบบัญชี เงื่อนไขทุนขั้นต่ำ และการยื่นรายงานทางการเงินประจำปี

สารบัญบทความ
  1. Foreign Business License (FBL) คืออะไร
  2. เงื่อนไขทุนขั้นต่ำที่ส่งผลต่อการวางแผนบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น
  3. ผลกระทบต่อการรายงานทางบัญชีประจำปี
  4. ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลของธุรกิจที่มี FBL
  5. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง
  6. ตารางสรุปภาระบัญชี-ภาษีหลักของธุรกิจที่มี FBL
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจที่มี FBL
  8. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  9. การเตรียมระบบบัญชีให้รองรับการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน
  10. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับธุรกิจที่กำลังขอ FBL

Foreign Business License (FBL) คืออะไร

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดประเภทธุรกิจที่คนต่างด้าวไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเสรี แบ่งเป็นบัญชีหนึ่ง สอง และสาม

โดยธุรกิจในบัญชีสองและสามที่คนต่างด้าวต้องการประกอบกิจการในประเทศไทย

(เมื่อผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป หรือมีอำนาจควบคุมบริษัท) จำเป็นต้องขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ Foreign Business License (FBL)

จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก่อนเริ่มดำเนินกิจการ

ธุรกิจบริการหลายประเภทที่นักลงทุนต่างชาตินิยมเข้ามาลงทุนในไทย เช่น ธุรกิจที่ปรึกษา ธุรกิจตัวแทน/นายหน้า ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งบางลักษณะ

หรือธุรกิจบริการอื่นที่ไม่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามสนธิสัญญาหรือได้รับการส่งเสริมจาก BOI

มักเข้าข่ายต้องขอ FBL หากมีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ประเภทธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาตและเงื่อนไขการยกเว้นมีรายละเอียดเฉพาะ

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนต่างชาติโดยตรงก่อนตัดสินใจโครงสร้างธุรกิจ

เงื่อนไขทุนขั้นต่ำที่ส่งผลต่อการวางแผนบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น

กฎหมายกำหนดให้ธุรกิจที่ได้รับ FBL ต้องมีทุนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด และในกรณีที่เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกับธุรกิจของคนไทยเป็นพิเศษ

อาจมีเงื่อนไขทุนขั้นต่ำที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to

Equity Ratio) ที่ธุรกิจต้องนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาตามสัดส่วนที่กำหนดในช่วงเริ่มดำเนินกิจการ เนื่องจากตัวเลขทุนขั้นต่ำที่แน่นอนอาจมีการปรับปรุงตามประกาศกระทรวงพาณิชย์

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบยอดที่ใช้บังคับล่าสุดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

(dbd.go.th) หรือที่ปรึกษาก่อนกำหนดโครงสร้างทุนของบริษัท

ผลกระทบต่อฝ่ายบัญชีคือ ต้องจัดทำหลักฐานการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนธนาคารแห่งประเทศไทย (เช่น แบบฟอร์มการนำเงินเข้าประเทศ FTI - Foreign Transaction

Inward)

และบันทึกบัญชีทุนจดทะเบียนกับทุนที่ชำระแล้วให้สอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถอ้างอิงได้เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบภายหลัง

ผลกระทบต่อการรายงานทางบัญชีประจำปี

ธุรกิจที่ได้รับ FBL มีหน้าที่รายงานข้อมูลเพิ่มเติมต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้านอกเหนือจากการยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติของนิติบุคคลทั่วไป

โดยทั่วไปต้องมีการรายงานสถานะการประกอบธุรกิจ การจ้างงาน และการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบอนุญาต

ผู้ทำบัญชีของบริษัทที่ได้รับ FBL จึงควรจัดทำระบบติดตามเงื่อนไขใบอนุญาตควบคู่กับปฏิทินการยื่นงบการเงินและภาษีประจำปี เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดการรายงานใดรายงานหนึ่ง

รายการที่ฝ่ายบัญชีควรติดตามสำหรับธุรกิจที่มี FBL:
1. หลักฐานการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาตามสัดส่วนที่กำหนด
2. การรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนให้เป็นไปตามเงื่อนไขใบอนุญาต
3.

กำหนดการรายงานสถานะประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
4.

การต่ออายุหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะที่ระบุในใบอนุญาต FBL

ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลของธุรกิจที่มี FBL

ธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาต FBL ยังคงมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับนิติบุคคลทั่วไป โดยคำนวณจากกำไรสุทธิและยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ประจำปีตามปกติ อย่างไรก็ตาม

เนื่องจากธุรกิจที่มี FBL

ส่วนใหญ่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก จึงมักมีทุนจดทะเบียนที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับสิทธิประโยชน์ภาษี SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท)

ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไรส่วนแรกและอัตราภาษีลดหย่อนแบบ SME แต่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติตั้งแต่บาทแรกของกำไรสุทธิ

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบสถานะทุนจดทะเบียนของบริษัทกับผู้ทำบัญชีเพื่อยืนยันว่าเข้าเงื่อนไข SME หรือไม่ก่อนวางแผนภาษี

ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจที่มี FBL หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับนิติบุคคลทั่วไป

นอกจากนี้ ธุรกิจที่มี FBL

หลายแห่งมีการทำธุรกรรมกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ เช่น การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ค่าบริการบริหารจัดการ (Management Fee) หรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัทแม่

ซึ่งธุรกรรมประเภทนี้อาจเข้าข่ายต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

(ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินได้ให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย) โดยอัตราที่ใช้อาจแตกต่างกันตามประเภทเงินได้และอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation

Agreement) ระหว่างไทยกับประเทศของบริษัทแม่

ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนสูงและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศโดยเฉพาะก่อนดำเนินธุรกรรมใดๆ กับบริษัทในเครือต่างประเทศ

ตารางสรุปภาระบัญชี-ภาษีหลักของธุรกิจที่มี FBL

รายการรายละเอียดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เงื่อนไขทุนขั้นต่ำต้องนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาตามสัดส่วนที่กำหนดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
งบการเงินประจำปีจัดทำและยื่นตามกำหนดเวลาปกติของนิติบุคคลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนใหญ่เสียภาษีในอัตราปกติ (ไม่เข้าเกณฑ์ SME เนื่องจากทุนสูง)กรมสรรพากร
ภาษีมูลค่าเพิ่มจดทะเบียนเมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีกรมสรรพากร
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินได้ที่จ่ายให้ต่างประเทศตรวจสอบอัตราและอนุสัญญาภาษีซ้อนกับผู้เชี่ยวชาญกรมสรรพากร
การรายงานสถานะประจำปีตามเงื่อนไข FBLติดตามตามที่ระบุในใบอนุญาตกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจที่มี FBL

  • ไม่เก็บหลักฐานการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างเป็นระบบ: ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทุนจดทะเบียนเมื่อถูกตรวจสอบภายหลัง ซึ่งอาจกระทบสถานะใบอนุญาต FBL
  • เข้าใจผิดว่าได้สิทธิประโยชน์ภาษี SME ทั้งที่ทุนจดทะเบียนสูงกว่าเกณฑ์: ทำให้คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลผิดพลาดและอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับ
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือค่าบริการให้บริษัทแม่ต่างประเทศ: เพราะไม่ทราบว่าธุรกรรมนี้เข้าข่ายมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีระหว่างประเทศก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง
  • ไม่ติดตามกำหนดการรายงานสถานะประจำปีตามเงื่อนไข FBL: ทำให้เสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนใบอนุญาตหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ไม่ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนกำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้น: ทำให้ต้องปรับโครงสร้างบริษัทภายหลัง ซึ่งมีต้นทุนและใช้เวลามากกว่าการวางแผนตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีแห่งหนึ่งมีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติถือหุ้น 70% และคนไทยถือหุ้น 30% ธุรกิจประเภทนี้เข้าข่ายต้องขอ FBL เนื่องจากผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง

บริษัทต้องนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดและเก็บหลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคารไว้อย่างครบถ้วน

เมื่อบริษัทแม่ในต่างประเทศเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากบริษัทลูกในไทยทุกเดือน

บริษัทในไทยต้องพิจารณาว่าธุรกรรมนี้เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 หรือไม่ โดยอาจได้รับสิทธิลดอัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อนหากประเทศของบริษัทแม่มีข้อตกลงกับไทย

ซึ่งจุดนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญภาษีระหว่างประเทศตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนดำเนินการทุกครั้ง เนื่องจากทุนจดทะเบียนของบริษัทสูงเกินเกณฑ์ SME

บริษัทจึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติตั้งแต่บาทแรกของกำไรสุทธิ

ไม่ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรส่วนแรกเหมือน SME ทั่วไป

การเตรียมระบบบัญชีให้รองรับการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน

ธุรกิจที่มี FBL ควรวางระบบบัญชีที่สามารถตอบสนองการตรวจสอบจากทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทยได้พร้อมกัน

โดยจัดทำแฟ้มเอกสารแยกเฉพาะสำหรับหลักฐานการนำเงินทุนเข้าประเทศ สัญญาธุรกรรมกับบริษัทในเครือต่างประเทศ

และเอกสารการรายงานสถานะประจำปีตามเงื่อนไขใบอนุญาต เพื่อให้สามารถค้นหาและนำเสนอเอกสารได้ทันทีเมื่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งร้องขอ

นอกจากนี้ควรมีที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและภาษีระหว่างประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพราะประเด็นทั้งสองด้านมักเกี่ยวโยงกันในทางปฏิบัติ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับธุรกิจที่กำลังขอ FBL

ผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาขอใบอนุญาต FBL ควรเริ่มต้นด้วยการปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและทุนจดทะเบียน

ตรวจสอบเงื่อนไขทุนขั้นต่ำและสัดส่วนหนี้สินต่อทุนล่าสุดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

จัดเตรียมระบบบัญชีที่รองรับหลักฐานการนำเงินทุนเข้าประเทศตั้งแต่วันแรก และวางแผนภาษีสำหรับธุรกรรมกับบริษัทในเครือต่างประเทศล่วงหน้า

การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินกิจการในไทยได้อย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบหรือเพิกถอนใบอนุญาตในภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Foreign Business License (FBL) จำเป็นสำหรับธุรกิจต่างชาติทุกประเภทหรือไม่

ไม่ใช่ทุกประเภท เฉพาะธุรกิจที่อยู่ในบัญชีสองและสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และมีผู้ถือหุ้นต่างชาติตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไปเท่านั้นที่ต้องขอ FBL

ควรตรวจสอบประเภทธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจ

ธุรกิจที่มี FBL ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษี SME หรือไม่

ส่วนใหญ่ไม่ได้รับ เนื่องจากธุรกิจที่มี FBL มักมีทุนจดทะเบียนสูงกว่าเกณฑ์ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท)

จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติตั้งแต่บาทแรกของกำไรสุทธิ ควรตรวจสอบสถานะทุนกับผู้ทำบัญชีให้ชัดเจน

ธุรกิจที่มี FBL ต้องนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างไร

ต้องนำเงินทุนเข้ามาตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดผ่านขั้นตอนของธนาคารแห่งประเทศไทย และเก็บหลักฐานการโอนเงินไว้อย่างครบถ้วน

เพื่อใช้อ้างอิงเมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบภายหลัง

การจ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือค่าบริการให้บริษัทแม่ต่างประเทศต้องหักภาษีหรือไม่

อาจเข้าข่ายต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยอัตราขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศของบริษัทแม่

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศก่อนดำเนินธุรกรรม

ธุรกิจที่มี FBL ต้องรายงานอะไรต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นพิเศษ

นอกจากงบการเงินประจำปีตามปกติ ต้องรายงานสถานะการประกอบธุรกิจ การจ้างงาน และการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบอนุญาต FBL ตามกำหนดเวลาที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด

ธุรกิจที่มี FBL ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เช่นเดียวกับนิติบุคคลทั่วไป ควรตรวจสอบอัตรา VAT ปัจจุบันกับกรมสรรพากร

หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต FBL จะเกิดผลอย่างไร

อาจเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการดำเนินกิจการในไทยทั้งหมด

จึงควรติดตามและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในใบอนุญาตอย่างเคร่งครัดและปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเมื่อมีข้อสงสัย

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม