ถ้าคุณเป็นครีเอเตอร์ที่ขายผลงานศิลปะ เพลง หรืองานออกแบบในรูปแบบ NFT (Non-Fungible Token) คำตอบสั้นๆ คือ เงินที่ได้จากการขาย NFT ครั้งแรกถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามสถานะของผู้ขาย

ส่วนค่า Royalty ที่ได้จากการขายต่อ (Resale) ในตลาดรอง ก็ถือเป็นเงินได้เช่นกัน แต่มีจุดที่ต้องระวังเรื่องการรับรู้รายได้ การแปลงสกุลเงินคริปโตเป็นบาท

และภาษีมูลค่าเพิ่มที่หลายคนมองข้าม

NFT (Non-Fungible Token) กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ของครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักวาดภาพประกอบ นักดนตรี ช่างภาพ หรือนักออกแบบดิจิทัล

แต่เพราะเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่ปี

หลายคนจึงยังสับสนว่าเงินที่ได้จากการขายผลงานครั้งแรก กับค่า Royalty ที่ได้เมื่อผลงานถูกขายต่อในตลาดรอง ต้องเสียภาษีแบบไหน และต้องจัดการเอกสารอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย

สารบัญบทความ
  1. เงินได้จากการขาย NFT ครั้งแรกคือเงินได้ประเภทใด
  2. ค่า Royalty จากการขายต่อ (Resale Royalty) ต้องเสียภาษีอย่างไร
  3. การแปลงมูลค่าคริปโตเป็นเงินบาทเพื่อคำนวณภาษี
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการขาย NFT
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ครีเอเตอร์ขายภาพวาดดิจิทัลเป็น NFT
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของครีเอเตอร์ NFT
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับครีเอเตอร์ NFT
  8. สรุป
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

เงินได้จากการขาย NFT ครั้งแรกคือเงินได้ประเภทใด

ตามหลักการของประมวลรัษฎากร เงินได้ทุกประเภทที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเงินบาท เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล

ล้วนต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสียภาษีเงินได้ทั้งสิ้น สำหรับ NFT ที่ครีเอเตอร์สร้างขึ้นเองแล้วนำไปขาย

โดยทั่วไปจะถูกจัดเป็นเงินได้ประเภทใดประเภทหนึ่งต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานจริง:

  • เงินได้ตามมาตรา 40(8): กรณีครีเอเตอร์ขายผลงานศิลปะในลักษณะการค้าหรือขายเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้มีนายจ้าง มักถูกจัดเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจการค้า
  • เงินได้ตามมาตรา 40(3): กรณีมีลักษณะเป็นค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนจากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่า Royalty ที่เกิดจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในผลงาน
  • เงินได้ตามมาตรา 40(2): หากมีลักษณะเป็นการรับจ้างทำงานให้ผู้อื่นแล้วได้รับค่าตอบแทนเป็น NFT

ข้อควรระวังคือ การจัดประเภทเงินได้มีผลต่ออัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกัน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อพิจารณาลักษณะงานจริงของแต่ละราย

ก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.

เพราะกรมสรรพากรพิจารณาจากข้อเท็จจริงของธุรกรรม ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกว่าเป็น NFT

ค่า Royalty จากการขายต่อ (Resale Royalty) ต้องเสียภาษีอย่างไร

จุดเด่นของ NFT คือสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) สามารถกำหนดให้ผู้สร้างงานได้รับส่วนแบ่งอัตโนมัติทุกครั้งที่ผลงานถูกขายต่อในตลาดรอง เช่น กำหนดไว้ 5-10% ของราคาขายต่อ

เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินได้ใหม่ที่เกิดขึ้นในปีภาษีที่ได้รับ

ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการขายครั้งแรก และมีลักษณะใกล้เคียงกับ ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) ตามมาตรา 40(3) มากที่สุด

เพราะเป็นผลตอบแทนจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่ครีเอเตอร์เป็นเจ้าของ

ประเด็นที่ครีเอเตอร์มักมองข้ามคือ รายได้ Royalty แบบนี้มักเข้ามาเป็นคริปโตเคอร์เรนซี (เช่น ETH) ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) โดยไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐานเป็นภาษาไทยชัดเจน

ทำให้เมื่อถึงเวลายื่นภาษีปลายปีจึงลืมนำมารวมคำนวณ

ซึ่งถือเป็นการยื่นแบบไม่ครบถ้วนและอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้

การแปลงมูลค่าคริปโตเป็นเงินบาทเพื่อคำนวณภาษี

เมื่อได้รับเงินจากการขาย NFT หรือค่า Royalty เป็นคริปโตเคอร์เรนซี ต้องแปลงมูลค่าเป็นเงินบาทตามอัตราตลาด ณ วันที่ได้รับเงินหรือวันที่ธุรกรรมสำเร็จ

(ไม่ใช่วันที่ถอนเงินออกมาเป็นเงินบาทจริง) หลักการนี้สำคัญมากเพราะราคาคริปโตผันผวนสูง

ตัวอย่างเช่น หากได้รับ 0.5 ETH เป็นค่า Royalty ในวันที่ 15 มีนาคม ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ ETH เป็นบาทในวันนั้นมาบันทึกเป็นรายได้ ไม่ใช่รอจนกว่าจะขายแปลงเป็นเงินบาทจริงในอีก 3

เดือนถัดมา

แนะนำให้ครีเอเตอร์จัดทำสมุดบันทึกรายรับ (Income Log) แยกเป็นรายธุรกรรม บันทึกวันที่ จำนวนโทเคน อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น และมูลค่าบาทที่คำนวณได้

เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีและพร้อมชี้แจงหากถูกตรวจสอบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการขาย NFT

ประเด็นที่ซับซ้อนไม่แพ้กันคือเรื่อง VAT เพราะการขาย NFT ในหลายกรณีถือเป็นการขาย "สินค้าที่ไม่มีรูปร่าง" หรือการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์

หากครีเอเตอร์มีรายได้จากการขายผลงานเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ

VAT จากผู้ซื้อ (อัตราปัจจุบัน 7% ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริงกับกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษี) แต่หากขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดกลาง NFT ต่างประเทศ (เช่น OpenSea, Foundation)

ที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ

ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าธุรกรรมเข้าข่ายการส่งออกบริการที่อาจมีสิทธิ์ VAT อัตรา 0% หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะทางที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเป็นรายกรณี

เพราะกฎเกณฑ์เรื่องบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ครีเอเตอร์ขายภาพวาดดิจิทัลเป็น NFT

สมมติคุณเอ เป็นนักวาดภาพประกอบอิสระ สร้างผลงาน NFT ชุดหนึ่งจำนวน 50 ชิ้น ขายครั้งแรกในราคาชิ้นละ 0.1 ETH (สมมติอัตราแลกเปลี่ยนวันนั้น 1 ETH = 85,000 บาท) รวมมูลค่าขาย 50 x

8,500 = 425,000 บาท

เงินก้อนนี้ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ในปีภาษีที่ขาย และคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ์

ต่อมาในอีก 6 เดือน ผลงานชิ้นหนึ่งถูกขายต่อในตลาดรองด้วยราคา 0.3 ETH โดยคุณเอได้รับส่วนแบ่ง Royalty 7.5% หรือประมาณ 0.0225 ETH หากอัตราแลกเปลี่ยนวันนั้นอยู่ที่ 1 ETH = 90,000

บาท คุณเอจะมีรายได้เพิ่ม 2,025 บาท

ซึ่งต้องบันทึกเป็นรายได้ใหม่ในปีภาษีถัดไป (คนละปีกับการขายครั้งแรก) แม้จำนวนเงินจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าผลงานมีการซื้อขายเปลี่ยนมือหลายครั้งตลอดปี รายได้ Royalty

สะสมอาจมีนัยสำคัญและต้องติดตามให้ครบทุกธุรกรรม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของครีเอเตอร์ NFT

ความเข้าใจผิดที่ทำให้เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

  • คิดว่ารายได้ที่ยังอยู่ในรูปคริปโตในกระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าจะแปลงเป็นเงินบาท ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะต้องรับรู้รายได้ ณ วันที่ได้รับหรือธุรกรรมสำเร็จ
  • ไม่บันทึกอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ได้รับเงิน ทำให้ตอนปลายปีคำนวณรายได้ย้อนหลังไม่ตรงกับความเป็นจริง
  • ลืมนำรายได้ Royalty จากการขายต่อมารวมคำนวณ เพราะคิดว่าเป็นแค่ "โบนัส" ไม่ใช่รายได้หลัก
  • ไม่แยกบัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับใช้รับเงินธุรกิจกับกระเป๋าเงินส่วนตัว ทำให้ตรวจสอบยอดรายได้จริงยาก
  • เข้าใจผิดว่า NFT ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีในไทย ทั้งที่หากผู้ขายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย รายได้จากทั่วโลกยังต้องนำมารวมคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับครีเอเตอร์ NFT

  • จัดทำบันทึกรายรับแยกตามธุรกรรม ระบุวันที่ จำนวนโทเคน อัตราแลกเปลี่ยน และมูลค่าบาททุกครั้งที่ได้รับเงิน
  • แยกกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับรับเงินจากการขายผลงานออกจากกระเป๋าส่วนตัว เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังง่าย
  • ติดตามรายได้ Royalty จากการขายต่อในตลาดรองอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอจนสิ้นปีค่อยไล่ตรวจ เพราะแพลตฟอร์มบางแห่งมีประวัติธุรกรรมย้อนหลังจำกัด
  • หากมีรายได้จากการขายผลงานเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเร็ว
  • พิจารณาว่าจะดำเนินกิจการในนามบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนนิติบุคคล เพราะเมื่อรายได้เติบโตขึ้น การวางแผนภาษีในรูปแบบนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า
  • เก็บหลักฐานสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) และเงื่อนไข Royalty ที่กำหนดไว้ เพื่อใช้ชี้แจงลักษณะเงินได้หากถูกสอบถามจากกรมสรรพากร

สรุป

รายได้จากการขาย NFT และค่า Royalty ขายต่อ เป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับเงินได้รูปแบบอื่น เพียงแต่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่องการแปลงมูลค่าคริปโตเป็นบาท

จังหวะเวลาการรับรู้รายได้ และประเด็น VAT ที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

เพราะกฎเกณฑ์เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ครีเอเตอร์ที่มีรายได้จาก NFT

อย่างสม่ำเสมอจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อวางระบบบันทึกรายได้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกประเมินภาษีย้อนหลังในภายหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
เงินได้จากการขาย NFT ครั้งแรกคือเงินได้ประเภทใดตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ค่า Royalty จากการขายต่อ (Resale Royalty) ต้องเสียภาษีอย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
การแปลงมูลค่าคริปโตเป็นเงินบาทเพื่อคำนวณภาษีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขาย NFT ได้เงินเป็นคริปโต ต้องเสียภาษีทันทีหรือรอแปลงเป็นเงินบาทก่อน?

ต้องรับรู้เป็นเงินได้ทันทีในวันที่ได้รับหรือธุรกรรมสำเร็จ โดยแปลงมูลค่าคริปโตเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น ไม่ใช่รอจนกว่าจะถอนหรือแปลงเป็นเงินบาทจริง

ค่า Royalty จากการขายต่อ NFT ในตลาดรอง ถือเป็นเงินได้ประเภทไหน?

โดยทั่วไปมีลักษณะใกล้เคียงค่าลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) เพราะเป็นผลตอบแทนจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในผลงาน แต่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลักษณะธุรกรรมจริงเพื่อความแม่นยำ

ขาย NFT ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในไทยไหม?

หากผู้ขายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย รายได้ที่เกิดขึ้นทั่วโลกต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แม้แพลตฟอร์มจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

รายได้จากการขาย NFT ต้องจด VAT หรือไม่?

หากมีรายได้จากการขายผลงานหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ส่วนกรณีขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศอาจมีประเด็นเรื่องการส่งออกบริการที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นรายกรณี

ถ้าลืมนำรายได้ Royalty มายื่นภาษีในปีก่อนหน้า ควรทำอย่างไร?

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยื่นแบบเพิ่มเติมหรือแก้ไขแบบภาษีย้อนหลังโดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งดำเนินการช้าอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มสะสมมากขึ้น

ควรบันทึกข้อมูลอะไรบ้างทุกครั้งที่ได้รับเงินจากการขาย NFT?

ควรบันทึกวันที่ได้รับ จำนวนโทเคนที่ได้รับ อัตราแลกเปลี่ยนเป็นบาท ณ วันนั้น มูลค่ารวมเป็นบาท และรายละเอียดธุรกรรมหรือแพลตฟอร์มที่ใช้ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้