บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และฝ่ายบัญชีที่ต้องจ่ายเงินตามใบแจ้งหนี้ที่รวมทั้งค่าสินค้าและค่าบริการไว้ในบิลเดียวกัน เช่น ซื้อสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง

หรือจ้างผลิตชิ้นงานที่รวมค่าวัสดุกับค่าแรง

คุณจะได้เรียนรู้หลักการแยกฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างกรณีสินค้าสำเร็จรูปกับบริการเสริม และกรณีสัญญาจ้างทำของ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงและวิธีกรอกแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53

ให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

ทั้งนี้เนื้อหาเป็นความรู้ทั่วไป กรณีเฉพาะที่ก้ำกึ่งควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

สารบัญบทความ
  1. ทำไมบิลเดียวที่มีทั้งสินค้าและบริการถึงเป็นจุดเสี่ยง
  2. กติกาแยกฐาน สินค้าสำเร็จรูปกับงานจ้างทำของ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
  3. ตัวอย่างคำนวณจริงเปรียบเทียบสองกรณี
  4. กรอกแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้ตรงกับฐานที่แยกไว้
  5. เอกสารและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ป้องกันการถูกประเมินย้อนหลัง
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมบิลเดียวที่มีทั้งสินค้าและบริการถึงเป็นจุดเสี่ยง

SME จำนวนมากเจอใบแจ้งหนี้ที่รวมทั้ง "ค่าสินค้า" และ "ค่าบริการ" ไว้ในบิลเดียว เช่น ซื้อเครื่องพิมพ์พร้อมค่าติดตั้งและอบรมการใช้งาน ซื้อเครื่องปรับอากาศพร้อมค่าแรงติดตั้ง

หรือจ้างทำป้ายไวนิลที่ร้านจัดหาทั้งวัสดุและแรงงานให้ครบ

หลักที่ต้องเข้าใจก่อนคือ การซื้อขายสินค้าทั่วไปไม่อยู่ในข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ค่าจ้างทำของหรือค่าบริการต้องหักในอัตรา 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.4/2528 ข้อ 8

ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร

เมื่อทั้งสองอย่างรวมอยู่ในบิลเดียว ฝ่ายบัญชีต้องแยกให้ออกว่าส่วนไหนต้องหัก เพราะหากหักผิดหรือหักขาด ก็เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม

กติกาแยกฐาน สินค้าสำเร็จรูปกับงานจ้างทำของ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

จุดที่สับสนบ่อยคือคิดว่า "แค่แยกบรรทัดในบิลเป็นค่าสินค้ากับค่าแรง ก็หักเฉพาะค่าแรงได้เสมอ" ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ลักษณะสัญญา ดังนี้

  • กรณีที่ 1 สินค้าสำเร็จรูป + บริการเสริมที่แยกจากกันได้จริง: เป็นการซื้อสินค้าที่มีอยู่แล้วพร้อมขาย (ไม่ได้ผลิตตามสเปกเฉพาะของผู้ซื้อ) แล้วมีบริการเสริม เช่น ติดตั้ง ขนส่ง อบรมการใช้งาน แยกต่างหากจากการขาย โดยระบุราคาแต่ละส่วนแยกกันชัดเจนในใบแจ้งหนี้ กรณีนี้หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เฉพาะยอดค่าบริการเท่านั้น ส่วนค่าสินค้าไม่ต้องหักเลย แต่หากใบแจ้งหนี้รวมราคาสินค้ากับบริการเป็นยอดเดียวไม่แยกรายการ จะไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายส่วนบริการได้เลย จึงควรขอให้คู่ค้าแยกราคาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • กรณีที่ 2 งานจ้างทำของ/ผลิตตามสั่ง: ผู้รับจ้างจัดหาทั้งวัสดุและแรงงานเพื่อผลิตชิ้นงานตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด เช่น จ้างพิมพ์ป้ายไวนิล นามบัตร แผ่นพับ หรือสั่งทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ลักษณะนี้เข้าองค์ประกอบ "สัญญาจ้างทำของ" ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ใบแจ้งหนี้จะแยกบรรทัด "ค่าวัสดุ" กับ "ค่าแรง" ก็ยังถือเป็นสัญญาเดียวกัน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดเต็มทั้งสัญญา รวมค่าวัสดุด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะค่าแรง

วิธีแยกให้ดูที่สาระของงาน สินค้าสำเร็จรูปที่ใครก็ซื้อได้เหมือนกันมักเข้ากรณีที่ 1 ส่วนงานที่ผลิตขึ้นเฉพาะตามสเปกลูกค้ามักเข้ากรณีที่ 2

กรณีก้ำกึ่งควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนหักภาษี

เนื่องจากการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละสัญญา

ตัวอย่างคำนวณจริงเปรียบเทียบสองกรณี

สมมติบริษัท A ซื้อเครื่องพิมพ์ออฟฟิศ 3 เครื่องจากบริษัท B พร้อมบริการติดตั้งและอบรมพนักงาน โดยใบแจ้งหนี้แยกราคาไว้ชัดเจน เปรียบเทียบกับกรณีจ้างบริษัท C

พิมพ์ป้ายไวนิลหน้าร้านที่บริษัท C จัดหาวัสดุเองทั้งหมด

รายการกรณีที่ 1 สินค้า + บริการเสริม (บริษัท B)กรณีที่ 2 จ้างทำของ (บริษัท C)
ค่าสินค้า/วัสดุ (ก่อน VAT)90,000 บาท (เครื่องพิมพ์)รวมอยู่ในสัญญาจ้างทำของ
ค่าบริการ/ค่าแรง (ก่อน VAT)9,000 บาท (ติดตั้ง+อบรม)รวมอยู่ในสัญญาจ้างทำของ
ยอดรวมก่อน VAT99,000 บาท25,000 บาท (ป้ายไวนิล)
ฐานที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย9,000 บาท (เฉพาะค่าบริการ)25,000 บาท (ยอดเต็มทั้งสัญญา)
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%270 บาท750 บาท

ฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ใช้ราคาก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7% ตามอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน) เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด และเงินที่จ่ายจริงให้คู่ค้าคือยอดรวมในใบแจ้งหนี้ (รวม

VAT) หักด้วยภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายไว้เท่านั้น

กรอกแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้ตรงกับฐานที่แยกไว้

เมื่อคำนวณฐานถูกต้องแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือกรอกแบบยื่นภาษีให้ตรงกัน โดยมีหลักที่ต้องระวังดังนี้

  • เลือกแบบให้ตรงสถานะผู้รับเงิน: จ่ายให้บุคคลธรรมดาใช้แบบ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้นิติบุคคลใช้แบบ ภ.ง.ด.53
  • กรอกเฉพาะยอดที่ต้องหักจริง: ห้ามนำยอดค่าสินค้าที่ไม่ต้องหักไปรวมในช่อง "เงินได้ที่จ่าย" กรณีที่ 1 กรอกเฉพาะยอดค่าบริการ กรณีที่ 2 กรอกยอดเต็มทั้งสัญญาจ้างทำของ
  • เลือกประเภทเงินได้ให้ตรงลักษณะงานจริง: เลือกหมวดค่าจ้างทำของ/ค่าบริการ เพื่อให้คำนวณอัตราภาษี 3% ถูกต้อง
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (มาตรา 50 ทวิ) ให้ตรงกับแบบที่ยื่น: ระบุยอดเงินได้และภาษีที่หักตามฐานจริง ไม่ใช่ยอดเต็มที่รวม VAT
  • ยื่นแบบและนำส่งภาษีให้ทันกำหนด: ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน (ยื่นกระดาษ) หรือขยายเป็นวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (ทั้งนี้กำหนดการขยายเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศกรมสรรพากรแต่ละปี ควรตรวจสอบล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง)

เอกสารและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ป้องกันการถูกประเมินย้อนหลัง

เพื่อให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบิลผสมสินค้าและบริการถูกต้องและมีหลักฐานพร้อมชี้แจงหากถูกตรวจสอบ ควรทำตามแนวทางนี้

  • ขอให้คู่ค้าที่ขายทั้งสินค้าและบริการออกใบเสนอราคาหรือใบแจ้งหนี้แยกราคาแต่ละส่วนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • เก็บสัญญา ใบเสนอราคา และใบสั่งซื้อที่แสดงลักษณะงานไว้เป็นหลักฐานประกอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • อย่าหักภาษีจากยอดรวมทั้งบิลที่รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะฐานคำนวณต้องเป็นยอดก่อน VAT เท่านั้น
  • อย่าเข้าใจผิดว่างานจ้างทำของที่แยกบรรทัด "ค่าวัสดุ" กับ "ค่าแรง" จะหักได้แค่ค่าแรง เพราะยังถือเป็นสัญญาจ้างทำของทั้งสัญญา
  • หากยอดเงินได้ที่ต้องหักในแต่ละครั้งถึง 1,000 บาทขึ้นไป ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้ง และแม้แต่ละครั้งจะจ่ายไม่ถึง 1,000 บาท แต่ถ้าเป็นสัญญาต่อเนื่องหรือสัญญาระยะยาวที่มูลค่ารวมทั้งสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ก็ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งเช่นกัน ไม่ใช่ดูแค่ยอดต่อครั้ง

หากตรวจพบภายหลังว่าหักภาษีผิดพลาด ไม่ว่าจะหักน้อยไปหรือไม่ได้หักเลยในส่วนที่ต้องหัก ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม พร้อมนำส่งภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มร้อยละ 1.5

ต่อเดือนของภาษีที่ขาดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

รวมถึงออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องให้คู่ค้าใหม่ ทั้งนี้แต่ละกรณีมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามข้อเท็จจริง

จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความถูกต้องเฉพาะกรณีของกิจการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง บิลรวมสินค้าบริการ หัก ณ ที่จ่ายอย่างไรให้ถูกต้อง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าใบแจ้งหนี้ไม่ได้แยกราคาสินค้ากับบริการเลย ต้องทำอย่างไร

ควรติดต่อคู่ค้าให้ออกใบแจ้งหนี้ใหม่โดยแยกราคาสินค้าและบริการเป็นคนละบรรทัดให้ชัดเจน เพราะหากรวมเป็นยอดเดียวจะไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายส่วนบริการได้เลย

แต่หากเป็นงานผลิตตามสั่งที่ผู้รับจ้างจัดหาทั้งวัสดุและแรงงานรวมเป็นสัญญาจ้างทำของเดียวกัน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดเต็มทั้งสัญญา ไม่ใช่เฉพาะค่าแรง

แม้จะแยกบรรทัดราคาให้ก็ตาม

ซื้อสินค้าสำเร็จรูปพร้อมบริการติดตั้ง ต้องหัก ณ ที่จ่ายรวม VAT ด้วยหรือไม่

ไม่ต้อง ฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้คำนวณจากราคาค่าบริการก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเสมอ ส่วนค่าสินค้าที่ซื้อขายกันตามปกติไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเลย

ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ใบแจ้งหนี้แยกราคาค่าสินค้ากับค่าบริการไว้ชัดเจนด้วย

จ้างทำป้ายไวนิลหรือนามบัตรที่ร้านจัดหากระดาษ/วัสดุเองทั้งหมด ต้องหักภาษีจากยอดเต็มที่รวมค่าวัสดุด้วยหรือไม่

ต้องหัก เพราะถือเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระเอง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จึงคำนวณจากมูลค่าสัญญาทั้งหมด (ก่อน VAT)

ไม่ใช่เฉพาะค่าแรง

หากหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หักน้อยไปหรือไม่ได้หักเลย ต้องแก้ไขอย่างไร

ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติมพร้อมนำส่งภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ขาดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร และควรออกหนังสือรับรองหัก ณ

ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องให้คู่ค้าใหม่

แนะนำให้ปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะกรณี

เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น