บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และฝ่ายบัญชีที่ต้องจ่ายเงินตามใบแจ้งหนี้ที่รวมทั้งค่าสินค้าและค่าบริการไว้ในบิลเดียวกัน เช่น ซื้อสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง
หรือจ้างผลิตชิ้นงานที่รวมค่าวัสดุกับค่าแรง
คุณจะได้เรียนรู้หลักการแยกฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างกรณีสินค้าสำเร็จรูปกับบริการเสริม และกรณีสัญญาจ้างทำของ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงและวิธีกรอกแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53
ให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
ทั้งนี้เนื้อหาเป็นความรู้ทั่วไป กรณีเฉพาะที่ก้ำกึ่งควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
สารบัญบทความ
- ทำไมบิลเดียวที่มีทั้งสินค้าและบริการถึงเป็นจุดเสี่ยง
- กติกาแยกฐาน สินค้าสำเร็จรูปกับงานจ้างทำของ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
- ตัวอย่างคำนวณจริงเปรียบเทียบสองกรณี
- กรอกแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้ตรงกับฐานที่แยกไว้
- เอกสารและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ป้องกันการถูกประเมินย้อนหลัง
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมบิลเดียวที่มีทั้งสินค้าและบริการถึงเป็นจุดเสี่ยง
SME จำนวนมากเจอใบแจ้งหนี้ที่รวมทั้ง "ค่าสินค้า" และ "ค่าบริการ" ไว้ในบิลเดียว เช่น ซื้อเครื่องพิมพ์พร้อมค่าติดตั้งและอบรมการใช้งาน ซื้อเครื่องปรับอากาศพร้อมค่าแรงติดตั้ง
หรือจ้างทำป้ายไวนิลที่ร้านจัดหาทั้งวัสดุและแรงงานให้ครบ
หลักที่ต้องเข้าใจก่อนคือ การซื้อขายสินค้าทั่วไปไม่อยู่ในข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ค่าจ้างทำของหรือค่าบริการต้องหักในอัตรา 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.4/2528 ข้อ 8
ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร
เมื่อทั้งสองอย่างรวมอยู่ในบิลเดียว ฝ่ายบัญชีต้องแยกให้ออกว่าส่วนไหนต้องหัก เพราะหากหักผิดหรือหักขาด ก็เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
กติกาแยกฐาน สินค้าสำเร็จรูปกับงานจ้างทำของ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
จุดที่สับสนบ่อยคือคิดว่า "แค่แยกบรรทัดในบิลเป็นค่าสินค้ากับค่าแรง ก็หักเฉพาะค่าแรงได้เสมอ" ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ลักษณะสัญญา ดังนี้
- กรณีที่ 1 สินค้าสำเร็จรูป + บริการเสริมที่แยกจากกันได้จริง: เป็นการซื้อสินค้าที่มีอยู่แล้วพร้อมขาย (ไม่ได้ผลิตตามสเปกเฉพาะของผู้ซื้อ) แล้วมีบริการเสริม เช่น ติดตั้ง ขนส่ง อบรมการใช้งาน แยกต่างหากจากการขาย โดยระบุราคาแต่ละส่วนแยกกันชัดเจนในใบแจ้งหนี้ กรณีนี้หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เฉพาะยอดค่าบริการเท่านั้น ส่วนค่าสินค้าไม่ต้องหักเลย แต่หากใบแจ้งหนี้รวมราคาสินค้ากับบริการเป็นยอดเดียวไม่แยกรายการ จะไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายส่วนบริการได้เลย จึงควรขอให้คู่ค้าแยกราคาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
- กรณีที่ 2 งานจ้างทำของ/ผลิตตามสั่ง: ผู้รับจ้างจัดหาทั้งวัสดุและแรงงานเพื่อผลิตชิ้นงานตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด เช่น จ้างพิมพ์ป้ายไวนิล นามบัตร แผ่นพับ หรือสั่งทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ลักษณะนี้เข้าองค์ประกอบ "สัญญาจ้างทำของ" ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ใบแจ้งหนี้จะแยกบรรทัด "ค่าวัสดุ" กับ "ค่าแรง" ก็ยังถือเป็นสัญญาเดียวกัน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดเต็มทั้งสัญญา รวมค่าวัสดุด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะค่าแรง
วิธีแยกให้ดูที่สาระของงาน สินค้าสำเร็จรูปที่ใครก็ซื้อได้เหมือนกันมักเข้ากรณีที่ 1 ส่วนงานที่ผลิตขึ้นเฉพาะตามสเปกลูกค้ามักเข้ากรณีที่ 2
กรณีก้ำกึ่งควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนหักภาษี
เนื่องจากการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละสัญญา
ตัวอย่างคำนวณจริงเปรียบเทียบสองกรณี
สมมติบริษัท A ซื้อเครื่องพิมพ์ออฟฟิศ 3 เครื่องจากบริษัท B พร้อมบริการติดตั้งและอบรมพนักงาน โดยใบแจ้งหนี้แยกราคาไว้ชัดเจน เปรียบเทียบกับกรณีจ้างบริษัท C
พิมพ์ป้ายไวนิลหน้าร้านที่บริษัท C จัดหาวัสดุเองทั้งหมด
| รายการ | กรณีที่ 1 สินค้า + บริการเสริม (บริษัท B) | กรณีที่ 2 จ้างทำของ (บริษัท C) |
|---|---|---|
| ค่าสินค้า/วัสดุ (ก่อน VAT) | 90,000 บาท (เครื่องพิมพ์) | รวมอยู่ในสัญญาจ้างทำของ |
| ค่าบริการ/ค่าแรง (ก่อน VAT) | 9,000 บาท (ติดตั้ง+อบรม) | รวมอยู่ในสัญญาจ้างทำของ |
| ยอดรวมก่อน VAT | 99,000 บาท | 25,000 บาท (ป้ายไวนิล) |
| ฐานที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย | 9,000 บาท (เฉพาะค่าบริการ) | 25,000 บาท (ยอดเต็มทั้งสัญญา) |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% | 270 บาท | 750 บาท |
ฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ใช้ราคาก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7% ตามอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน) เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด และเงินที่จ่ายจริงให้คู่ค้าคือยอดรวมในใบแจ้งหนี้ (รวม
VAT) หักด้วยภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายไว้เท่านั้น
กรอกแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้ตรงกับฐานที่แยกไว้
เมื่อคำนวณฐานถูกต้องแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือกรอกแบบยื่นภาษีให้ตรงกัน โดยมีหลักที่ต้องระวังดังนี้
- เลือกแบบให้ตรงสถานะผู้รับเงิน: จ่ายให้บุคคลธรรมดาใช้แบบ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้นิติบุคคลใช้แบบ ภ.ง.ด.53
- กรอกเฉพาะยอดที่ต้องหักจริง: ห้ามนำยอดค่าสินค้าที่ไม่ต้องหักไปรวมในช่อง "เงินได้ที่จ่าย" กรณีที่ 1 กรอกเฉพาะยอดค่าบริการ กรณีที่ 2 กรอกยอดเต็มทั้งสัญญาจ้างทำของ
- เลือกประเภทเงินได้ให้ตรงลักษณะงานจริง: เลือกหมวดค่าจ้างทำของ/ค่าบริการ เพื่อให้คำนวณอัตราภาษี 3% ถูกต้อง
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (มาตรา 50 ทวิ) ให้ตรงกับแบบที่ยื่น: ระบุยอดเงินได้และภาษีที่หักตามฐานจริง ไม่ใช่ยอดเต็มที่รวม VAT
- ยื่นแบบและนำส่งภาษีให้ทันกำหนด: ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน (ยื่นกระดาษ) หรือขยายเป็นวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (ทั้งนี้กำหนดการขยายเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศกรมสรรพากรแต่ละปี ควรตรวจสอบล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง)
เอกสารและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ป้องกันการถูกประเมินย้อนหลัง
เพื่อให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบิลผสมสินค้าและบริการถูกต้องและมีหลักฐานพร้อมชี้แจงหากถูกตรวจสอบ ควรทำตามแนวทางนี้
- ขอให้คู่ค้าที่ขายทั้งสินค้าและบริการออกใบเสนอราคาหรือใบแจ้งหนี้แยกราคาแต่ละส่วนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
- เก็บสัญญา ใบเสนอราคา และใบสั่งซื้อที่แสดงลักษณะงานไว้เป็นหลักฐานประกอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- อย่าหักภาษีจากยอดรวมทั้งบิลที่รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะฐานคำนวณต้องเป็นยอดก่อน VAT เท่านั้น
- อย่าเข้าใจผิดว่างานจ้างทำของที่แยกบรรทัด "ค่าวัสดุ" กับ "ค่าแรง" จะหักได้แค่ค่าแรง เพราะยังถือเป็นสัญญาจ้างทำของทั้งสัญญา
- หากยอดเงินได้ที่ต้องหักในแต่ละครั้งถึง 1,000 บาทขึ้นไป ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้ง และแม้แต่ละครั้งจะจ่ายไม่ถึง 1,000 บาท แต่ถ้าเป็นสัญญาต่อเนื่องหรือสัญญาระยะยาวที่มูลค่ารวมทั้งสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ก็ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งเช่นกัน ไม่ใช่ดูแค่ยอดต่อครั้ง
หากตรวจพบภายหลังว่าหักภาษีผิดพลาด ไม่ว่าจะหักน้อยไปหรือไม่ได้หักเลยในส่วนที่ต้องหัก ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม พร้อมนำส่งภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มร้อยละ 1.5
ต่อเดือนของภาษีที่ขาดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร
รวมถึงออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องให้คู่ค้าใหม่ ทั้งนี้แต่ละกรณีมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามข้อเท็จจริง
จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความถูกต้องเฉพาะกรณีของกิจการ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง บิลรวมสินค้าบริการ หัก ณ ที่จ่ายอย่างไรให้ถูกต้อง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าใบแจ้งหนี้ไม่ได้แยกราคาสินค้ากับบริการเลย ต้องทำอย่างไร
ควรติดต่อคู่ค้าให้ออกใบแจ้งหนี้ใหม่โดยแยกราคาสินค้าและบริการเป็นคนละบรรทัดให้ชัดเจน เพราะหากรวมเป็นยอดเดียวจะไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายส่วนบริการได้เลย
แต่หากเป็นงานผลิตตามสั่งที่ผู้รับจ้างจัดหาทั้งวัสดุและแรงงานรวมเป็นสัญญาจ้างทำของเดียวกัน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดเต็มทั้งสัญญา ไม่ใช่เฉพาะค่าแรง
แม้จะแยกบรรทัดราคาให้ก็ตาม
ซื้อสินค้าสำเร็จรูปพร้อมบริการติดตั้ง ต้องหัก ณ ที่จ่ายรวม VAT ด้วยหรือไม่
ไม่ต้อง ฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้คำนวณจากราคาค่าบริการก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเสมอ ส่วนค่าสินค้าที่ซื้อขายกันตามปกติไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเลย
ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ใบแจ้งหนี้แยกราคาค่าสินค้ากับค่าบริการไว้ชัดเจนด้วย
จ้างทำป้ายไวนิลหรือนามบัตรที่ร้านจัดหากระดาษ/วัสดุเองทั้งหมด ต้องหักภาษีจากยอดเต็มที่รวมค่าวัสดุด้วยหรือไม่
ต้องหัก เพราะถือเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระเอง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จึงคำนวณจากมูลค่าสัญญาทั้งหมด (ก่อน VAT)
ไม่ใช่เฉพาะค่าแรง
หากหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หักน้อยไปหรือไม่ได้หักเลย ต้องแก้ไขอย่างไร
ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติมพร้อมนำส่งภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ขาดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร และควรออกหนังสือรับรองหัก ณ
ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องให้คู่ค้าใหม่
แนะนำให้ปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะกรณี
เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น