ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยดำเนินธุรกิจที่มีรายรับหลายประเภทพร้อมกันในบริษัทเดียว เช่น เปิดบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าทั่วไป (ต้องเสีย VAT)

และในขณะเดียวกันก็มีรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว หรือทำฟาร์มเกษตรกรรม (ได้รับยกเว้น VAT)

ปัญหาทางภาษีที่สำคัญคือ "ภาษีซื้อ" ที่เกิดขึ้นจากการจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนกลางของบริษัท เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าโทรศัพท์ ค่าตรวจสอบบัญชี จะนำไปหักออกจากภาษีขายอย่างไร? คำตอบคือต้องทำ

"การเฉลี่ยภาษีซื้อ" (Average Input VAT)

สารบัญบทความ
  1. 1. หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจำแนกภาษีซื้อ
  2. 2. วิธีคำนวณเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ (เกณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุด)
  3. 3. กฎเหล็กและข้อกำหนดสิทธิเฉลี่ยภาษีซื้อ
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจำแนกภาษีซื้อ

ก่อนที่จะทำทำการเฉลี่ยภาษีซื้อ กฎหมายกำหนดให้จัดแบ่งประเภทภาษีซื้อออกเป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้:

  1. ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจด VAT โดยตรง: เช่น ซื้อสินค้ามาเพื่อขายต่อ นำมาเครดิตภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายใน ภ.พ.30 ได้ 100%
  2. ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยกเว้น VAT โดยตรง: เช่น ซื้ออุปกรณ์ซ่อมแซมห้องเช่า ห้ามนำมาเครดิตภาษีซื้อเด็ดขาด (แต่สามารถนำไปลงเป็นรายจ่ายเพื่อหักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้)
  3. ภาษีซื้อส่วนกลางที่ไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจน: เช่น ค่าบริการรับทำบัญชี ค่าไฟสำนักงานใหญ่ ค่าคอมพิวเตอร์พนักงานต้อนรับ ส่วนนี้ละที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำการ เฉลี่ยภาษีซื้อ

2. วิธีคำนวณเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ (เกณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุด)

อ้างอิงประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) วิธีที่ง่ายและนิยมที่สุดคือการเฉลี่ยตามสัดส่วนรายรับของธุรกิจในรอบปีภาษีที่ผ่านมา:

ตัวอย่างสัดส่วนรายได้ปีที่ผ่านมา:
- รายได้จากการขายสินค้า (จด VAT): 8,000,000 บาท (คิดเป็น 80%)
- รายได้จากค่าเช่าตึก (ยกเว้น VAT): 2,000,000 บาท (คิดเป็น

20%)
- รายได้รวม: 10,000,000 บาท (100%)

การนำมาคำนวณภาษีซื้อส่วนกลางในปีปัจจุบัน:
หากบริษัทได้รับใบกำกับภาษีค่าไฟสำนักงานใหญ่ มี VAT 7,000 บาท บริษัทจะสามารถนำมาลงเป็น "ภาษีซื้อเพื่อเคลมใน ภ.พ.30" ได้เพียง

80% คือ 5,600 บาท ส่วนอีก 20% หรือ 1,400 บาท

จะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทางภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สามารถนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้

3. กฎเหล็กและข้อกำหนดสิทธิเฉลี่ยภาษีซื้อ

เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยจากการสุ่มตรวจของสรรพากร เจ้าของธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังนี้:

  • การเลือกเกณฑ์เฉลี่ย: หากเริ่มเฉลี่ยภาษีซื้อด้วยเกณฑ์รายได้แล้ว ต้องใช้เกณฑ์นั้นไปตลอดปีภาษี ห้ามปรับเปลี่ยนเกณฑ์ระหว่างปี
  • การปรับปรุงยอดภาษีซื้อปลายปี (Adjust): เนื่องจากรายสัดส่วนรายได้จริงของปีปัจจุบันอาจไม่เท่ากับปีที่แล้ว ทุกสิ้นปีภาษี (ภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป) นักบัญชีต้องคำนวณสัดส่วนรายรับจริงของปีนั้นอีกครั้งเพื่อทำการ ปรับปรุงยอดภาษีซื้อขาด/เกิน และยื่นปรับปรุงแบบแสดงรายการเพิ่มเติม
  • ข้อยกเว้นการไม่ต้องเฉลี่ย: หากบริษัทมีรายได้ประเภทที่ได้รับยกเว้น VAT มีสัดส่วน ไม่เกิน 10% ของรายได้ทั้งหมด สรรพากรยอมผ่อนปรนให้บริษัทสามารถนำภาษีซื้อส่วนกลางทั้งหมดมาเคลมเป็นภาษีซื้อได้ 100% โดยไม่ต้องเฉลี่ย

สรุป

การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการจัดเก็บสัดส่วนรายได้ การวางระบบบัญชีแยกแผนก (Department Class)

ตั้งแต่เริ่มแรกจะช่วยให้จำแนกภาษีซื้อประเภทตรงตัวได้มากที่สุด

ส่งผลให้เคลมภาษีซื้อกลับเข้าบริษัทได้คุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมายอย่างรัดกุม

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การเฉลี่ยภาษีซื้อ: สำหรับธุรกิจที่มีรายได้จด VAT และได้รับยกเว้น VAT ควรใช้ตรวจทั้งจุดเกิดภาษี เอกสารขาย เอกสารซื้อ และรายงาน ภ.พ.30 เพราะข้อผิดพลาด VAT

มักกระทบหลายเดือนต่อเนื่องและแก้ยากเมื่อปิดรอบภาษีไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • ตรวจว่าธุรกิจอยู่ในกิจการที่ต้องจด VAT หรือเป็นกิจการยกเว้น VAT
  • แยกใบกำกับภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จ และหลักฐานรับชำระเงินให้ตรงรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานภาษีซื้อ-ขายกับ ภ.พ.30 รายได้ และรายการเดินบัญชีธนาคารก่อนยื่นแบบ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • เคลมภาษีซื้อจากเอกสารที่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง
  • ออกใบกำกับภาษีผิดเดือนหรือไม่สัมพันธ์กับวันที่รับเงิน ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการ
  • ปล่อยให้รายได้เกินเกณฑ์จด VAT โดยไม่มีแผนจดทะเบียนและปรับระบบเอกสาร

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจำแนกภาษีซื้อตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. วิธีคำนวณเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ (เกณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุด)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. กฎเหล็กและข้อกำหนดสิทธิเฉลี่ยภาษีซื้อตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การวางแผนและตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีจุดใดที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก?

ต้องพิจารณาว่าธุรกิจของเราอยู่ในขอบข่ายกิจการที่ต้องเสีย VAT หรือได้รับยกเว้นตามกฎหมาย จากนั้นตรวจสอบจุดความรับผิดในการเสียภาษี (Tax Point) ของธุรกรรม

เพื่อออกใบกำกับภาษีขายและนำส่งภาษีได้อย่างถูกต้องตรงตามงวดเดือน

เอกสารและหลักฐานสำคัญที่ต้องจัดเก็บเพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง?

ต้องจัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อที่ได้รับจากคู่ค้า (ตัวจริง), สำเนาใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน, รายงานภาษีซื้อ, รายงานภาษีขาย, และหลักฐานการชำระเงินที่สัมพันธ์กับบิลแต่ละใบ

เพื่อให้สามารถกระทบยอดและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

หากพบว่ายื่นแบบ ภ.พ.30 หรือแสดงยอดภาษีมูลค่าเพิ่มผิดพลาดไปแล้ว ควรดำเนินการแก้ไขอย่างไร?

ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบยอดต่างของภาษีซื้อหรือภาษีขายในเดือนนั้นๆ แล้วจัดทำแบบยื่นเพิ่มเติม (ภ.พ.30 เพิ่มเติม) เพื่อนำส่งภาษีที่ขาดพร้อมชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ถ้ามี)

โดยเร็วที่สุดเพื่อลดภาระค่าปรับที่อาจสะสมเพิ่มขึ้น

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การเฉลี่ยภาษีซื้อ: สำหรับธุรกิจที่มีรายได้จด VAT และได้รับยกเว้น VAT

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การเฉลี่ยภาษีซื้อ: สำหรับธุรกิจที่มีรายได้จด VAT และได้รับยกเว้น VAT

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม