เมื่อพนักงานหญิงลาคลอดบุตร ฝ่ายบุคคลและบัญชีต้องรู้ว่านายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างกี่วัน ส่วนไหนที่ประกันสังคมรับผิดชอบแทน และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไรในช่วงที่พนักงานลา

เพื่อไม่ให้จ่ายผิดหรือหักภาษีผิดพลาด

สารบัญบทความ
  1. สิทธิลาคลอดบุตรตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
  2. นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอดกี่วัน
  3. เงินสงเคราะห์จากประกันสังคม
  4. การหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินเดือนช่วงลาคลอด
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. สวัสดิการเสริมที่นายจ้างอาจให้เพิ่มเติม
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

สิทธิลาคลอดบุตรตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน โดยนับรวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดด้วย

ระยะเวลานี้ครอบคลุมทั้งวันหยุดตามประเพณีที่อยู่ในช่วงลาด้วย

และลูกจ้างสามารถใช้สิทธิลาได้ไม่ว่าจะคลอดบุตรตามกำหนดหรือคลอดก่อนกำหนด (จำนวนวันและเงื่อนไขควรตรวจสอบกับกฎหมายแรงงานฉบับล่าสุดหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน HR

เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงกฎหมายเป็นระยะ)

นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอดกี่วัน

กฎหมายแรงงานกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในวันลาคลอดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติ แต่ไม่เกินจำนวนวันตามที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปเป็นส่วนหนึ่งของระยะเวลาลาทั้งหมด)

ส่วนที่เกินจากนี้ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างจากนายจ้างโดยตรง

แต่จะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคมแทน ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบจำนวนวันที่นายจ้างต้องรับผิดชอบจ่ายเองให้แน่ชัดกับกฎหมายฉบับปัจจุบัน

เพื่อไม่ให้จ่ายเกินหรือขาดจากที่กฎหมายกำหนด

เงินสงเคราะห์จากประกันสังคม

ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไขที่กำหนด มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคม

แยกต่างหากจากค่าจ้างที่นายจ้างจ่าย นอกจากนี้ยังมีสิทธิรับค่าคลอดบุตรแบบเหมาจ่ายอีกด้วย

ทั้งนี้อัตราและเงื่อนไขที่แน่นอนของเงินสงเคราะห์ทั้งสองส่วนควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง เนื่องจากมีการปรับปรุงอัตราเป็นระยะและขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนของลูกจ้างแต่ละราย

รายการผู้รับผิดชอบหมายเหตุ
ค่าจ้างช่วงลาคลอด (ส่วนแรก)นายจ้างเท่ากับค่าจ้างวันทำงานปกติ ตามจำนวนวันที่กฎหมายกำหนด
เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรสำนักงานประกันสังคมต้องส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขก่อนมีสิทธิ
ค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายสำนักงานประกันสังคมแยกจากเงินสงเคราะห์หยุดงาน

การหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินเดือนช่วงลาคลอด

ค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานในช่วงลาคลอดถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือนปกติ จึงต้องนำมาคำนวณและหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ

ฝ่ายบัญชีต้องนำค่าจ้างส่วนนี้รวมเข้าไปในฐานเงินได้ทั้งปีของพนักงานเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในแบบ ภ.ง.ด.1 ให้ถูกต้อง

ส่วนเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมที่พนักงานได้รับโดยตรงจากสำนักงานประกันสังคมนั้น

โดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม ไม่ใช่เงินได้จากนายจ้าง

(ควรตรวจสอบรายละเอียดการยกเว้นกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเพื่อความชัดเจนในแต่ละกรณี)

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติพนักงานหญิงเงินเดือน 25,000 บาท ลาคลอดบุตรตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด ฝ่ายบุคคลต้องคำนวณว่าช่วงวันลาส่วนใดที่นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนตามค่าจ้างปกติ

และแจ้งพนักงานให้ยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมสำหรับส่วนที่เหลือ

ฝ่ายบัญชีต้องนำค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายจริงในเดือนนั้นมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามฐานเงินได้สะสมทั้งปีตามปกติ ไม่ใช่แยกคำนวณเป็นกรณีพิเศษ

และต้องไม่นำเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมมารวมเป็นฐานเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายของนายจ้าง

เพราะเป็นเงินที่จ่ายโดยหน่วยงานคนละส่วน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คำนวณจำนวนวันลาคลอดผิดตามกฎหมาย — ทำให้จ่ายค่าจ้างเกินหรือขาดจากที่กฎหมายกำหนด
  • ไม่แจ้งพนักงานให้ยื่นขอรับเงินสงเคราะห์จากประกันสังคม — ทำให้พนักงานเสียสิทธิที่ควรได้รับ
  • นำเงินสงเคราะห์ประกันสังคมมารวมหักภาษี ณ ที่จ่ายของนายจ้าง — เป็นการหักภาษีผิดฐาน เพราะเป็นเงินได้คนละแหล่งที่มา
  • ไม่ปรับฐานเงินได้สะสมในระบบเงินเดือนช่วงที่พนักงานลา — ทำให้การหักภาษีในเดือนที่กลับมาทำงานคลาดเคลื่อน
  • ไม่เก็บเอกสารใบรับรองแพทย์และหลักฐานวันคลอด — ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังจำนวนวันลาที่ถูกต้องได้ยาก

สวัสดิการเสริมที่นายจ้างอาจให้เพิ่มเติม

บางบริษัทให้สวัสดิการลาคลอดมากกว่าที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ เช่น จ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาลาทั้งหมด หรือให้วันลาเพิ่มเติมสำหรับดูแลบุตร

ส่วนที่นายจ้างจ่ายเกินจากที่กฎหมายกำหนดยังคงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ของพนักงานตามปกติ

และเป็นรายจ่ายที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ หากมีการกำหนดเป็นนโยบายสวัสดิการที่ชัดเจนในระเบียบข้อบังคับการทำงาน

ควรจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรและแจ้งพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงานในภายหลัง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ฝ่ายบุคคลควรจัดทำนโยบายลาคลอดที่อ้างอิงกฎหมายแรงงานฉบับล่าสุดให้ชัดเจน แจ้งสิทธิประกันสังคมให้พนักงานทราบล่วงหน้า และประสานกับฝ่ายบัญชีให้คำนวณภาษีหัก ณ

ที่จ่ายแยกฐานเงินได้จากนายจ้างและเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมให้ถูกต้อง

หากไม่แน่ใจจำนวนวันลาหรืออัตราเงินสงเคราะห์ที่แน่นอน ควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมหรือที่ปรึกษากฎหมายแรงงานโดยตรง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พนักงานหญิงลาคลอดบุตรได้กี่วันตามกฎหมาย

ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน รวมวันลาตรวจครรภ์ก่อนคลอดด้วย ควรตรวจสอบรายละเอียดกับกฎหมายแรงงานฉบับล่าสุดเพื่อความแน่นอน

นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างช่วงลาคลอดทั้งหมดหรือไม่

นายจ้างจ่ายค่าจ้างเฉพาะส่วนหนึ่งของระยะเวลาลาตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่เหลือลูกจ้างจะได้รับเงินสงเคราะห์จากสำนักงานประกันสังคมแทน

เงินสงเคราะห์คลอดบุตรจากประกันสังคมต้องหักภาษีหรือไม่

โดยทั่วไปเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายช่วงลาคลอด ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามปกติ เพราะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือนทั่วไป ต้องนำมารวมฐานเงินได้ทั้งปีของพนักงาน

พนักงานต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมนานเท่าไรถึงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์คลอดบุตร

ต้องส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไขระยะเวลาที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดก่อนวันคลอด ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่แน่นอนกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง

บริษัทให้สวัสดิการลาคลอดมากกว่ากฎหมายกำหนด ส่วนเกินหักภาษีนายจ้างได้ไหม

ได้ ส่วนที่นายจ้างจ่ายเกินจากที่กฎหมายกำหนดยังถือเป็นรายจ่ายค่าจ้างที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ตามปกติ หากมีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน

ฝ่ายบัญชีต้องปรับระบบเงินเดือนอย่างไรช่วงพนักงานลาคลอด

ต้องปรับฐานเงินได้สะสมให้สอดคล้องกับค่าจ้างที่จ่ายจริงในเดือนที่พนักงานลา และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในเดือนที่กลับมาทำงานให้ต่อเนื่องถูกต้อง

เมื่อพร้อมส่งข้อมูลเพื่อประเมินงาน ทีม A Plus Me ยินดีให้คำแนะนำผ่านหน้าบริการเสริมตามลักษณะปัญหาของแต่ละกิจการ