คำถามว่า "ผลิตเองหรือซื้อจากภายนอกดีกว่า?" เป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ SME ผลิตต้องเผชิญบ่อยครั้ง และคำตอบที่ถูกต้องต้องมาจากการวิเคราะห์ต้นทุนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือความเคยชิน
Make or Buy Decision คืออะไร?
Make or Buy Decision หรือการตัดสินใจ "ผลิตเองหรือซื้อจากภายนอก" คือกระบวนการวิเคราะห์ว่าธุรกิจควรผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเองภายในองค์กร หรือควรซื้อจากซัพพลายเออร์ภายนอก การตัดสินใจนี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน กำลังการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของ SME
ในทางบัญชีต้นทุน การตัดสินใจ Make or Buy ต้องอาศัยการวิเคราะห์ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง (Relevant Costs) ซึ่งคือต้นทุนที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามการตัดสินใจที่เลือก ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะผลิตเองหรือซื้อจากภายนอกไม่ควรนำมาพิจารณา
ต้นทุนที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจ Make or Buy
กรณีผลิตเอง (Make)
ต้นทุนที่ต้องคำนวณเมื่อตัดสินใจผลิตเองประกอบด้วย
- วัตถุดิบทางตรงที่ใช้ในการผลิต
- ค่าแรงงานทางตรง
- ต้นทุนโสหุ้ยผันแปร (Variable Overhead) เช่น ค่าไฟที่เพิ่มขึ้น, วัสดุสิ้นเปลือง
- ต้นทุนโอกาส (Opportunity Cost) หากกำลังการผลิตที่ใช้อาจนำไปผลิตสินค้าอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า
- ต้นทุนลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม (ถ้ามี)
กรณีซื้อจากภายนอก (Buy)
- ราคาซื้อต่อหน่วยจากซัพพลายเออร์
- ค่าขนส่งและค่านำเข้า (ถ้ามี)
- ต้นทุนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ซื้อเข้ามา
- ต้นทุนการเก็บสต็อกสินค้าที่ซื้อเพิ่ม
- ความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว
ต้นทุนคงที่: ไม่ควรนำมาตัดสินใจ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวิเคราะห์ Make or Buy ของ SME คือการนำต้นทุนคงที่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาพิจารณาด้วย เช่น ค่าเช่าโรงงาน หรือเงินเดือนผู้จัดการโรงงาน ต้นทุนเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะผลิตเองหรือซื้อจากภายนอกก็ตาม จึงไม่ใช่ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง (Irrelevant Cost) และไม่ควรนำมาเปรียบเทียบ
กรอบการวิเคราะห์ Make or Buy แบบ 5 ขั้นตอน
SME สามารถใช้กรอบการวิเคราะห์ต่อไปนี้เพื่อตัดสินใจอย่างมีหลักการ
- ขั้นที่ 1: ระบุต้นทุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของทั้ง 2 ทางเลือก
- ขั้นที่ 2: คำนวณต้นทุนรวมต่อหน่วยของแต่ละทางเลือก
- ขั้นที่ 3: ตรวจสอบว่ามีกำลังการผลิตส่วนเกินเพียงพอหรือไม่ หรือมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรอะไรบ้าง
- ขั้นที่ 4: ประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่น คุณภาพ ความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ ความลับทางธุรกิจ
- ขั้นที่ 5: ตัดสินใจโดยรวมทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
ตัวอย่างการคำนวณ Make or Buy จริง
โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ SME กำลังพิจารณาว่าจะผลิตบานพับเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์ ความต้องการต่อปีคือ 50,000 ชิ้น
| รายการต้นทุน | ผลิตเอง (ต่อชิ้น) | ซื้อจากภายนอก (ต่อชิ้น) |
|---|---|---|
| วัตถุดิบ | 8 บาท | - |
| ค่าแรงทางตรง | 5 บาท | - |
| โสหุ้ยผันแปร | 3 บาท | - |
| ราคาซื้อ | - | 18 บาท |
| ค่าขนส่ง | - | 2 บาท |
| รวมต้นทุนที่เกี่ยวข้อง | 16 บาท | 20 บาท |
จากตัวอย่างข้างต้น การผลิตเองมีต้นทุนต่ำกว่า 4 บาทต่อชิ้น หรือประหยัดได้ 200,000 บาทต่อปี (4 × 50,000) อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบด้วยว่าโรงงานมีกำลังการผลิตส่วนเกินเพียงพอที่จะผลิตบานพับได้หรือไม่ หากต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม ต้นทุนนั้นต้องนำมาคำนวณด้วย
ปัจจัยเชิงคุณภาพที่ SME ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
การตัดสินใจ Make or Buy ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขต้นทุนอย่างเดียว ปัจจัยเชิงคุณภาพต่อไปนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
- ความลับทางธุรกิจ: หากชิ้นส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับสูตรหรือเทคโนโลยีที่เป็นความลับ การผลิตเองอาจดีกว่าแม้ต้นทุนจะสูงกว่า
- คุณภาพและมาตรฐาน: ซัพพลายเออร์บางรายอาจผลิตได้คุณภาพสูงกว่าที่ SME ทำได้เอง
- ความเสี่ยงของซัพพลายเชน: การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวมีความเสี่ยงหากเกิดปัญหาการส่งมอบ
- กำลังการผลิตหลัก: SME ควรเน้นทำในสิ่งที่ถนัดและเป็นจุดแข็ง ส่วนที่ไม่ใช่ Core Competency อาจพิจารณาซื้อจากภายนอก
เมื่อไหร่ควรทบทวนการตัดสินใจ Make or Buy อีกครั้ง
การตัดสินใจ Make or Buy ไม่ใช่การตัดสินใจถาวร SME ควรทบทวนเป็นระยะเมื่อ ราคาซัพพลายเออร์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ, มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ, กำลังการผลิตเปลี่ยนแปลง, หรือเมื่อมีเทคโนโลยีการผลิตใหม่ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตเองถูกลง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ผลิตเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์ดีกว่ากัน? ใช้ข้อมูลต้นทุนตัดสินใจ Make or Buy ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Make or Buy Decision คืออะไรและเกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร?
Make or Buy Decision คือกระบวนการตัดสินใจว่าธุรกิจควรผลิตชิ้นส่วนหรือสินค้าเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์ โดย SME ต้องวิเคราะห์ต้นทุนที่เกี่ยวข้องของทั้งสองทางเลือกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อกำไรของธุรกิจ
ต้นทุนคงที่ควรนำมาคำนวณในการตัดสินใจ Make or Buy หรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ควรนำมาคำนวณ เพราะต้นทุนคงที่เช่นค่าเช่าโรงงานและเงินเดือนผู้จัดการจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะผลิตเองหรือซื้อจากภายนอก จึงเป็นต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้อง (Irrelevant Cost) ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามการตัดสินใจเท่านั้น
ต้นทุนโอกาสสำคัญอย่างไรในการตัดสินใจ Make or Buy?
ต้นทุนโอกาสสำคัญมากโดยเฉพาะเมื่อกำลังการผลิตมีจำกัด หากพื้นที่หรือเครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนนั้นสามารถนำไปผลิตสินค้าที่ทำกำไรได้มากกว่า กำไรที่เสียไปนั้นคือต้นทุนโอกาสที่ต้องนำมาบวกในต้นทุนการผลิตเอง
ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ควรผลิตเองแม้ต้นทุนจะสูงกว่าซื้อจากภายนอก?
ปัจจัยที่ทำให้ควรผลิตเองแม้ต้นทุนสูงกว่า ได้แก่ การรักษาความลับทางธุรกิจ ความต้องการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ความเสี่ยงของซัพพลายเชนที่ไม่มีซัพพลายเออร์สำรอง และความต้องการรักษากำลังการผลิตของพนักงาน
SME ควรทบทวนการตัดสินใจ Make or Buy บ่อยแค่ไหน?
ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น ราคาซัพพลายเออร์เปลี่ยนมากกว่า 10% ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้น มีเครื่องจักรใหม่ที่ลดต้นทุนผลิต หรือปริมาณความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
SME ที่ไม่มีนักบัญชีต้นทุนจะทำการวิเคราะห์ Make or Buy ได้อย่างไร?
SME สามารถเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนจริงจากบิลวัตถุดิบ สลิปเงินเดือน และใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภค นำมาคำนวณต้นทุนต่อหน่วยอย่างง่าย หากไม่มั่นใจควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านต้นทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ