คำถามว่า "ผลิตเองหรือซื้อจากภายนอกดีกว่า?" เป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ SME ผลิตต้องเผชิญบ่อยครั้ง และคำตอบที่ถูกต้องต้องมาจากการวิเคราะห์ต้นทุนอย่างรอบคอบ

ไม่ใช่ความรู้สึกหรือความเคยชิน

สารบัญบทความ
  1. Make or Buy Decision คืออะไร?
  2. ต้นทุนที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจ Make or Buy
  3. ต้นทุนคงที่: ไม่ควรนำมาตัดสินใจ
  4. กรอบการวิเคราะห์ Make or Buy แบบ 5 ขั้นตอน
  5. ตัวอย่างการคำนวณ Make or Buy จริง
  6. ปัจจัยเชิงคุณภาพที่ SME ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
  7. เมื่อไหร่ควรทบทวนการตัดสินใจ Make or Buy อีกครั้ง
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

Make or Buy Decision คืออะไร?

Make or Buy Decision หรือการตัดสินใจ "ผลิตเองหรือซื้อจากภายนอก" คือกระบวนการวิเคราะห์ว่าธุรกิจควรผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเองภายในองค์กร

หรือควรซื้อจากซัพพลายเออร์ภายนอก การตัดสินใจนี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน

กำลังการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของ SME

ในทางบัญชีต้นทุน การตัดสินใจ Make or Buy ต้องอาศัยการวิเคราะห์ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง (Relevant Costs) ซึ่งคือต้นทุนที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามการตัดสินใจที่เลือก

ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะผลิตเองหรือซื้อจากภายนอกไม่ควรนำมาพิจารณา

ต้นทุนที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจ Make or Buy

กรณีผลิตเอง (Make)

ต้นทุนที่ต้องคำนวณเมื่อตัดสินใจผลิตเองประกอบด้วย

  • วัตถุดิบทางตรงที่ใช้ในการผลิต
  • ค่าแรงงานทางตรง
  • ต้นทุนโสหุ้ยผันแปร (Variable Overhead) เช่น ค่าไฟที่เพิ่มขึ้น, วัสดุสิ้นเปลือง
  • ต้นทุนโอกาส (Opportunity Cost) หากกำลังการผลิตที่ใช้อาจนำไปผลิตสินค้าอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า
  • ต้นทุนลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม (ถ้ามี)

กรณีซื้อจากภายนอก (Buy)

  • ราคาซื้อต่อหน่วยจากซัพพลายเออร์
  • ค่าขนส่งและค่านำเข้า (ถ้ามี)
  • ต้นทุนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ซื้อเข้ามา
  • ต้นทุนการเก็บสต็อกสินค้าที่ซื้อเพิ่ม
  • ความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว

ต้นทุนคงที่: ไม่ควรนำมาตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวิเคราะห์ Make or Buy ของ SME คือการนำต้นทุนคงที่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาพิจารณาด้วย เช่น ค่าเช่าโรงงาน หรือเงินเดือนผู้จัดการโรงงาน

ต้นทุนเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะผลิตเองหรือซื้อจากภายนอกก็ตาม

จึงไม่ใช่ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง (Irrelevant Cost) และไม่ควรนำมาเปรียบเทียบ

กรอบการวิเคราะห์ Make or Buy แบบ 5 ขั้นตอน

SME สามารถใช้กรอบการวิเคราะห์ต่อไปนี้เพื่อตัดสินใจอย่างมีหลักการ

  • ขั้นที่ 1: ระบุต้นทุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของทั้ง 2 ทางเลือก
  • ขั้นที่ 2: คำนวณต้นทุนรวมต่อหน่วยของแต่ละทางเลือก
  • ขั้นที่ 3: ตรวจสอบว่ามีกำลังการผลิตส่วนเกินเพียงพอหรือไม่ หรือมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรอะไรบ้าง
  • ขั้นที่ 4: ประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่น คุณภาพ ความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ ความลับทางธุรกิจ
  • ขั้นที่ 5: ตัดสินใจโดยรวมทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

ตัวอย่างการคำนวณ Make or Buy จริง

โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ SME กำลังพิจารณาว่าจะผลิตบานพับเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์ ความต้องการต่อปีคือ 50,000 ชิ้น

รายการต้นทุนผลิตเอง (ต่อชิ้น)ซื้อจากภายนอก (ต่อชิ้น)
วัตถุดิบ8 บาท-
ค่าแรงทางตรง5 บาท-
โสหุ้ยผันแปร3 บาท-
ราคาซื้อ-18 บาท
ค่าขนส่ง-2 บาท
รวมต้นทุนที่เกี่ยวข้อง16 บาท20 บาท

จากตัวอย่างข้างต้น การผลิตเองมีต้นทุนต่ำกว่า 4 บาทต่อชิ้น หรือประหยัดได้ 200,000 บาทต่อปี (4 × 50,000) อย่างไรก็ตาม

ต้องตรวจสอบด้วยว่าโรงงานมีกำลังการผลิตส่วนเกินเพียงพอที่จะผลิตบานพับได้หรือไม่ หากต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม

ต้นทุนนั้นต้องนำมาคำนวณด้วย

ปัจจัยเชิงคุณภาพที่ SME ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

การตัดสินใจ Make or Buy ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขต้นทุนอย่างเดียว ปัจจัยเชิงคุณภาพต่อไปนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

  • ความลับทางธุรกิจ: หากชิ้นส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับสูตรหรือเทคโนโลยีที่เป็นความลับ การผลิตเองอาจดีกว่าแม้ต้นทุนจะสูงกว่า
  • คุณภาพและมาตรฐาน: ซัพพลายเออร์บางรายอาจผลิตได้คุณภาพสูงกว่าที่ SME ทำได้เอง
  • ความเสี่ยงของซัพพลายเชน: การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวมีความเสี่ยงหากเกิดปัญหาการส่งมอบ
  • กำลังการผลิตหลัก: SME ควรเน้นทำในสิ่งที่ถนัดและเป็นจุดแข็ง ส่วนที่ไม่ใช่ Core Competency อาจพิจารณาซื้อจากภายนอก

เมื่อไหร่ควรทบทวนการตัดสินใจ Make or Buy อีกครั้ง

การตัดสินใจ Make or Buy ไม่ใช่การตัดสินใจถาวร SME ควรทบทวนเป็นระยะเมื่อ ราคาซัพพลายเออร์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ, มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ, กำลังการผลิตเปลี่ยนแปลง,

หรือเมื่อมีเทคโนโลยีการผลิตใหม่ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตเองถูกลง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Make or Buy Decision คืออะไรและเกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร?

Make or Buy Decision คือกระบวนการตัดสินใจว่าธุรกิจควรผลิตชิ้นส่วนหรือสินค้าเองหรือซื้อจากซัพพลายเออร์ โดย SME

ต้องวิเคราะห์ต้นทุนที่เกี่ยวข้องของทั้งสองทางเลือกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อกำไรของธุรกิจ

ต้นทุนคงที่ควรนำมาคำนวณในการตัดสินใจ Make or Buy หรือไม่?

โดยทั่วไปไม่ควรนำมาคำนวณ เพราะต้นทุนคงที่เช่นค่าเช่าโรงงานและเงินเดือนผู้จัดการจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะผลิตเองหรือซื้อจากภายนอก จึงเป็นต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้อง (Irrelevant Cost)

ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามการตัดสินใจเท่านั้น

ต้นทุนโอกาสสำคัญอย่างไรในการตัดสินใจ Make or Buy?

ต้นทุนโอกาสสำคัญมากโดยเฉพาะเมื่อกำลังการผลิตมีจำกัด หากพื้นที่หรือเครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนนั้นสามารถนำไปผลิตสินค้าที่ทำกำไรได้มากกว่า

กำไรที่เสียไปนั้นคือต้นทุนโอกาสที่ต้องนำมาบวกในต้นทุนการผลิตเอง

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ควรผลิตเองแม้ต้นทุนจะสูงกว่าซื้อจากภายนอก?

ปัจจัยที่ทำให้ควรผลิตเองแม้ต้นทุนสูงกว่า ได้แก่ การรักษาความลับทางธุรกิจ ความต้องการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ความเสี่ยงของซัพพลายเชนที่ไม่มีซัพพลายเออร์สำรอง

และความต้องการรักษากำลังการผลิตของพนักงาน

SME ควรทบทวนการตัดสินใจ Make or Buy บ่อยแค่ไหน?

ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น ราคาซัพพลายเออร์เปลี่ยนมากกว่า 10% ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้น มีเครื่องจักรใหม่ที่ลดต้นทุนผลิต

หรือปริมาณความต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

SME ที่ไม่มีนักบัญชีต้นทุนจะทำการวิเคราะห์ Make or Buy ได้อย่างไร?

SME สามารถเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนจริงจากบิลวัตถุดิบ สลิปเงินเดือน และใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภค นำมาคำนวณต้นทุนต่อหน่วยอย่างง่าย

หากไม่มั่นใจควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านต้นทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ

หลายครั้งที่เห็นตัวเลขแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรแก้ปัญหาจุดไหนก่อน บริการประเมินความเสี่ยงบัญชีและภาษีจะช่วยจัดลำดับความสำคัญให้เป็นระบบมากขึ้น