การตัดสินใจทางธุรกิจที่ถูกต้องต้องอาศัยข้อมูลต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในธุรกิจ แนวคิด Relevant Cost ช่วยให้ผู้บริหาร SME กรองข้อมูลต้นทุนที่สำคัญออกจากต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและเพิ่มกำไรสูงสุดให้กับธุรกิจ
Relevant Cost คืออะไร
Relevant Cost หรือต้นทุนที่เกี่ยวข้อง คือต้นทุนที่มีคุณสมบัติ 2 ประการพร้อมกัน ได้แก่ (1) เป็นต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Future Cost) และ (2) ต้นทุนนั้นแตกต่างกันระหว่างทางเลือกที่กำลังพิจารณา (Differential Cost) หากต้นทุนใดไม่มีคุณสมบัติครบทั้งสองข้อ ถือว่าเป็น Irrelevant Cost ที่ไม่ควรนำมาใช้ในการตัดสินใจ
ประเภทของ Irrelevant Cost ที่ SME มักเข้าใจผิด
1. Sunk Cost (ต้นทุนจม)
Sunk Cost คือต้นทุนที่จ่ายไปแล้วและไม่สามารถเรียกคืนได้ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เช่น เงินที่ลงทุนซื้อเครื่องจักรไปแล้ว หรือค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้าแล้ว ต้นทุนเหล่านี้ไม่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจในอนาคต เพราะมันเกิดขึ้นไปแล้วไม่ว่าจะเลือกทางไหน
2. Allocated Fixed Cost (ต้นทุนคงที่ที่ปันส่วนมา)
เป็นต้นทุนคงที่ส่วนกลางที่ปันส่วนมาให้แต่ละแผนกหรือสาขา แต่ถ้าปิดสาขานั้นต้นทุนส่วนนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ เพียงแต่จะถูกปันส่วนไปยังสาขาอื่นแทน จึงไม่ใช่ Relevant Cost สำหรับการตัดสินใจปิดสาขา
3. Unavoidable Cost (ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)
ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นแน่นอนไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เช่น ค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ที่ไม่มีมูลค่าตลาดและจะไม่ขาย
Opportunity Cost: ต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่สำคัญมาก
Opportunity Cost คือผลประโยชน์ที่เสียไปจากการไม่เลือกทางเลือกที่ดีที่สุดอันดับรอง ถือเป็น Relevant Cost ที่ต้องพิจารณา แม้จะไม่ปรากฏในระบบบัญชีทั่วไป เช่น ถ้าโรงงานใช้กำลังผลิตเต็มแล้วมีลูกค้าพิเศษมาขอออเดอร์ Opportunity Cost คือกำไรที่เสียไปจากลูกค้าปกติที่ต้องปฏิเสธ
การใช้ Relevant Cost ตัดสินใจรับออเดอร์พิเศษ
สถานการณ์: SME ผลิตเสื้อผ้ามีกำลังผลิตเหลือ 500 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้ารายใหม่ขอซื้อ 500 ชิ้นในราคา 180 บาทต่อชิ้น ในขณะที่ราคาขายปกติ 250 บาท ต้นทุนการผลิตเต็มอยู่ที่ 200 บาทต่อชิ้น (รวมต้นทุนคงที่ที่ปันส่วน 70 บาท)
| ต้นทุน | ต่อชิ้น | Relevant? |
|---|---|---|
| วัตถุดิบ | 80 บาท | ใช่ |
| แรงงานทางตรง | 50 บาท | ใช่ |
| ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร | 20 บาท | ใช่ |
| ต้นทุนคงที่ที่ปันส่วน | 70 บาท | ไม่ใช่ (เกิดแน่นอนอยู่แล้ว) |
| รวม Relevant Cost | 150 บาท |
การวิเคราะห์: ราคาพิเศษ 180 บาท มากกว่า Relevant Cost 150 บาท จึงได้กำไรส่วนเพิ่ม 30 บาทต่อชิ้น หรือ 15,000 บาทสำหรับออเดอร์ 500 ชิ้น ดังนั้นควรรับออเดอร์นี้ แม้ราคาจะต่ำกว่าราคาขายปกติก็ตาม
การใช้ Relevant Cost ตัดสินใจปิดสาขาที่ขาดทุน
สถานการณ์: SME ร้านอาหารมี 3 สาขา สาขาที่ 2 รายงานผลขาดทุน 50,000 บาทต่อเดือน ควรปิดหรือไม่?
ก่อนตัดสินใจต้องแยกต้นทุนให้ชัดเจน
- Avoidable Cost (ต้นทุนที่ประหยัดได้ถ้าปิด): ค่าแรงพนักงานสาขา ค่าเช่าที่สามารถยกเลิกได้ ค่าวัตถุดิบ รวม 80,000 บาท
- Unavoidable Cost (ต้นทุนที่ยังต้องจ่ายแม้ปิด): ค่าส่วนกลางที่ปันส่วนมา ค่าเช่าที่ยังอยู่ในสัญญา รวม 130,000 บาท
รายได้สาขา 2 = 130,000 บาท ลบ Avoidable Cost 80,000 บาท = กำไรส่วนเกิน 50,000 บาทที่สาขา 2 มีส่วนช่วยเครือข่าย ถ้าปิดสาขา บริษัทจะสูญเสียกำไรส่วนเกินนี้ ทำให้ผลประกอบการรวมแย่ลง ดังนั้นไม่ควรปิดสาขา
Make or Buy Decision: ผลิตเองหรือจ้างผลิต
SME บางรายต้องตัดสินใจว่าจะผลิตชิ้นส่วนเองหรือซื้อจากภายนอก โดยใช้ Relevant Cost เปรียบเทียบ
- หากผลิตเอง: นำ Relevant Cost ของการผลิตเองมาเปรียบเทียบ ได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน และต้นทุนผันแปรอื่น ๆ
- หากจ้างผลิต: ราคาซื้อจากภายนอก บวกค่าขนส่งและต้นทุนในการบริหารจัดการซัพพลายเออร์
- อย่าลืมพิจารณา Opportunity Cost: ถ้าผลิตเอง กำลังผลิตที่ใช้ไปอาจนำไปใช้ผลิตสินค้าอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า
สรุปหลักการใช้ Relevant Cost
- มองไปข้างหน้าเสมอ อย่าหลงกับต้นทุนในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว
- ถามตัวเองว่าต้นทุนนี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ถ้าเลือกทางเลือกอื่น
- อย่าลืมนับ Opportunity Cost ที่มองไม่เห็นในบัญชีแต่มีผลต่อการตัดสินใจ
- Sunk Cost ที่จ่ายไปแล้วไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจต่อไป
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง Relevant Cost คืออะไร? ใช้ตัดสินใจรับออเดอร์พิเศษหรือปิดสาขาที่ขาดทุนใน SME ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Relevant Cost ต่างจาก Variable Cost อย่างไร?
Variable Cost คือต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณผลิต แต่ไม่ใช่ทุก Variable Cost จะเป็น Relevant Cost และไม่ใช่ทุก Relevant Cost จะเป็น Variable Cost บางครั้ง Fixed Cost อาจเป็น Relevant Cost ได้ หากมันแตกต่างกันระหว่างทางเลือก เช่น ค่าเช่าพื้นที่ใหม่ที่ต้องจ่ายเพิ่มถ้าเลือกเปิดสาขาใหม่
ถ้ารับออเดอร์พิเศษในราคาต่ำ จะกระทบต่อลูกค้าปกติหรือไม่?
เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา หากลูกค้าปกติทราบว่าให้ราคาพิเศษแก่ลูกค้ารายอื่น อาจเกิดการต่อรองหรือความไม่พอใจ ดังนั้นการรับออเดอร์พิเศษควรเป็นกรณีที่ตลาดแยกกันชัดเจน เช่น ตลาดส่งออกกับตลาดในประเทศ หรือมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
Sunk Cost มีผลต่อภาษีหรือไม่ แม้ไม่ควรนำมาตัดสินใจ?
ในแง่ภาษี Sunk Cost เช่น ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ที่ซื้อไปแล้วยังสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด แม้ว่าในการตัดสินใจเชิงบริหารจะไม่นับว่าเป็น Relevant Cost ก็ตาม ดังนั้นต้องแยกแยะระหว่างการตัดสินใจบริหารกับการบันทึกทางภาษีให้ชัดเจน
SME ที่มีสาขาขาดทุนต้องปิดทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็น ต้องวิเคราะห์ว่าการขาดทุนนั้นมาจากต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ หากสาขายังมี Contribution Margin เป็นบวก นั่นหมายความว่าสาขายังมีส่วนช่วยชดเชยต้นทุนคงที่ส่วนกลาง การปิดสาขาจะทำให้บริษัทรวมกำไรน้อยลง ต้องทำการวิเคราะห์ Avoidable vs Unavoidable Cost ก่อนตัดสินใจ
ควรใช้ Relevant Cost ร่วมกับเครื่องมืออื่นในการตัดสินใจหรือไม่?
ใช่ Relevant Cost เป็นเครื่องมือด้านการเงินเท่านั้น ควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ เช่น ผลกระทบต่อแบรนด์ ความพึงพอใจของลูกค้า ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ และปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ตัวเลข เพื่อให้การตัดสินใจรอบคอบและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
Opportunity Cost ต้องบันทึกในงบการเงินหรือไม่?
Opportunity Cost ไม่ได้บันทึกในงบการเงินตามมาตรฐานบัญชี เพราะเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงแต่เป็นการประมาณผลประโยชน์ที่เสียไป อย่างไรก็ตาม Opportunity Cost เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจบริหาร และควรนำเสนอในรายงานเพื่อผู้บริหารแม้จะไม่อยู่ในงบการเงินอย่างเป็นทางการ