ผู้ประกอบการหลายคนเลือกจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เนื่องจากมีความง่ายในการจัดตั้งและค่าธรรมเนียมราชการที่ต่ำกว่าบริษัทจำกัด อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายแล้ว หจก. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน และมี หน้าที่จัดทำบัญชีและเสียภาษี เช่นเดียวกับบริษัทจำกัดทุกประการ การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่จะนำมาซึ่งค่าปรับและคดีความทางภาษีเช่นเดียวกัน

หน้าที่ประจำเดือนของ หจก. (เช่นเดียวกับบริษัทจำกัด)

ในแต่ละเดือน หจก. มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีต่อกรมสรรพากรภายในเดดไลน์ (ปกติคือวันที่ 7 หรือ 15 หากยื่นออนไลน์) ดังนี้:

  • ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30): หาก หจก. มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และจดทะเบียนเข้าสู่ระบบ VAT แล้ว ต้องยื่นรายงานภาษีซื้อ-ขายทุกเดือน
  • ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53): เมื่อ หจก. มีการจ่ายค่าเช่า ค่าบริการ หรือค่าขนส่งให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น และต้องหักภาษีไว้
  • ยื่นประกันสังคมนายจ้าง (สปส. 1-10): หาก หจก. มีการจ้างลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องยื่นหักสมทบประกันสังคมพนักงานทุกเดือน

หน้าที่ประจำปีของ หจก. (ปิดงบและส่งภาษี)

เมื่อสิ้นรอบปีบัญชี (ปกติคือวันที่ 31 ธันวาคม) หจก. มีหน้าที่สำคัญดังนี้:

  1. ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51): ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากครึ่งรอบปีบัญชี (ปกติคือภายในสิ้นเดือนสิงหาคม)
  2. จัดทำงบการเงินประจำปี: ประกอบด้วย งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อแสดงผลการดำเนินงานจริง
  3. ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD): หจก. ต้องนำส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้วต่อ DBD ภายใน 5 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี (ปกติคือภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป) โดย หจก. ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่ออนุมัติงบเหมือนบริษัทจำกัด สามารถส่งงบได้ทันทีหลังผู้สอบบัญชีเซ็นรับรอง
  4. ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50): ยื่นต่อกรมสรรพากรภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี (ปกติคือภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม)

จุดเด่นเรื่อง "ผู้สอบบัญชี" ของ หจก. ขนาดเล็ก (ประหยัดค่าใช้จ่าย)

นี่คือจุดแตกต่างสำคัญที่ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายประจำปีมากกว่าบริษัทจำกัด:

สิทธิการใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor - TA)

ตามกฎหมาย หจก. ขนาดเล็กที่เข้าเกณฑ์ 3 ข้อนี้:

  • มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • มีสินทรัพย์รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท
  • มีรายได้รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท

สามารถเลือกจ้าง "ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA)" มาทำการตรวจสอบและเซ็นรับรองงบการเงินแทน "ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)" ได้ ซึ่งโดยทั่วไปค่าบริการวิชาชีพของ TA จะย่อมเยากว่า CPA อย่างมาก ช่วยให้ หจก. ขนาดเล็กประหยัดต้นทุนดำเนินงานได้ปีละหลายพันบาท

ข้อแตกต่างด้านโครงสร้างความรับผิดชอบและภาษีปันผล

  • ความรับผิดชอบในหนี้สิน: ใน หจก. จะมีหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ 1) หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ (จำกัดเฉพาะเงินที่ลงหุ้น) และ 2) หุ้นส่วนผู้จัดการ (รับผิดชอบในหนี้สินของ หจก. ร่วมกันอย่างไม่จำกัดจำนวน)
  • การยื่นบัญชีรายชื่อพาร์ทเนอร์: หจก. ไม่ต้องยื่น บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ทุกปีเหมือนบริษัทจำกัด แต่ต้องจัดทำ "สมุดทะเบียนผู้เป็นหุ้นส่วน" เก็บไว้ ณ สำนักงาน และหากมีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนต้องไปจดทะเบียนแก้ไขต่อนายทะเบียน DBD

ตารางเปรียบเทียบหน้าที่ หจก. vs บริษัทจำกัด

หัวข้อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บริษัทจำกัด (Co., Ltd.)
การยื่นงบประจำปี ยื่นต่อ DBD ภายใน 5 เดือนจากสิ้นรอบบัญชี ยื่นต่อ DBD ภายใน 1 เดือนหลังประชุมอนุมัติงบ
การจัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ได้รับการยกเว้น (ไม่ต้องจัดประชุมอนุมัติงบ) ต้องจัดประชุมสามัญประจำปี (AGM) ภายใน 4 เดือน
ผู้สอบบัญชีเซ็นรับรอง ใช้ TA (กรณีขนาดเล็ก) หรือ CPA ก็ได้ ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เท่านั้น
การส่งรายชื่อเจ้าของ ทำทะเบียนผู้เป็นหุ้นส่วนเก็บไว้ (จดแจ้งเมื่อเปลี่ยน) ต้องนำส่ง บอจ.5 ต่อ DBD ทุกปีหลังประชุมใหญ่

สรุป

แม้ว่า หจก. จะไม่มีขั้นตอนวุ่นวายเรื่องการจัดประชุมผู้ถือหุ้นและการยื่น บอจ.5 ทุกปี และสามารถใช้ผู้สอบบัญชี TA เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่หน้าที่ในการทำบัญชีรายเดือน ยื่นแบบ ภ.พ.30, ภ.ง.ด.3, 53, และปิดงบการเงินนำส่งภาษี ภ.ง.ด.50 ประจำปีนั้นยังคงเข้มงวดเหมือนบริษัทจำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องควบคุมกระบวนการจัดเก็บเอกสารและส่งต่อให้สำนักงานบัญชีอย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือน

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง หน้าที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) การยื่นภาษีและส่งงบประจำปีที่พาร์ทเนอร์ต้องรู้ ควรใช้คู่กับเอกสารนิติบุคคลจริง เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น มติประชุม และข้อมูลที่ยื่นกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้การตัดสินใจไม่ยึดจากคำอธิบายทั่วไปเพียงอย่างเดียว

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • ตรวจข้อมูลบริษัท กรรมการ ผู้ถือหุ้น ที่อยู่ และทุนจดทะเบียนให้ตรงกับเอกสารล่าสุด
  • เตรียมมติหรือหนังสือมอบอำนาจให้ครบก่อนยื่นเปลี่ยนแปลงรายการสำคัญ
  • เช็กผลต่อภาษี บัญชีธนาคาร สัญญาลูกค้า และระบบออกใบกำกับภาษีหลังแก้ข้อมูลนิติบุคคล

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • แก้ข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วลืมแจ้งสรรพากร ธนาคาร หรือคู่สัญญา
  • ใช้ชื่อ ที่อยู่ หรือผู้มีอำนาจลงนามในใบกำกับภาษีไม่ตรงกับเอกสารบริษัท
  • จดทุนหรือเปลี่ยนกรรมการโดยไม่ประเมินผลต่อความน่าเชื่อถือและภาระเอกสาร

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หลังจากจัดตั้งหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลนิติบุคคลกับ DBD แล้ว มีหน้าที่อื่นใดที่ต้องทำต่อหรือไม่?

ต้องตรวจสอบและแจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร (กรณีจด VAT), สำนักงานประกันสังคม (กรณีมีลูกจ้าง), ธนาคารที่เปิดบัญชีเงินฝาก, คู่สัญญาหลักของบริษัท, และปรับปรุงระบบออกใบกำกับภาษีรวมถึงป้ายชื่อสำนักงานให้ถูกต้อง

เอกสารนิติบุคคลพื้นฐานที่บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ ณ สำนักงานใหญ่มีอะไรบ้าง?

ต้องจัดเก็บหนังสือรับรองบริษัท, บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5), สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น, วัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัท (บอจ.2), รายงานการประชุมคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้น, และใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล

หากต้องการย้ายสำนักงานใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ต้องจัดเตรียมข้อมูลอย่างไร?

ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเพื่อลงมติเห็นชอบ จัดเตรียมแผนที่ตั้งใหม่ สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ และหนังสือแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ จากนั้นนำเอกสารและรายงานการประชุมยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด