Incoterms คือเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัยช่วงใดบ้าง ทางบัญชีต้องอ่านเงื่อนไข Incoterms ที่ระบุในสัญญาซื้อขายให้ถูกต้องก่อน จึงจะรู้ว่าค่าขนส่งและประกันภัยรายการใดต้องรวมเป็นต้นทุนสินค้า และรายการใดเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก

Incoterms คืออะไร และทำไมนักบัญชีต้องรู้

Incoterms (International Commercial Terms) เป็นชุดเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศที่จัดทำโดยหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce หรือ ICC) ใช้กำหนดจุดที่ความรับผิดชอบด้านต้นทุน ความเสี่ยง และการส่งมอบสินค้าเปลี่ยนมือจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ เงื่อนไขนี้ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ระหว่างประเทศแทบทุกฉบับ

สำหรับนักบัญชี Incoterms มีความสำคัญมากเพราะเป็นตัวกำหนดว่า ค่าขนส่งและค่าประกันภัยรายการใดควรรวมเป็นต้นทุนสินค้า (Cost of Goods) และรายการใดควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการแยกต่างหาก การอ่านเงื่อนไข Incoterms ผิดอาจทำให้ต้นทุนสินค้าคงเหลือคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อกำไรขั้นต้นและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณผิดไปด้วย

เงื่อนไข Incoterms หลักที่ธุรกิจไทยใช้บ่อย

EXW (Ex Works) - ณ สถานประกอบการผู้ขาย

ผู้ซื้อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทั้งหมดตั้งแต่รับสินค้า ณ โกดังหรือโรงงานผู้ขาย รวมถึงค่าขนส่งภายในประเทศผู้ขาย ค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าประกันภัย และค่าดำเนินพิธีการศุลกากรทั้งขาออกและขาเข้า ผู้ซื้อ (ผู้นำเข้าไทย) จึงต้องรวมค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดเป็นต้นทุนสินค้า

FOB (Free On Board) - ส่งมอบบนเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง

ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจนกว่าสินค้าจะถูกยกขึ้นเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง ส่วนผู้ซื้อรับผิดชอบค่าระวางเรือ (Freight) ค่าประกันภัยทางทะเล และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่ปลายทางทั้งหมด เป็นเงื่อนไขที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจนำเข้าไทย

CIF (Cost, Insurance and Freight) - รวมค่าระวางและประกันภัยถึงท่าปลายทาง

ผู้ขายรับผิดชอบค่าสินค้า ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยทางทะเลจนถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ซื้อจึงไม่ต้องบันทึกค่าขนส่งทางทะเลและประกันภัยแยกต่างหาก เพราะรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ผู้ขายเรียกเก็บแล้ว แต่ผู้ซื้อยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนำเข้าที่ท่าเรือปลายทาง เช่น ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร ค่าอากรขาเข้า และค่าขนส่งภายในประเทศต่อ

DDP (Delivered Duty Paid) - ส่งถึงปลายทางพร้อมชำระภาษีแล้ว

ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนถึงหน้าประตูผู้ซื้อ รวมถึงอากรขาเข้าและภาษีที่ปลายทางด้วย ผู้ซื้อจึงมักบันทึกเพียงราคาสินค้าตามใบแจ้งหนี้เป็นต้นทุนทั้งหมด โดยไม่มีรายการค่าขนส่งหรือภาษีนำเข้าแยกต่างหากอีก (ยกเว้นค่าใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มเติมหลังรับสินค้า)

หลักการบันทึกต้นทุนสินค้านำเข้าตามมาตรฐานการบัญชี

ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) เรื่องสินค้าคงเหลือ กำหนดให้ต้นทุนสินค้าคงเหลือประกอบด้วยต้นทุนทั้งหมดที่ทำให้สินค้าอยู่ในสภาพและสถานที่ที่พร้อมขายหรือใช้งาน ซึ่งรวมถึง

  • ราคาซื้อสินค้าตามใบแจ้งหนี้ (Invoice Value)
  • ค่าขนส่งที่ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไข Incoterms
  • ค่าประกันภัยระหว่างขนส่งที่ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบ
  • ค่าอากรขาเข้าและภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) ที่ไม่สามารถขอคืนได้
  • ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร ค่าตัวแทนออกของ (Customs Broker Fee)
  • ค่าขนส่งภายในประเทศจากท่าเรือ/สนามบินมายังโกดังผู้ซื้อ

ในขณะที่ VAT จากการนำเข้าไม่ถือเป็นต้นทุนสินค้า เพราะผู้ประกอบการที่จด VAT สามารถนำไปเครดิตเป็นภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ตารางเปรียบเทียบการแบ่งต้นทุนตาม Incoterms

เงื่อนไข Incotermsผู้ซื้อรับผิดชอบ (รวมเป็นต้นทุนฝั่งผู้ซื้อ)ผู้ขายรับผิดชอบ (รวมในราคาสินค้าแล้ว)
EXWขนส่งในประเทศผู้ขาย + ค่าระวางระหว่างประเทศ + ประกันภัย + พิธีการศุลกากรทั้งสองฝั่งเฉพาะราคาสินค้า
FOBค่าระวางเรือ + ประกันภัย + พิธีการศุลกากรขาเข้า + ขนส่งในประเทศผู้ซื้อราคาสินค้า + ขนส่งจนถึงท่าเรือต้นทาง
CIFพิธีการศุลกากรขาเข้า + ขนส่งในประเทศผู้ซื้อราคาสินค้า + ค่าระวางเรือ + ประกันภัยถึงท่าปลายทาง
DDPค่าใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มเติมหลังรับสินค้า (ถ้ามี)ราคาสินค้า + ขนส่ง + ประกันภัย + อากรขาเข้า + พิธีการศุลกากรทั้งหมด

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนสินค้านำเข้าตามเงื่อนไข FOB

บริษัท ข. นำเข้าสินค้าตามเงื่อนไข FOB ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ราคาสินค้าตามใบแจ้งหนี้ 1,000,000 บาท มีรายการค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมดังนี้

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ราคาสินค้า (FOB)1,000,000
ค่าระวางเรือ (Freight)80,000
ค่าประกันภัยทางทะเล15,000
อากรขาเข้า (ตัวอย่างสมมติ 10%)109,500
ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรและตัวแทนออกของ12,000
ค่าขนส่งจากท่าเรือมาโกดัง8,000
รวมต้นทุนสินค้า (ไม่รวม VAT นำเข้า 7% ที่ขอคืนได้)1,224,500

*ตัวเลขอากรขาเข้าเป็นตัวอย่างสมมติเท่านั้น อัตราจริงขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากรของสินค้าแต่ละประเภท ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือที่ปรึกษาก่อนคำนวณจริง ส่วน VAT นำเข้า 7% (พ.ร.ฎ.ลดอัตรามีผลถึงกันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน) ไม่รวมเป็นต้นทุน หากกิจการจด VAT และเครดิตภาษีซื้อได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแบ่งต้นทุนตาม Incoterms

  • รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า: ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงเกินจริง กระทบกำไรขั้นต้นที่รายงาน ทั้งที่กิจการมีสิทธิเครดิตภาษีซื้อได้เต็มจำนวน
  • ไม่ตรวจสอบเงื่อนไข Incoterms ในสัญญาให้ชัดก่อนบันทึกบัญชี: ทำให้บันทึกค่าขนส่งซ้ำซ้อนหรือตกหล่น เช่น กรณี CIF ที่ค่าระวางรวมในราคาสินค้าแล้ว แต่นักบัญชีไปบันทึกแยกเพิ่มอีกครั้ง
  • ปะปนค่าขนส่งขาเข้ากับค่าขนส่งขาออกในบัญชีเดียวกัน: ทำให้วิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยสินค้าคลาดเคลื่อน
  • ไม่เก็บเอกสารแยกตามรายการค่าใช้จ่าย: เมื่อถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง อาจไม่มีหลักฐานสนับสนุนต้นทุนที่บันทึกไว้

Incoterms ฉบับปรับปรุงและผลต่อการบันทึกบัญชี

หอการค้านานาชาติปรับปรุงชุดกฎ Incoterms เป็นระยะ เวอร์ชันที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันคือ Incoterms 2020 ซึ่งมีทั้งหมด 11 เงื่อนไข แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ได้กับการขนส่งทุกรูปแบบ (เช่น EXW, FCA, CPT, CIP, DAP, DPU, DDP) และกลุ่มที่ใช้เฉพาะการขนส่งทางทะเลหรือทางน้ำ (เช่น FAS, FOB, CFR, CIF) นักบัญชีควรตรวจสอบว่าสัญญาซื้อขายอ้างอิง Incoterms เวอร์ชันใด เพราะรายละเอียดความรับผิดชอบอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างเวอร์ชัน เช่น Incoterms 2020 ได้ปรับเงื่อนไข FCA ให้ผู้ขายสามารถออกใบตราส่ง (Bill of Lading) ที่มีการระบุว่าสินค้าได้ขึ้นเรือแล้วให้ผู้ซื้อได้ ซึ่งส่งผลต่อจังหวะเวลาที่ผู้ซื้อควรรับรู้ต้นทุนและความเสี่ยงในสินค้า

การเชื่อมโยง Incoterms กับเอกสารทางบัญชีที่ต้องเก็บ

เพื่อให้การบันทึกต้นทุนสินค้านำเข้าถูกต้องและมีหลักฐานรองรับ นักบัญชีควรจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ควบคู่กับใบขนสินค้าขาเข้าทุกครั้ง

  • สัญญาซื้อขายหรือใบสั่งซื้อที่ระบุเงื่อนไข Incoterms อย่างชัดเจน
  • ใบแจ้งหนี้จากผู้ขาย (Commercial Invoice) ที่แสดงราคาตามเงื่อนไขที่ตกลง
  • ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Airway Bill) ที่ระบุจุดส่งมอบ
  • ใบเสร็จค่าระวางเรือและค่าประกันภัย (กรณีผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบ)
  • ใบเสร็จค่าดำเนินพิธีการศุลกากรจากตัวแทนออกของ

การมีเอกสารครบถ้วนไม่เพียงช่วยให้บันทึกต้นทุนถูกต้อง แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญหากถูกกรมสรรพากรหรือกรมศุลกากรตรวจสอบย้อนหลังในภายหลัง

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกควรกำหนดผังบัญชีย่อยแยกตามประเภทค่าใช้จ่าย เช่น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าธรรมเนียมศุลกากร และค่าขนส่งภายในประเทศ เพื่อให้สามารถกระทบยอดต้นทุนต่อ Shipment ได้ง่าย พร้อมทั้งจัดทำตารางคำนวณต้นทุนนำเข้า (Landed Cost Calculation) แนบใบขนสินค้าทุกครั้ง และตรวจสอบเงื่อนไข Incoterms ในสัญญาซื้อขายให้ตรงกับที่ระบุในใบขนสินค้าขาเข้าก่อนปิดบัญชีทุกเดือน หากธุรกิจมีการนำเข้าจากหลายประเทศและใช้เงื่อนไข Incoterms ที่แตกต่างกันในแต่ละ Shipment ควรฝึกอบรมทีมบัญชีให้เข้าใจความแตกต่างของแต่ละเงื่อนไข เพื่อลดความเสี่ยงจากการบันทึกต้นทุนผิดพลาดซ้ำๆ

สรุป

Incoterms เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัยช่วงใดบ้าง นักบัญชีต้องอ่านเงื่อนไขในสัญญาให้ถูกต้องก่อนบันทึกต้นทุนสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดการบันทึกซ้ำซ้อนหรือตกหล่น การมีระบบคำนวณ Landed Cost ที่ชัดเจนจะช่วยให้ต้นทุนสินค้าคงเหลือถูกต้อง กำไรขั้นต้นสะท้อนความจริง และภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณได้แม่นยำ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง Incoterms กับบัญชี แบ่งต้นทุนขนส่ง-ประกันภัยอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Incoterms มีผลต่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

Incoterms กำหนดว่าค่าขนส่งและประกันภัยรายการใดต้องรวมเป็นต้นทุนสินค้า หากบันทึกต้นทุนผิดเงื่อนไข จะทำให้ต้นทุนขายและกำไรสุทธิคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณได้ไม่ถูกต้อง

VAT นำเข้าต้องรวมเป็นต้นทุนสินค้าหรือไม่

ไม่ต้องรวม หากกิจการจดทะเบียน VAT และมีสิทธิเครดิตภาษีซื้อ เพราะ VAT นำเข้าสามารถนำไปหักลบกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ แต่ถ้ากิจการไม่ได้จด VAT จะต้องรวม VAT เป็นต้นทุนสินค้าเพราะเครดิตคืนไม่ได้

เงื่อนไข FOB กับ CIF ต่างกันอย่างไรในมุมบัญชี

FOB ผู้ซื้อต้องบันทึกค่าระวางเรือและประกันภัยเพิ่มจากราคาสินค้าเอง ส่วน CIF ผู้ขายรวมค่าระวางและประกันภัยไว้ในราคาสินค้าแล้ว ผู้ซื้อจึงไม่ต้องบันทึกสองรายการนี้แยกอีกครั้ง

ถ้าไม่ทราบเงื่อนไข Incoterms ที่แน่ชัด ควรทำอย่างไร

ควรตรวจสอบจากสัญญาซื้อขาย ใบสั่งซื้อ หรือใบขนสินค้าขาเข้าที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจน หากไม่มั่นใจควรสอบถามฝ่ายจัดซื้อหรือตัวแทนออกของ ก่อนบันทึกต้นทุนสินค้าเพื่อป้องกันความผิดพลาด

ค่าขนส่งภายในประเทศจากท่าเรือมาโกดังควรบันทึกอย่างไร

ควรรวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้สินค้าพร้อมขายหรือใช้งาน ณ สถานที่ของกิจการ ตามหลักการบัญชีเรื่องต้นทุนสินค้าคงเหลือ

ธุรกิจ SME ที่นำเข้าไม่บ่อยจำเป็นต้องแยกผังบัญชีย่อยไหม

แนะนำให้แยก แม้จะนำเข้าไม่บ่อย เพราะช่วยให้ตรวจสอบและกระทบยอดต้นทุนแต่ละ Shipment ได้ง่าย และมีหลักฐานพร้อมเมื่อถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง