โรงแรมและรีสอร์ตที่มีรายได้จากหลายแหล่ง ทั้งห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และบริการอื่นๆ ต้องแยกต้นทุนแต่ละแผนกอย่างถูกต้องเพื่อให้รู้กำไรที่แท้จริงของแต่ละส่วน

สารบัญบทความ
  1. ทำไมโรงแรมต้องแยกบัญชีต้นทุนตามแผนก
  2. โครงสร้างรายได้และต้นทุนโรงแรมตามหลัก USALI
  3. วิธีการจัดสรรต้นทุนส่วนกลางให้แต่ละแผนก
  4. ต้นทุนอาหารและเครื่องดื่ม (Food Cost และ Beverage Cost)
  5. ต้นทุนห้องพัก (Rooms Cost)
  6. VAT ของธุรกิจโรงแรม
  7. รายได้ OTA Commission และการบันทึกบัญชี
  8. รายงานบัญชีที่โรงแรมควรจัดทำ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมโรงแรมต้องแยกบัญชีต้นทุนตามแผนก

โรงแรมและรีสอร์ตเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนด้านรายได้และต้นทุนสูง เพราะมีหลายแหล่งรายได้ในอาคารเดียวกัน การแยกต้นทุนตามแผนก (Departmental Accounting)

ช่วยให้ผู้บริหารทราบว่าแผนกใดทำกำไรได้จริง แผนกใดขาดทุนและควรปรับปรุง

ทั้งยังช่วยให้วางแผนภาษีได้ถูกต้องด้วย

มาตรฐานการบัญชีโรงแรมสากลที่นิยมใช้คือ Uniform System of Accounts for the Lodging Industry (USALI) ซึ่งกำหนดการแบ่งแผนกและหมวดบัญชีอย่างชัดเจน แม้จะไม่ใช่มาตรฐานบังคับในไทย

แต่โรงแรมหลายแห่งนำมาประยุกต์ใช้เพราะให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการบริหาร

โครงสร้างรายได้และต้นทุนโรงแรมตามหลัก USALI

USALI แบ่งแผนกปฏิบัติการ (Operated Departments) หลักออกเป็น

แผนกรายได้หลักต้นทุนตรง
ห้องพัก (Rooms)ค่าห้องพักรายคืนค่าแรงพนักงาน housekeeping, ผ้าปูที่นอน สบู่
อาหารและเครื่องดื่ม (F&B)อาหาร เครื่องดื่ม อีเวนต์วัตถุดิบอาหาร ค่าแรงครัว บาร์
สปาและฟิตเนสค่าบริการสปา ค่าสมาชิกสินค้าใช้ในสปา ค่าแรงนักบำบัด
ที่จอดรถและบริการอื่นค่าจอดรถ ค่าซักรีดค่าแรงพนักงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมี Undistributed Operating Expenses ที่เป็นต้นทุนส่วนกลาง เช่น ฝ่ายบริหาร ฝ่าย IT การตลาด และการบำรุงรักษา ซึ่งต้องจัดสรรให้แผนกต่างๆ

วิธีการจัดสรรต้นทุนส่วนกลางให้แต่ละแผนก

ต้นทุนส่วนกลางที่ต้องจัดสรรได้แก่ ค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าเสื่อมราคาอาคาร ค่าประกันภัย และค่าบริหารส่วนกลาง วิธีการจัดสรรที่นิยมคือ

  • สัดส่วนพื้นที่ใช้สอย (Square Meters): เหมาะกับค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และค่าเสื่อมราคาอาคาร
  • สัดส่วนจำนวนพนักงาน (Headcount): เหมาะกับค่าบริหารทรัพยากรบุคคล สวัสดิการ
  • สัดส่วนรายได้ (Revenue): เหมาะกับค่าใช้จ่ายการตลาดส่วนกลาง
  • การวัดโดยตรง (Direct Metering): ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าหรือน้ำแยกสำหรับแต่ละแผนก ให้ความแม่นยำสูงสุด

ตัวอย่าง: ร้านอาหาร F&B ใช้พื้นที่ 30% ของโรงแรม ห้องพักใช้ 60% บริการอื่น 10% ดังนั้นค่าไฟฟ้ารวม 100,000 บาท จัดสรรให้ F&B 30,000 บาท ห้องพัก 60,000 บาท และบริการอื่น

10,000 บาท

ต้นทุนอาหารและเครื่องดื่ม (Food Cost และ Beverage Cost)

แผนก F&B ต้องติดตามต้นทุนวัตถุดิบอย่างเข้มงวด โดย

  • คำนวณ Food Cost Percentage = ต้นทุนวัตถุดิบอาหาร หารด้วย รายได้อาหาร คูณ 100 (มาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 28-35%)
  • คำนวณ Beverage Cost Percentage = ต้นทุนเครื่องดื่ม หารด้วย รายได้เครื่องดื่ม คูณ 100 (มาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 20-28%)
  • ทำรายงาน Daily Food Cost และ Weekly Inventory Reconciliation
  • แยก Staff Meal Cost ออกจากต้นทุนขาย และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายพนักงาน

ต้นทุนห้องพัก (Rooms Cost)

ต้นทุนตรงของแผนกห้องพักประกอบด้วย

  • ค่าแรงพนักงาน Housekeeping (แม่บ้าน พนักงานล้างห้องน้ำ)
  • ค่า Amenities เช่น สบู่ แชมพู ของใช้ในห้อง
  • ค่าซักรีดผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู (ถ้ามีระบบ in-house laundry)
  • ค่า Guest Supplies อื่นๆ

Occupancy Rate และ RevPAR (Revenue per Available Room) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตามควบคู่กับต้นทุนห้องพักเพื่อประเมินประสิทธิภาพแผนก

VAT ของธุรกิจโรงแรม

โรงแรมที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ประเด็นสำคัญด้าน VAT สำหรับโรงแรม ได้แก่

  • รายได้ค่าห้องพักและ F&B ทุกรายการอยู่ในระบบ VAT 7%
  • ถ้ามีบริการประกอบแพ็คเกจ เช่น ราคาห้องรวมอาหารเช้า ต้องแยกมูลค่าแต่ละส่วนหรือกำหนดว่าราคารวม VAT แล้ว
  • บริการจากต่างประเทศ เช่น Online Travel Agency (OTA) เรียกเก็บ Commission อาจอยู่ภายใต้กฎ VAT บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ (e-Service VAT) ตั้งแต่ปี 2564
  • ค่าห้องประชุม MICE ต้องแยก VAT ชัดเจนในใบกำกับภาษี

รายได้ OTA Commission และการบันทึกบัญชี

โรงแรมที่ใช้ช่องทาง OTA เช่น Booking.com, Agoda หรือ Expedia ต้องระวังการบันทึกรายได้ มีสองวิธีหลัก

  • Gross Method: บันทึกรายได้เต็มราคาห้อง และบันทึก Commission เป็นค่าใช้จ่าย Marketing ให้ภาพที่ชัดเจนกว่า
  • Net Method: บันทึกรายได้เฉพาะส่วนที่ได้รับจริงหลังหัก Commission แต่ทำให้รายได้ดูต่ำกว่าความเป็นจริง

กรมสรรพากรแนะนำให้ใช้วิธี Gross เพื่อให้รายได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงและ VAT ถูกต้อง

รายงานบัญชีที่โรงแรมควรจัดทำ

โรงแรมที่มีการจัดการที่ดีควรจัดทำรายงานบัญชีดังนี้

  • Daily Revenue Report แยกตามแผนก
  • Monthly Departmental P&L Statement
  • Food and Beverage Cost Report รายสัปดาห์หรือรายเดือน
  • Rooms Division Statistics ได้แก่ Occupancy, ADR และ RevPAR
  • Monthly Budget vs Actual Comparison

รายงานเหล่านี้นอกจากใช้บริหารภายในแล้ว ยังเป็นเอกสารสำคัญกรณีกรมสรรพากรเข้าตรวจสอบ และยังช่วยให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการให้สินเชื่อแก่กิจการ

ซึ่งสำคัญมากสำหรับโรงแรมที่ต้องการขยายกิจการหรือปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรงแรมต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่ รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจด

โรงแรมที่มีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT กับกรมสรรพากร ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่เกินเกณฑ์นี้ตั้งแต่เริ่มกิจการ ควรจดทะเบียนทันทีที่เปิดดำเนินการ

ค่า Commission OTA ต้องเสีย VAT ไหม

OTA ต่างประเทศอยู่ภายใต้กฎ e-Service VAT ของกรมสรรพากรตั้งแต่ปี 2564 แปลว่า OTA ต้องนำส่ง VAT ในไทยเอง อย่างไรก็ดีโรงแรมยังคงต้องบันทึกต้นทุน Commission และอาจหัก WHT 3%

กรณีจ่ายให้ผู้ให้บริการในไทย

ถ้ารวมอาหารเช้าในราคาห้อง VAT คิดอย่างไร

โรงแรมต้องแยกมูลค่าห้องพักกับอาหารเช้าในใบกำกับภาษี เพราะทั้งสองส่วนอยู่ในระบบ VAT 7% เหมือนกัน แต่ถ้าไม่แยก ให้ถือว่าราคารวมทั้งหมดเป็นฐาน VAT และคำนวณ VAT จากราคารวม

USALI คืออะไร โรงแรมไทยต้องใช้ไหม

USALI ย่อมาจาก Uniform System of Accounts for the Lodging Industry คือมาตรฐานบัญชีโรงแรมสากล ไม่ใช่มาตรฐานบังคับในไทย แต่เป็น Best Practice

ที่ช่วยให้โรงแรมเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับมาตรฐานอุตสาหกรรมและกับโรงแรมอื่นในเครือได้

Food Cost ที่ดีของแผนก F&B ควรอยู่ที่เท่าไหร่

มาตรฐานอุตสาหกรรมโดยทั่วไปกำหนดว่า Food Cost Percentage ควรอยู่ที่ 28-35% ของรายได้อาหาร และ Beverage Cost ประมาณ 20-28% ของรายได้เครื่องดื่ม

แต่ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารและตำแหน่งตลาดของโรงแรม

รายได้สปาในโรงแรมต้องเสียภาษีอย่างไร

รายได้สปาจากการให้บริการนวดและบำบัดต้องเสีย VAT 7% หากโรงแรมจดทะเบียน VAT นอกจากนี้หากว่าจ้างบุคคลภายนอกมาให้บริการสปา ต้องหัก WHT 3% จากค่าบริการที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร

โรงแรมขนาดเล็กหรือ Boutique Hotel ต้องจัดบัญชีแยกแผนกด้วยไหม

แม้โรงแรมขนาดเล็กไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายให้แยกบัญชีตามแผนก แต่แนะนำให้ทำเพราะช่วยให้เห็นกำไรขาดทุนแต่ละส่วนชัดเจน ตัดสินใจปรับราคาหรือลดต้นทุนได้ถูกจุด

และเป็นเอกสารประกอบกรณีขอสินเชื่อกับธนาคาร

สำหรับกิจการที่ต้องปิดงบย้อนหลังหรือขอคืนภาษี สามารถดูรายละเอียดบริการเสริมของ A Plus Me เพื่อประเมินขอบเขตงานเบื้องต้น