บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของโรงงานหรือผู้ทำบัญชีต้นทุนที่เจอสถานการณ์ผลิตได้จริงต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ เช่น ช่วงออเดอร์ลดลงตามฤดูกาลหรือหยุดสายการผลิตบางส่วน

แล้วไม่แน่ใจว่าจะปันส่วนค่าโสหุ้ยคงที่เข้าต้นทุนสินค้าอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 คุณจะได้เรียนรู้หลักการกำลังการผลิตตามปกติ

วิธีคำนวณต้นทุนคงที่ส่วนเกินที่ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันที

พร้อมตัวอย่างตัวเลขและแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง

สารบัญบทความ
  1. กำลังการผลิตตามปกติคืออะไร ทำไม TAS 2 ให้ใช้เป็นฐานปันส่วนโสหุ้ยคงที่
  2. หลักปันส่วนเมื่อผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ ห้ามยัดต้นทุนคงที่ส่วนเกินเข้าสต๊อก
  3. ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนคงที่ส่วนเกินที่ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่าย
  4. ถ้าปันส่วนผิดหลัก กระทบงบการเงินและภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร
  5. แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME โรงงานในการวางระบบต้นทุนคงที่
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

กำลังการผลิตตามปกติคืออะไร ทำไม TAS 2 ให้ใช้เป็นฐานปันส่วนโสหุ้ยคงที่

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) เรื่อง สินค้าคงเหลือ กำหนดว่าต้นทุนแปรสภาพ (Conversion Cost) ของสินค้าที่ผลิตเสร็จหรือกำลังผลิต ต้องประกอบด้วยค่าแรงทางตรงและค่าโสหุ้ยการผลิต

(Manufacturing Overhead)

ทั้งส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร โดยมาตรฐานแยกวิธีปันส่วนสองส่วนนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน ต้นทุนผันแปร เช่น วัตถุดิบทางอ้อมหรือค่าไฟฟ้าที่แปรผันตามปริมาณผลิตจริง

ให้ปันส่วนตามปริมาณการใช้กำลังการผลิตจริง แต่ต้นทุนคงที่ เช่น

ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าเช่าโรงงาน เงินเดือนหัวหน้าฝ่ายผลิต ต้อง ปันส่วนตามกำลังการผลิตตามปกติ (Normal Capacity) เท่านั้น ไม่ใช่ปันส่วนตามปริมาณผลิตจริงในแต่ละงวด

กำลังการผลิตตามปกติ หมายถึง ปริมาณการผลิตที่คาดว่าจะทำได้โดยเฉลี่ยในหลายรอบระยะเวลาบัญชีหรือหลายฤดูกาลภายใต้สภาวะการดำเนินงานปกติ โดยหักเวลาที่เสียไปจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน

(Planned Maintenance) ออกแล้ว จุดที่ SME มักเข้าใจผิดคือนำ

"กำลังการผลิตสูงสุดตามสเปกเครื่องจักร" (Theoretical Capacity) หรือ "ปริมาณผลิตจริงของเดือนนั้น" มาใช้แทน ทั้งที่ทั้งสองค่านี้ต่างจากกำลังการผลิตตามปกติ

เพราะเครื่องจักรแทบไม่เคยเดินเต็มสเปกตลอดปี

และปริมาณผลิตจริงย่อมผันผวนขึ้นลงตามคำสั่งซื้อในแต่ละเดือนอยู่แล้ว

ข้อควรทราบเพิ่มเติมคือ TAS 2 เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) ฉบับเต็ม ซึ่งใช้บังคับกับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) เช่น

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน หรือกิจการที่เลือกใช้ TFRS ฉบับเต็มโดยสมัครใจ

ส่วนโรงงาน SME ส่วนใหญ่ที่เข้าเกณฑ์กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) จะถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs

ซึ่งกำหนดให้ต้นทุนแปลงสภาพต้องรวมค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่และผันแปรที่ปันส่วนอย่างเป็นระบบเช่นกัน

แม้จะไม่ได้ลงรายละเอียดกลไกการปันส่วนตามกำลังการผลิตปกติไว้ชัดเจนเท่า TAS 2

แต่หลักการที่อธิบายในบทความนี้ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ยอมรับกันทั่วไปและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของทั้งสองมาตรฐาน

จึงควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีว่ากิจการของท่านอยู่ภายใต้มาตรฐานฉบับใด เพื่อปรับใช้หลักการปันส่วนต้นทุนคงที่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กิจการต้องถือปฏิบัติจริง

หลักปันส่วนเมื่อผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ ห้ามยัดต้นทุนคงที่ส่วนเกินเข้าสต๊อก

เมื่อโรงงานผลิตได้จริงต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ เช่น ออเดอร์ลดลงตามฤดูกาล หรือหยุดสายการผลิตบางส่วนเพื่อซ่อมเครื่องจักรนอกแผน หลักการของ TAS 2 กำหนดชัดเจนว่า

จำนวนต้นทุนคงที่ที่ปันส่วนเข้าต้นทุนสินค้าต่อหน่วยจะต้องไม่เพิ่มขึ้น

เพียงเพราะผลิตได้น้อยกว่าปกติ อัตราปันส่วนต้นทุนคงที่ต่อหน่วยยังคงคำนวณจากกำลังการผลิตปกติเหมือนเดิม ส่วนต้นทุนคงที่ที่ปันส่วนเข้าสินค้าไม่หมด (เพราะผลิตน้อยกว่าฐานที่ตั้งไว้)

ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนของงวดนั้นทันที

ไม่นำไปรวมไว้ในมูลค่าสินค้าคงเหลือ

สูตรที่ใช้คือ อัตราปันส่วนต้นทุนคงที่ต่อหน่วย = ต้นทุนคงที่รวมต่องวด ÷ กำลังการผลิตตามปกติ จากนั้นต้นทุนคงที่ที่ปันเข้าสินค้า = อัตรานี้ x ปริมาณผลิตจริง

ส่วนต่างที่เหลือคือต้นทุนคงที่ส่วนเกินที่ปันส่วนไม่ได้ (Unabsorbed Fixed Overhead

หรือบางตำราเรียกว่า Idle Capacity Cost) ซึ่งต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันที ในทางกลับกัน หากงวดใดผลิตได้สูงกว่ากำลังการผลิตปกติผิดปกติ

มาตรฐานก็กำหนดให้ลดอัตราปันส่วนต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลงเช่นกัน

เพื่อไม่ให้สินค้าคงเหลือแสดงมูลค่าสูงกว่าต้นทุนที่แท้จริง

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนคงที่ส่วนเกินที่ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่าย

สมมติโรงงานแห่งหนึ่งกำหนดกำลังการผลิตตามปกติไว้ที่ 10,000 หน่วยต่อเดือน มีค่าโสหุ้ยการผลิตที่เป็นต้นทุนคงที่รวม 500,000 บาทต่อเดือน (ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าเช่าโรงงาน

เงินเดือนหัวหน้างาน) อัตราปันส่วนต้นทุนคงที่มาตรฐานจึงเท่ากับ

500,000 ÷ 10,000 = 50 บาทต่อหน่วย ในเดือนที่ออเดอร์ลดลง โรงงานผลิตได้จริงเพียง 6,000 หน่วย หรือคิดเป็น 60% ของกำลังการผลิตปกติ

รายการจำนวน
กำลังการผลิตตามปกติ10,000 หน่วย/เดือน
ต้นทุนคงที่รวม (โสหุ้ยคงที่)500,000 บาท
อัตราปันส่วนต้นทุนคงที่มาตรฐาน (500,000 ÷ 10,000)50 บาท/หน่วย
ปริมาณผลิตจริงเดือนนี้6,000 หน่วย
ต้นทุนคงที่ที่ปันส่วนเข้าต้นทุนสินค้า (6,000 x 50)300,000 บาท
ต้นทุนคงที่ส่วนเกินที่ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันที (500,000 - 300,000)200,000 บาท

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างประกอบหลักการเท่านั้น กำลังการผลิตปกติและต้นทุนคงที่จริงต้องประเมินจากข้อมูลของแต่ละกิจการ

สิ่งที่ห้ามทำคือ นำต้นทุนคงที่ 500,000 บาทไปหารด้วยปริมาณผลิตจริง 6,000 หน่วย แล้วได้อัตรา 83.33 บาทต่อหน่วย

เพราะจะทำให้ต้นทุนสินค้าคงเหลือแพงเกินจริงจากการยัดต้นทุนคงที่ทั้งก้อนเข้าไปในสินค้าที่ผลิตได้น้อยกว่าปกติ ซึ่งขัดหลักการ TAS 2

โดยตรง

ถ้าปันส่วนผิดหลัก กระทบงบการเงินและภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

หากโรงงานปันส่วนต้นทุนคงที่ตามปริมาณผลิตจริงที่ต่ำกว่าปกติ (แทนที่จะใช้กำลังการผลิตปกติ) ผลที่ตามมาคือมูลค่าสินค้าคงเหลือในงบแสดงฐานะการเงินจะสูงเกินความเป็นจริง

เพราะมีต้นทุนคงที่ที่ควรเป็นค่าใช้จ่ายของงวดถูกเก็บซ่อนไว้ในสต๊อกแทน

กำไรที่รายงานในงวดนั้นจึงสูงเกินจริงไปด้วย และเมื่อขายสินค้าล็อตนั้นออกไปในงวดถัดไป ต้นทุนขายจะสูงผิดปกติแบบไม่ทันตั้งตัว ผู้สอบบัญชีที่ตรวจพบมักขอให้ปรับปรุงรายการย้อนหลัง

หรือในกรณีร้ายแรงอาจกระทบความเห็นในรายงานผู้สอบบัญชี

ในมุมภาษี แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด.51 สำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี) เริ่มต้นคำนวณจากกำไรสุทธิทางบัญชีที่จัดทำตามมาตรฐานการบัญชี

แล้วจึงปรับปรุงด้วยรายการที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

หากต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชีคลาดเคลื่อนจากการปันส่วนต้นทุนคงที่ผิดหลักตั้งแต่ต้น กำไรสุทธิทางภาษีที่คำนวณต่อก็จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย

และหากถูกตรวจสอบย้อนหลังจากกรมสรรพากร

ก็อาจต้องอธิบายที่มาของวิธีปันส่วนต้นทุนให้เจ้าหน้าที่พิจารณา (ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างการปันส่วนต้นทุนกับผลกระทบทางภาษีที่แน่นอนควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตรวจสอบเป็นรายกรณี

เพราะขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ)

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME โรงงานในการวางระบบต้นทุนคงที่

โรงงานควรกำหนดตัวเลขกำลังการผลิตตามปกติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยอ้างอิงข้อมูลปริมาณผลิตย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ปีหรือหลายฤดูกาล ร่วมกับแผนซ่อมบำรุงประจำปี

แล้วทบทวนตัวเลขนี้ใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ เช่น

ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ขยายไลน์ผลิต หรือปิดสายการผลิตบางส่วนถาวร

  • จัดทำเอกสารอนุมัติกำลังการผลิตตามปกติ: ระบุวิธีคำนวณและที่มาของตัวเลข เพื่อใช้อ้างอิงทุกงวดบัญชีและรองรับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี
  • แยกบันทึกต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรของโสหุ้ยการผลิตให้ชัดเจน: เพราะสองส่วนนี้ใช้ฐานปันส่วนต่างกันตามหลัก TAS 2
  • จัดทำรายงานเปรียบเทียบผลผลิตจริงกับกำลังการผลิตปกติทุกเดือน: เพื่อคำนวณจำนวนต้นทุนคงที่ส่วนเกินที่ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันเวลาปิดงบทุกรอบ ไม่ใช่มาไล่ย้อนหลังตอนสิ้นปี
  • เก็บหลักฐานสาเหตุการผลิตต่ำกว่าปกติ: เช่น ใบสั่งซื้อที่ลดลง บันทึกหยุดเครื่องซ่อมบำรุง เพื่อสนับสนุนตัวเลขที่รายงานหากถูกตรวจสอบ
  • ทบทวนร่วมกับผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีทุกปี: โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจมีฤดูกาลผลิตชัดเจน หรือกำลังพิจารณาลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ และเพื่อยืนยันว่ากิจการของท่านต้องถือปฏิบัติตาม TAS 2 หรือ TFRS for NPAEs

การวางระบบปันส่วนต้นทุนคงที่ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ไม่เพียงทำให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริงและผ่านการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

แต่ยังช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นตัวเลขต้นทุนคงที่ส่วนเกินจากการผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติอย่างชัดเจน

ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญเรื่องประสิทธิภาพการใช้กำลังการผลิตที่ควรนำไปใช้วางแผนธุรกิจต่อ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกำลังการผลิต หาออเดอร์เพิ่ม หรือทบทวนโครงสร้างต้นทุนคงที่ของโรงงาน

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ต้นทุนคงที่ผลิตต่ำกว่ากำลังผลิตปกติ ตัดอย่างไรตาม TAS2 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กำลังการผลิตตามปกติ (Normal Capacity) ต่างจากกำลังการผลิตสูงสุดของเครื่องจักรอย่างไร

กำลังการผลิตตามปกติคือปริมาณผลิตเฉลี่ยที่คาดว่าจะทำได้ในสภาวะดำเนินงานปกติหลายรอบระยะเวลาบัญชีหรือหลายฤดูกาล โดยหักเวลาซ่อมบำรุงตามแผนออกแล้ว

ส่วนกำลังการผลิตสูงสุดตามสเปกเครื่องจักร (Theoretical Capacity)

คือปริมาณที่เดินเครื่องเต็มกำลังตลอดเวลาโดยไม่หยุดเลย ซึ่งแทบไม่เกิดขึ้นจริง ตามหลัก TAS 2 ต้องใช้ตัวเลขกำลังการผลิตตามปกติเป็นฐานปันส่วนต้นทุนคงที่

ไม่ใช่กำลังการผลิตสูงสุดตามทฤษฎี

ถ้าผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติทุกเดือนต่อเนื่อง ต้องตัดต้นทุนคงที่ส่วนเกินเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนหรือไม่

ใช่ ต้องคำนวณและตัดต้นทุนคงที่ส่วนเกินเป็นค่าใช้จ่ายทุกงวดที่ผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ ไม่ควรรอสะสมไปตัดครั้งเดียวตอนสิ้นปี

เพราะจะทำให้งบการเงินระหว่างปีแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือและกำไรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ต้นทุนผันแปรของโสหุ้ยการผลิต ต้องใช้หลักกำลังการผลิตปกติเหมือนต้นทุนคงที่หรือไม่

ไม่ต้อง ต้นทุนผันแปรของโสหุ้ยการผลิต เช่น วัตถุดิบทางอ้อมหรือพลังงานที่แปรผันตามปริมาณผลิต ให้ปันส่วนตามปริมาณการใช้กำลังการผลิตจริงในแต่ละงวด

เพราะต้นทุนกลุ่มนี้ผันแปรไปตามปริมาณผลิตจริงอยู่แล้ว

หลักกำลังการผลิตปกติใช้เฉพาะกับการปันส่วนต้นทุนคงที่เท่านั้น

โรงงานควรกำหนดตัวเลขกำลังการผลิตตามปกติจากอะไร และใช้กับกิจการทุกประเภทหรือไม่

ควรกำหนดจากข้อมูลปริมาณผลิตย้อนหลังหลายรอบระยะเวลาบัญชีหรือหลายฤดูกาลภายใต้สภาวะดำเนินงานปกติ ร่วมกับแผนหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรตามกำหนด แล้วจัดทำเป็นเอกสารอนุมัติไว้อ้างอิง

หลักการปันส่วนตามกำลังการผลิตปกตินี้อธิบายไว้ชัดเจนใน TAS 2

ซึ่งใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะหรือกิจการที่เลือกใช้ TFRS ฉบับเต็ม ส่วน SME ที่เป็น NPAEs ก็ควรนำหลักการเดียวกันมาใช้เพื่อความถูกต้องของต้นทุนสินค้า

แต่ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีว่ากิจการตนอยู่ภายใต้มาตรฐานฉบับใด

หากธุรกิจของคุณยังจัดการเอกสารบัญชีแบบกระจัดกระจายและอยากให้ข้อมูลการเงินนำไปใช้ตัดสินใจได้จริง ลองพิจารณาบริการวางระบบบัญชีและภาษีสำหรับ SME ของ A Plus Me