บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของโรงงานหรือกิจการที่มีเครื่องจักรบางเครื่องต้องพักการใช้งานชั่วคราว เช่น ออเดอร์ลูกค้าลดลง รอปรับปรุงสายการผลิต หรือเก็บไว้เป็นเครื่องสำรอง

แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขายหรือทิ้ง จะได้เข้าใจชัดเจนว่าตามมาตรฐานการบัญชี

TAS16 เครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งานยังต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อเนื่องหรือไม่ พร้อมมุมมองด้านภาษีนิติบุคคลตามมาตรา 65 ทวิ (2) และมาตรา 65 ตรี การตรวจสอบสัญญาณการด้อยค่าตาม TAS36

และรายการเอกสารที่ควรเตรียมไว้รองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร

ทั้งนี้เนื้อหาเป็นหลักการทั่วไป กรณีเฉพาะของแต่ละกิจการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

สารบัญบทความ
  1. หลักการสำคัญ: หยุดใช้เครื่องจักรชั่วคราว ไม่ใช่เหตุให้หยุดคิดค่าเสื่อม
  2. ทำไมความเข้าใจ "ไม่ได้ใช้ = ไม่มีค่าเสื่อม" ถึงคลาดเคลื่อน
  3. มุมภาษี: ค่าเสื่อมเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งาน ยังหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่
  4. อย่าลืมตรวจสอบการด้อยค่า (Impairment) ควบคู่ไปด้วย
  5. เอกสารและขั้นตอนที่ควรทำเมื่อมีเครื่องจักรไม่ได้ใช้งาน
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

หลักการสำคัญ: หยุดใช้เครื่องจักรชั่วคราว ไม่ใช่เหตุให้หยุดคิดค่าเสื่อม

เจ้าของโรงงานหรือกิจการผลิตจำนวนมากมีเครื่องจักรที่ซื้อมาแล้วแต่ต้องพักการใช้งานชั่วคราว เช่น ออเดอร์ลูกค้าลดลง ปิดไลน์ผลิตบางส่วนเพื่อรอปรับปรุงโรงงาน

หรือเครื่องจักรสำรองที่เก็บไว้เผื่อใช้ในอนาคต คำถามที่พบบ่อยคือ

"เครื่องจักรตัวนี้ไม่ได้ใช้งานมาหลายเดือนแล้ว ยังต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อหรือไม่" คำตอบตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (TAS16) คือ

ต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อเนื่อง

ตราบใดที่เครื่องจักรนั้นยังไม่ถูกจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย และยังไม่ถูกตัดรายการออกจากบัญชี (derecognition) จากการขายหรือทิ้ง

หลักการนี้อยู่ในส่วนที่ TAS16 กำหนดเรื่องการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของการคิดค่าเสื่อมราคา โดยระบุไว้ชัดเจนว่า

การคิดค่าเสื่อมราคาจะเริ่มเมื่อสินทรัพย์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตามที่ฝ่ายบริหารตั้งใจ

และจะสิ้นสุดลงเมื่อจัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็นสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย หรือเมื่อตัดรายการสินทรัพย์ออกจากบัญชี แล้วแต่เหตุการณ์ใดเกิดก่อน ดังนั้น

การที่เครื่องจักรว่างเว้นจากการผลิตหรือถูกพักการใช้งาน (idle)

ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ทำให้สิ้นสุดการคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่หักค่าเสื่อมราคาครบเต็มจำนวนตามอายุการใช้งานที่ประมาณไว้แล้ว หลักการเดียวกันนี้ยังใช้กับ SME

ส่วนใหญ่ในไทยที่จัดทำบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่งวางแนวคิดเรื่องการรับรู้และคิดค่าเสื่อมราคาที่ดิน

อาคารและอุปกรณ์ไว้ในทิศทางเดียวกัน

ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมีเครื่องฉีดพลาสติกสำรอง 1 เครื่อง หยุดใช้งานเพราะออเดอร์จากลูกค้ารายใหญ่ลดลงต่อเนื่อง 8 เดือน

แต่บริษัทยังเก็บรักษาเครื่องไว้ในสภาพพร้อมใช้และมีแผนกลับมาผลิตเมื่อคำสั่งซื้อฟื้นตัว

กรณีนี้ต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาทุกเดือนตามปกติ จะหยุดบันทึกไว้ก่อนแล้วค่อยคิดใหม่เมื่อกลับมาใช้งานไม่ได้ เพราะทำให้มูลค่าตามบัญชีและรายจ่ายในงบกำไรขาดทุนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ทำไมความเข้าใจ "ไม่ได้ใช้ = ไม่มีค่าเสื่อม" ถึงคลาดเคลื่อน

เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดเพราะคิดตามสัญชาตญาณว่าค่าเสื่อมราคาควรผูกกับ "การใช้งานจริง" คล้ายค่าน้ำมันหรือค่าไฟที่จ่ายตามปริมาณการใช้ แต่ทางบัญชี ค่าเสื่อมราคาที่ SME

ส่วนใหญ่เลือกใช้คือวิธีเส้นตรง (Straight-line Method)

ซึ่งปันส่วนต้นทุนสินทรัพย์ตามระยะเวลาที่ผ่านไป ไม่ใช่ตามปริมาณผลผลิต เพราะเครื่องจักรเสื่อมสภาพจากทั้งการสึกหรอทางกายภาพ (แม้ไม่ได้ใช้งาน ชิ้นส่วนก็ยังเสื่อมจากอายุ ความชื้น

สนิม) และความล้าสมัยทางเทคโนโลยี

ซึ่งเกิดขึ้นตามกาลเวลาไม่ว่าจะเดินเครื่องหรือไม่ มีเพียงกิจการที่เลือกวิธีคิดค่าเสื่อมราคาตามหน่วยผลผลิต (Units of Production)

เท่านั้นที่ค่าเสื่อมราคาในงวดไม่มีการผลิตอาจเป็นศูนย์ได้ ซึ่ง SME ไทยเลือกใช้น้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีเส้นตรง

สถานการณ์ต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อหรือไม่
หยุดผลิตชั่วคราวเพราะออเดอร์ลด แต่ยังเก็บรักษาไว้ใช้งานต่อต้องคิดต่อเนื่องตามปกติ
ปิดเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือรอชิ้นส่วนอะไหล่ต้องคิดต่อเนื่องตามปกติ
เก็บไว้เป็นเครื่องสำรองเผื่อใช้ในอนาคต ยังไม่เคยติดตั้งใช้งานต้องคิดต่อเนื่อง หากอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานแล้ว
คิดค่าเสื่อมราคาครบเต็มจำนวนตามอายุที่ประมาณไว้แล้ว (เหลือราคาซาก)หยุดคิด เพราะครบอายุ ไม่ใช่เพราะไม่ได้ใช้
ตัดสินใจขาย บริจาค หรือทิ้ง และตัดรายการออกจากทะเบียนทรัพย์สินแล้วหยุดคิดนับแต่วันตัดรายการ (derecognition)

มุมภาษี: ค่าเสื่อมเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งาน ยังหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่

ทางภาษี การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินอยู่ภายใต้ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

ซึ่งกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาของ "ทรัพย์สินอย่างอื่น" (นอกจากที่ดินและสินค้า) ซึ่งครอบคลุมเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตทั่วไป ไว้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปีของมูลค่าต้นทุน

(เทียบเท่าอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี) ตามมาตรา 4(5)

ของพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ทรัพย์สินบางประเภท เช่น อาคาร สิทธิการเช่า หรือสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน/มาตรการพิเศษเฉพาะกลุ่ม

อาจมีอัตราหรือเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป ควรตรวจสอบประเภททรัพย์สินให้ตรงกับกิจการก่อนใช้อัตรา

โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขให้ต้องหยุดหักค่าเสื่อมราคาในช่วงที่ทรัพย์สินไม่ได้ใช้งานจริง สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือหลักเกณฑ์ทั่วไปตามมาตรา 65 ตรี (13)

ที่กำหนดว่ารายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ กล่าวคือตราบใดที่เครื่องจักรยังคงเป็นทรัพย์สินของกิจการ มีไว้เพื่อดำเนินธุรกิจตามปกติ

(แม้พักการใช้งานชั่วคราวเพื่อรอคำสั่งซื้อหรือรอปรับปรุงสายการผลิต)

และไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณตามเพดานที่กฎหมายกำหนดจึงยังถือเป็นรายจ่ายที่หักได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม

การตอบข้อหารือของกรมสรรพากรในแต่ละกรณีไม่มีผลผูกพันเป็นการทั่วไป

จึงควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีประเมินตามข้อเท็จจริงของกิจการ

สิ่งที่ต้องระวังคือกรณีที่แตกต่างกัน หากกิจการตัดสินใจเลิกใช้เครื่องจักรอย่างถาวร เช่น เลิกสายการผลิตนั้นไปเลย นำไปทิ้ง ขาย หรือบริจาค กรณีนี้ไม่ใช่การ "หยุดคิดค่าเสื่อม"

ระหว่างพักใช้งาน แต่เป็นการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ (asset disposal)

ซึ่งต้องบันทึกกำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่าย และหยุดคิดค่าเสื่อมราคานับแต่วันที่ตัดรายการ ไม่ใช่ปล่อยเครื่องจักรค้างในทะเบียนทรัพย์สินโดยไม่เคลื่อนไหว

เพราะอาจถูกกรมสรรพากรตั้งคำถามระหว่างตรวจสอบภาษีว่าเหตุใดจึงยังมีทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางธุรกิจค้างอยู่นานโดยไม่มีเอกสารรองรับ

อย่าลืมตรวจสอบการด้อยค่า (Impairment) ควบคู่ไปด้วย

ประเด็นที่เจ้าของกิจการมักมองข้ามคือ เครื่องจักรที่หยุดใช้งานนานเป็นหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้การด้อยค่าที่มักพบในทางปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีเรื่อง การด้อยค่าของสินทรัพย์ (TAS36

ซึ่งใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะและถือปฏิบัติเต็มรูปแบบ

TFRS) ส่วน TFRS for NPAEs ก็มีบทว่าด้วยการด้อยค่าของสินทรัพย์ในทิศทางใกล้เคียงกัน (ฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2566

ยังอ้างอิงวิธีคำนวณมูลค่าจากการใช้ตามแนวทางของ TAS36 ได้)

เมื่อมีสัญญาณว่าเครื่องจักรอาจไม่สร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้เท่ามูลค่าตามบัญชีอีกต่อไป กิจการควรประเมินมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (recoverable amount) เทียบกับมูลค่าตามบัญชี ณ

วันนั้น หากมูลค่าตามบัญชีสูงกว่า

ต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าเพื่อปรับมูลค่าสินทรัพย์ให้สะท้อนความเป็นจริง

ข้อสำคัญคือ การด้อยค่าเป็นคนละเรื่องกับการหยุดคิดค่าเสื่อมราคา แม้บันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าแล้ว กิจการยังต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อไปตามปกติ

เพียงแต่ฐานคำนวณจะเปลี่ยนเป็นมูลค่าตามบัญชีใหม่หลังหักขาดทุนจากการด้อยค่า

หารด้วยอายุการใช้งานที่เหลือ ไม่ใช่การหยุดคิดค่าเสื่อมราคาไปเฉย ๆ เพราะเครื่องจักรไม่ได้ใช้งาน

หากไม่มั่นใจว่าเครื่องจักรที่ค้างไม่ได้ใช้งานนานเข้าข่ายต้องทดสอบการด้อยค่าหรือไม่ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีร่วมประเมิน

เอกสารและขั้นตอนที่ควรทำเมื่อมีเครื่องจักรไม่ได้ใช้งาน

เพื่อให้การคิดค่าเสื่อมราคาต่อเนื่องระหว่างที่เครื่องจักรพักการใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องและมีหลักฐานรองรับหากถูกตรวจสอบ ควรจัดทำเอกสารดังนี้

  • บันทึกวันที่เริ่มพักการใช้งาน เหตุผลทางธุรกิจ และแผนกลับมาใช้งานไว้ในทะเบียนทรัพย์สิน (Fixed Asset Register) เพื่อยืนยันเจตนาใช้งานต่อ ไม่ใช่เลิกใช้ถาวร
  • เก็บบันทึกการดูแลรักษาสภาพเครื่องจักรระหว่างพักใช้งาน เช่น การหยอดน้ำมัน การตรวจสภาพตามรอบ เพื่อสนับสนุนว่าเครื่องยังพร้อมใช้งาน
  • หากพักใช้งานนาน ให้ประเมินร่วมกับผู้ทำบัญชีว่าเข้าเงื่อนไขต้องทดสอบการด้อยค่าหรือไม่
  • เมื่อตัดสินใจเลิกใช้งานถาวรและจะขายหรือทิ้ง ให้จัดทำเอกสารประกอบการตัดจำหน่าย เช่น บันทึกอนุมัติจากผู้บริหาร รายงานสภาพเครื่องจักรจากช่างเทคนิค และภาพถ่ายก่อนตัดรายการออกจากทะเบียนทรัพย์สิน
  • กระทบยอดค่าเสื่อมราคาทางบัญชีกับทางภาษีที่ใช้คำนวณกำไรสุทธิเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ให้ตรงกันทุกปี

บทความนี้ให้ข้อมูลในเชิงหลักการทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น อ้างอิงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชีและกฎหมายภาษีที่มีผลบังคับใช้ ณ ปี 2569 ซึ่งอาจมีการปรับปรุงในอนาคต

รายละเอียดของแต่ละกิจการ เช่น ระยะเวลาที่พักใช้งาน มูลค่าทรัพย์สิน

ประเภทสินทรัพย์ และแผนธุรกิจ อาจมีผลต่อการพิจารณาแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกรณีก่อนตัดสินใจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง เครื่องจักรไม่ได้ใช้งาน คิดค่าเสื่อมต่อหรือไม่ ตาม TAS16 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เครื่องจักรที่หยุดใช้ชั่วคราวเพราะออเดอร์ลดลง ต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อหรือไม่

ต้องคิดค่าเสื่อมราคาต่อเนื่องตามปกติ เพราะตาม TAS16 การคิดค่าเสื่อมราคาจะเริ่มเมื่อสินทรัพย์พร้อมใช้งาน และสิ้นสุดลงเมื่อจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย

หรือเมื่อตัดรายการออกจากบัญชีเท่านั้น

การที่เครื่องจักรว่างเว้นจากการผลิตชั่วคราวไม่ใช่เหตุให้หยุดคิดค่าเสื่อม เว้นแต่หักค่าเสื่อมครบเต็มจำนวนตามอายุการใช้งานแล้ว

ถ้าตัดสินใจเลิกใช้เครื่องจักรถาวร ไม่กลับมาใช้อีกแล้ว ต้องทำอย่างไร

กรณีนี้ต่างจากการพักใช้งานชั่วคราว ต้องพิจารณาขาย ทิ้ง หรือตัดจำหน่ายสินทรัพย์ออกจากทะเบียนทรัพย์สิน (derecognition) ซึ่งจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคาตั้งแต่วันที่ตัดรายการ

พร้อมบันทึกกำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่าย และเตรียมเอกสารประกอบ เช่น

บันทึกอนุมัติจากผู้บริหารและรายงานสภาพเครื่องจักร เพื่อรองรับการหักเป็นรายจ่ายทางภาษี

ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งาน ยังนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่

โดยหลักการทั่วไป ตราบใดที่เครื่องจักรยังเป็นทรัพย์สินของกิจการที่มีไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ แม้พักการใช้งานชั่วคราว

และไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณตามเพดานร้อยละ 20

ต่อปีในพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 (ออกตามมาตรา 65 ทวิ (2)) ยังถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการตามมาตรา 65 ตรี และหักได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม

กรณีหยุดใช้งานเป็นเวลานานมากหรือมีข้อเท็จจริงเฉพาะ

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินเป็นรายกรณี เนื่องจากคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรมีผลผูกพันเฉพาะกรณีที่หารือเท่านั้น

เครื่องจักรไม่ได้ใช้งานนาน ต้องตรวจสอบเรื่องการด้อยค่า (Impairment) ด้วยหรือไม่

ควรตรวจสอบ เพราะการไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานเป็นหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้การด้อยค่าที่มักพบในทางปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องการด้อยค่าของสินทรัพย์ (TAS36)

กิจการควรประเมินมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนเทียบกับมูลค่าตามบัญชี

หากมูลค่าตามบัญชีสูงกว่า ต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการคิดค่าเสื่อมราคาตามปกติที่ยังต้องดำเนินต่อไปตามปกติ

ก่อนที่ปัญหาเอกสารสูญหายหรือข้อมูลตัวเลขไม่ตรงกันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ลองเริ่มจากการทำความรู้จักแนวทางวางระบบบัญชีและภาษีของ A Plus Me