คำตอบสั้น ๆ คือ ต้องตีราคาสต๊อกสินค้าให้ต่ำกว่าทุนทันทีที่มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุนตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าล้าสมัย เสียหาย หรือราคาตลาดตกต่ำ เพื่อไม่ให้งบการเงินแสดงมูลค่าสต๊อกสูงเกินความเป็นจริง บทความนี้อธิบายหลักการ วิธีคำนวณ และตัวอย่างที่ SME เจอบ่อย

หลักการพื้นฐานของ TAS 2 สินค้าคงเหลือ

มาตรฐานการบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ กำหนดหลักการสำคัญว่า กิจการต้องวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วย ราคาทุน (Cost) หรือ มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realisable Value - NRV) แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า หลักการนี้เรียกว่า "Lower of Cost or NRV" ซึ่งเป็นการนำหลักความระมัดระวังทางบัญชีมาใช้ เพื่อไม่ให้กิจการแสดงมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินความเป็นจริงในงบการเงิน

สำหรับ SME ที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไปหรือผลิตสินค้า สต๊อกสินค้ามักเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดรายการหนึ่งในงบแสดงฐานะการเงิน หากไม่ทบทวนมูลค่าสต๊อกให้ถูกต้อง อาจทำให้กำไรที่รายงานสูงเกินจริง และเมื่อสินค้าขายไม่ได้จริงในภายหลัง ก็จะกระทบกำไรของปีถัดไปแบบไม่ทันตั้งตัว

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) คำนวณอย่างไร

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ หมายถึง ราคาขายโดยประมาณตามปกติของธุรกิจ หักด้วยต้นทุนโดยประมาณที่จำเป็นเพื่อให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมขาย และต้นทุนโดยประมาณที่จำเป็นในการขาย เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าขนส่ง หรือค่าโฆษณาส่งเสริมการขายเฉพาะรายการนั้น สูตรอย่างง่ายคือ

NRV = ราคาขายโดยประมาณ - ต้นทุนที่ต้องใช้เพื่อให้พร้อมขาย - ต้นทุนในการขาย

ข้อสำคัญคือ ราคาขายโดยประมาณต้องอ้างอิงจากสภาพตลาด ณ วันสิ้นงวดบัญชี ไม่ใช่ราคาที่กิจการตั้งใจจะขายในอดีต หากตลาดเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีสินค้ารุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ หรือลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ ราคาขายที่ประเมินได้จริงอาจต่ำกว่าราคาทุนที่ซื้อมา

สถานการณ์ที่มักทำให้ต้องตีราคาสต๊อกลดลง

  • สินค้าล้าสมัยหรือตกรุ่น: เช่น สินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสินค้าที่มีการเปลี่ยนเทรนด์เร็ว
  • สินค้าเสียหายหรือชำรุด: จากการเก็บรักษาไม่ดี น้ำท่วม ไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุระหว่างขนส่ง
  • สินค้าใกล้หมดอายุ: พบมากในธุรกิจอาหาร เครื่องสำอาง และยา ที่มีวันหมดอายุกำกับ
  • ราคาตลาดตกต่ำ: เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก หรือสินค้าที่คู่แข่งลดราคาแรงจนต้องปรับราคาขายตาม
  • ต้นทุนที่ต้องใช้เพิ่มเพื่อขายสินค้าสูงขึ้น: เช่น ต้องซ่อมแซมหรือแปรรูปเพิ่มก่อนขายได้

ตัวอย่างการคำนวณการตีราคาสต๊อกสินค้าต่ำกว่าทุน

สมมติร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งมีสต๊อกพัดลมรุ่นเก่าคงเหลือ ณ วันสิ้นปี จำนวน 100 เครื่อง ซื้อมาในราคาทุนเครื่องละ 1,200 บาท รวมต้นทุน 120,000 บาท แต่เนื่องจากมีรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ ทำให้ต้องลดราคาขายลงเหลือเครื่องละ 900 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการขาย (ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย) เครื่องละ 50 บาท

รายการจำนวนต่อหน่วย (บาท)รวม 100 เครื่อง (บาท)
ราคาทุน1,200120,000
ราคาขายโดยประมาณ90090,000
หัก ต้นทุนในการขาย (ค่าคอมมิชชั่น)505,000
มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV)85085,000
ผลขาดทุนจากการตีราคาสต๊อกลดลงที่ต้องบันทึก35035,000 (120,000 - 85,000)

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างประกอบหลักการเท่านั้น ราคาขายโดยประมาณและต้นทุนในการขายจริงควรประเมินจากข้อมูลตลาดปัจจุบันของแต่ละกิจการ*

การบันทึกบัญชีเมื่อต้องตีราคาสต๊อกลดลง

เมื่อพบว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับต่ำกว่าราคาทุน กิจการต้องบันทึกผลขาดทุนจากการตีราคาสต๊อกสินค้าลดลง โดยทั่วไปจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนของงวดที่เกิดรายการ (มักแสดงรวมอยู่ในต้นทุนขายหรือแยกเป็นรายการค่าใช้จ่ายต่างหาก ขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชีของกิจการ) และปรับลดมูลค่าสต๊อกสินค้าคงเหลือในงบแสดงฐานะการเงินให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ

ในงวดถัดไป หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ราคาขายกลับมาสูงขึ้น กิจการสามารถกลับรายการขาดทุนที่เคยบันทึกไว้ได้ แต่มูลค่าที่กลับรายการต้องไม่เกินราคาทุนเดิม เพราะมาตรฐานไม่อนุญาตให้แสดงมูลค่าสต๊อกสูงกว่าราคาทุนที่ซื้อมาจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ทบทวนมูลค่าสต๊อกทุกรอบปิดงบการเงิน: หลายกิจการนับสต๊อกแค่เพื่อยืนยันปริมาณ แต่ไม่ได้ประเมินว่าราคาขายจริงยังสูงกว่าทุนหรือไม่ ทำให้พลาดรายการที่ควรตีราคาลดลง
  • ใช้ราคาขายในอดีตแทนราคาขายปัจจุบัน: ทำให้ประเมิน NRV สูงเกินจริง โดยเฉพาะสินค้าที่ราคาตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว
  • ลืมหักต้นทุนในการขายออกจากราคาขายโดยประมาณ: เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าขนส่ง หรือค่าโฆษณาเฉพาะรายการ ทำให้ NRV ที่คำนวณได้สูงกว่าความเป็นจริง
  • ตีราคาสต๊อกลดลงโดยไม่มีเอกสารประกอบ: เช่น ไม่มีรายงานสภาพสินค้า รูปถ่ายสินค้าเสียหาย หรือข้อมูลราคาตลาดอ้างอิง ทำให้ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตหรือกรมสรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นรายจ่ายทางภาษี
  • สับสนระหว่างรายจ่ายทางบัญชีกับรายจ่ายทางภาษี: การตีราคาสต๊อกลดลงตามหลักบัญชีอาจไม่เท่ากับที่กรมสรรพากรยอมรับให้หักเป็นรายจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลเสมอไป ควรตรวจสอบเงื่อนไขและหลักฐานที่กรมสรรพากรกำหนดกับผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปยื่นภาษี

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ในการดูแลสต๊อกสินค้า

ผู้ประกอบการควรกำหนดให้มีการตรวจนับสต๊อกสินค้าและประเมินสภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้งก่อนปิดงบการเงิน และควรจัดกลุ่มสินค้าตามความเสี่ยง เช่น สินค้าที่หมุนเวียนช้า สินค้าใกล้หมดอายุ หรือสินค้าที่มีรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อให้ทบทวนมูลค่าได้ตรงจุดและไม่เสียเวลากับสินค้าที่ไม่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ควรเก็บหลักฐานประกอบการประเมินราคาขาย เช่น ใบเสนอราคาล่าสุด ราคาตลาดคู่แข่ง หรือรายงานสภาพสินค้า เพื่อสนับสนุนการตีราคาสต๊อกลดลงหากมีการตรวจสอบในภายหลัง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

การตีราคาสต๊อกสินค้าให้สอดคล้องกับความเป็นจริงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางบัญชี แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าสินค้ากลุ่มใดขายยากหรือมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ควรจัดทำรายงานสต๊อกสินค้าที่แยกตามอายุการเก็บรักษาและทบทวนร่วมกับผู้ทำบัญชีทุกรอบปิดงบ หากมีสต๊อกมูลค่าสูงที่มีข้อสงสัยเรื่องมูลค่าตลาด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อประเมินผลกระทบทั้งด้านงบการเงินและด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลไปพร้อมกัน

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง มาตรฐานบัญชี TAS 2 สต๊อกสินค้า: ตีราคาต่ำกว่าทุนเมื่อไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

TAS 2 กำหนดให้วัดมูลค่าสต๊อกสินค้าอย่างไร

มาตรฐาน TAS 2 กำหนดให้วัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับต่ำกว่าราคาทุน ต้องตีราคาสต๊อกลงให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับและบันทึกผลขาดทุนทันที

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) คำนวณจากอะไร

คำนวณจากราคาขายโดยประมาณตามสภาพตลาดปัจจุบัน หักด้วยต้นทุนโดยประมาณที่ต้องใช้เพื่อให้สินค้าพร้อมขาย และต้นทุนในการขาย เช่น ค่าคอมมิชชั่นหรือค่าขนส่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับจริงจากการขายสินค้านั้น

สินค้าล้าสมัยแต่ยังขายได้ราคาสูงกว่าทุน ต้องตีราคาลดลงหรือไม่

หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับยังสูงกว่าราคาทุน ไม่จำเป็นต้องตีราคาลดลง เพราะหลักการ TAS 2 เปรียบเทียบเฉพาะกรณีที่ NRV ต่ำกว่าทุนเท่านั้น แต่ควรทบทวนแนวโน้มราคาขายอย่างสม่ำเสมอเพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้เร็ว

หากตีราคาสต๊อกลดลงไปแล้ว ภายหลังราคาขายกลับมาสูงขึ้น ต้องทำอย่างไร

สามารถกลับรายการขาดทุนที่เคยบันทึกไว้ได้ในงวดที่สถานการณ์ดีขึ้น แต่มูลค่าที่ปรับกลับต้องไม่เกินราคาทุนเดิมของสินค้านั้น เพราะมาตรฐานไม่อนุญาตให้แสดงมูลค่าสต๊อกสูงกว่าราคาทุนที่ซื้อมาจริง

การตีราคาสต๊อกลดลงทางบัญชี ใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้เลยหรือไม่

ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะกรมสรรพากรอาจมีเงื่อนไขและหลักฐานเฉพาะสำหรับการรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษี เช่น ต้องมีการทำลายสินค้าจริงหรือมีหลักฐานยืนยันสภาพสินค้า ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปยื่นแบบ

SME ควรตรวจนับและประเมินมูลค่าสต๊อกบ่อยแค่ไหน

ควรตรวจนับอย่างน้อยปีละครั้งก่อนปิดงบการเงิน และสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สินค้าตามเทรนด์หรือสินค้าใกล้หมดอายุ ควรทบทวนบ่อยขึ้น เช่น ทุกไตรมาส เพื่อจับสัญญาณความเสี่ยงได้ทันเวลา

ต้องมีเอกสารอะไรประกอบการตีราคาสต๊อกสินค้าลดลง

ควรมีเอกสารสนับสนุน เช่น รายงานตรวจนับและสภาพสินค้า รูปถ่ายสินค้าเสียหายหรือล้าสมัย ใบเสนอราคาหรือข้อมูลราคาตลาดล่าสุด เพื่อยืนยันความสมเหตุสมผลของมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ และรองรับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีหรือกรมสรรพากร