คำตอบสั้นๆ คือ ผู้ให้บริการกายภาพบำบัดถึงบ้านต้องมีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดตามกฎหมายวิชาชีพก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเลือกรูปแบบการจดทะเบียนธุรกิจที่เหมาะสมและพิจารณาภาระ

VAT ตามเกณฑ์รายได้

บทความนี้สรุปทุกขั้นตอนสำหรับนักกายภาพบำบัดที่ต้องการเริ่มธุรกิจให้บริการถึงบ้าน

สารบัญบทความ
  1. ใบอนุญาตและคุณสมบัติที่ต้องมีก่อนเริ่มธุรกิจ
  2. รูปแบบการดำเนินธุรกิจ: ฟรีแลนซ์ หรือ จดทะเบียนนิติบุคคล
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): กายภาพบำบัดเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากโรงพยาบาลหรือองค์กร
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจกายภาพบำบัดถึงบ้าน
  6. การวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจนี้
  7. แนวทางปฏิบัติสำหรับนักกายภาพบำบัดที่ต้องการเริ่มธุรกิจ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ใบอนุญาตและคุณสมบัติที่ต้องมีก่อนเริ่มธุรกิจ

การให้บริการกายภาพบำบัดเป็นวิชาชีพที่ควบคุมโดยกฎหมายเฉพาะ ผู้ให้บริการต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดจากสภากายภาพบำบัด และหากให้บริการในลักษณะเปิดสถานพยาบาล

(มีสถานที่ตั้งประจำ)

ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย แต่หากเป็นการให้บริการถึงบ้านลูกค้าโดยไม่มีสถานที่ตั้งเป็นคลินิก

เงื่อนไขใบอนุญาตอาจแตกต่างออกไป

รายละเอียดเรื่องใบอนุญาตสถานพยาบาลสำหรับบริการถึงบ้านควรตรวจสอบกับกระทรวงสาธารณสุขหรือสภากายภาพบำบัดโดยตรง เนื่องจากเป็นประเด็นกฎหมายวิชาชีพเฉพาะทางที่แยกจากภาษี

รูปแบบการดำเนินธุรกิจ: ฟรีแลนซ์ หรือ จดทะเบียนนิติบุคคล

นักกายภาพบำบัดที่เริ่มให้บริการถึงบ้านส่วนใหญ่เริ่มต้นในรูปแบบผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ซึ่งมีข้อดีคือเริ่มต้นง่าย ไม่ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล

แต่เมื่อธุรกิจเติบโตและมีนักกายภาพบำบัดคนอื่นมาร่วมทีม

การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะช่วยได้ในหลายด้าน

  • สิทธิประโยชน์ภาษี SME: บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสียภาษี 15% และส่วนเกิน 3,000,000 บาทเสียภาษี 20% (ควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราปัจจุบันกับผู้เชี่ยวชาญก่อนวางแผน)
  • ความน่าเชื่อถือกับลูกค้าองค์กร: หากต้องการรับงานจากโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือบริษัทประกัน การมีนิติบุคคลรองรับช่วยให้การทำสัญญาและการวางบิลง่ายขึ้นมาก
  • การบริหารทีมนักกายภาพบำบัดหลายคน: ช่วยให้จัดการค่าตอบแทน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมได้อย่างเป็นระบบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): กายภาพบำบัดเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่นักกายภาพบำบัดต้องเข้าใจคือ การประกอบโรคศิลปะบางประเภทที่เป็นการรักษาพยาบาลอาจเข้าข่ายกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร

แต่การเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการให้บริการ ใบอนุญาตที่ถือครอง

และการตีความของกรมสรรพากรในแต่ละกรณี เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีรายละเอียดซับซ้อนและอาจแตกต่างกันตามรูปแบบธุรกิจ

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันสถานะการยกเว้น VAT ของธุรกิจตนเองก่อนตัดสินใจว่าจะจดทะเบียน

VAT หรือไม่

หากธุรกิจเข้าข่ายต้องเสีย VAT (ไม่ได้รับยกเว้น) และมีรายได้รวมทั้งปีเกิน 1,800,000 บาท จะมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า

ซึ่งอาจกระทบต่อราคาบริการที่แข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่นได้ จึงควรวางแผนล่วงหน้า

ตัวอย่างโครงสร้างรายได้ของธุรกิจกายภาพบำบัดถึงบ้าน

รายการจำนวนครั้งต่อเดือนค่าบริการต่อครั้ง (บาท)รายได้ต่อเดือน (บาท)
บริการกายภาพบำบัดถึงบ้าน60 ครั้ง1,20072,000
แพ็กเกจดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด (5 ครั้ง)10 แพ็กเกจ5,50055,000
รวมรายได้ต่อเดือน127,000

จากตัวอย่างนี้ รายได้ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 1,524,000 บาท ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท แต่หากธุรกิจขยายทีมและรับงานเพิ่มขึ้น ควรติดตามยอดสะสมทุกเดือนเพื่อเตรียมพร้อมจด VAT

หากถึงเกณฑ์

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากโรงพยาบาลหรือองค์กร

เมื่อนักกายภาพบำบัดรับงานจากโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือบริษัทประกันในลักษณะรับจ้างให้บริการ ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินตามประเภทเงินได้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายทุกครั้งเพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีเงินได้ประจำปี อัตราการหักภาษี ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องสำหรับบริการวิชาชีพเฉพาะทางควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

เพราะอาจแตกต่างกันตามลักษณะสัญญาและประเภทผู้ว่าจ้าง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจกายภาพบำบัดถึงบ้าน

  • ไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าบริการของตนเข้าข่ายยกเว้น VAT หรือไม่ ทำให้เก็บ VAT ผิดพลาดหรือไม่จดทะเบียนทั้งที่ควรจด
  • ไม่ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้าง ทำให้ไม่มีหลักฐานขอเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีประจำปี
  • ไม่แยกบัญชีรายรับตามประเภทบริการ ทำให้วิเคราะห์ความคุ้มค่าของแต่ละแพ็กเกจไม่ได้
  • ให้บริการโดยไม่มีสัญญาหรือใบยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายวิชาชีพและการเก็บเงินค่าบริการ
  • ไม่บันทึกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปบ้านลูกค้า เช่น ค่าน้ำมัน ค่าอุปกรณ์ ทำให้เสียโอกาสหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี

การวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจนี้

เนื่องจากธุรกิจกายภาพบำบัดถึงบ้านมักมีรายรับกระจายจากหลายแหล่ง ทั้งลูกค้ารายบุคคล โรงพยาบาล และบริษัทประกัน ควรตั้งรหัสบัญชีแยกตามแหล่งที่มาของรายได้

พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าอุปกรณ์กายภาพบำบัด ค่าเดินทาง

ค่าเบี้ยประกันวิชาชีพ เพื่อให้เห็นกำไรที่แท้จริงของแต่ละช่องทาง และช่วยให้การยื่นภาษีประจำปีถูกต้องครบถ้วน

แนวทางปฏิบัติสำหรับนักกายภาพบำบัดที่ต้องการเริ่มธุรกิจ

  • ตรวจสอบใบอนุญาตวิชาชีพและใบอนุญาตสถานพยาบาล (หากจำเป็น) กับสภากายภาพบำบัดและกระทรวงสาธารณสุขก่อนเริ่มธุรกิจ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันว่าธุรกิจเข้าข่ายยกเว้น VAT หรือไม่
  • ติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือนเพื่อประเมินความจำเป็นในการจด VAT
  • ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับงานจากองค์กร
  • เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้หักภาษีได้อย่างถูกต้อง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ให้บริการกายภาพบำบัดถึงบ้านต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง

ต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดจากสภากายภาพบำบัดเป็นพื้นฐาน และหากมีสถานที่ตั้งเป็นคลินิกอาจต้องขอใบอนุญาตสถานพยาบาลเพิ่มเติม

ควรตรวจสอบรายละเอียดกับกระทรวงสาธารณสุขก่อนเริ่มธุรกิจ

บริการกายภาพบำบัดได้รับยกเว้น VAT หรือไม่

การประกอบโรคศิลปะบางประเภทที่เป็นการรักษาพยาบาลอาจเข้าข่ายยกเว้น VAT แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะบริการและการตีความของกรมสรรพากร

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันสถานะของธุรกิจตนเอง

ควรเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบฟรีแลนซ์หรือจดทะเบียนนิติบุคคล

หากเพิ่งเริ่มต้นและทำงานคนเดียว การเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระสะดวกกว่า แต่เมื่อมีทีมนักกายภาพบำบัดหลายคนและต้องการรับงานจากองค์กรใหญ่

ควรพิจารณาจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อความน่าเชื่อถือและสิทธิประโยชน์ภาษี SME

รับงานจากโรงพยาบาลต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ใช่ โดยทั่วไปผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินค่าบริการ ควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งเพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นภาษีประจำปี

ค่าเดินทางไปบ้านลูกค้านำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่

ได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโดยตรงและมีหลักฐานประกอบครบถ้วน เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันหรือบันทึกระยะทาง ควรเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบทุกครั้ง

หากมีรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT ต้องจดทะเบียนธุรกิจหรือไม่

แม้ไม่ถึงเกณฑ์ VAT แต่ยังคงมีหน้าที่นำรายได้มายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามรูปแบบที่ดำเนินการ

การจดทะเบียนธุรกิจให้ถูกต้องตั้งแต่แรกช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว

หากไม่แน่ใจว่าธุรกิจตนเองต้องเสีย VAT หรือไม่ ควรทำอย่างไร

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะการยกเว้น VAT ของธุรกิจ ก่อนตัดสินใจว่าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่

เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้