คอร์สสอนทำขนมอบและเบเกอรี่สำหรับผู้เริ่มต้นเป็นธุรกิจที่กำลังนิยมในกลุ่มคนอยากเปิดร้านเบเกอรี่เป็นอาชีพเสริม รายได้หลักมาจากค่าคอร์สเรียนที่มักขายเป็นแพ็กเกจล่วงหน้า

ส่วนต้นทุนหลักคือวัตถุดิบเบเกอรี่ที่มีทั้งของสดและของที่เก็บได้นาน

การบันทึกบัญชีให้ถูกต้องช่วยให้เห็นกำไรที่แท้จริงและวางแผนภาษีได้เหมาะสม

สารบัญบทความ
  1. ลักษณะเฉพาะของธุรกิจสอนทำขนมอบสำหรับผู้เริ่มต้น
  2. วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค่าคอร์ส
  3. การคำนวณต้นทุนวัตถุดิบเบเกอรี่ต่อคลาส
  4. ตารางตัวอย่างต้นทุนต่อคลาสทำขนมปัง
  5. ภาษีที่เกี่ยวข้องกับคอร์สสอนทำขนมอบ
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. การขายชุดเบเกอรี่พร้อมสอนออนไลน์ (Kit + Video Class)
  10. การจัดการวัตถุดิบคงเหลือระหว่างรอบคอร์ส
  11. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ลักษณะเฉพาะของธุรกิจสอนทำขนมอบสำหรับผู้เริ่มต้น

คอร์สสอนทำขนมอบและเบเกอรี่สำหรับผู้เริ่มต้นมักจัดในรูปแบบคลาสเดี่ยวจบในวันเดียว หรือคอร์สชุดหลายครั้งต่อเนื่องเพื่อสอนตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง เช่น คอร์สทำขนมปัง 3

ครั้ง หรือคอร์สทำเค้ก 5 ครั้ง

ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ที่อยากทำเป็นอาชีพเสริมหรือเปิดร้านของตัวเอง ทำให้ผู้สอนมักขายพ่วงกับการให้คำปรึกษาสูตรและการตั้งราคาขายด้วย

ต้นทุนของธุรกิจนี้มีลักษณะผสมระหว่างวัตถุดิบที่ผันผวนตามราคาตลาด เช่น เนย ไข่ นม และวัตถุดิบที่ราคาค่อนข้างคงที่ เช่น แป้ง น้ำตาล ยีสต์

การคำนวณต้นทุนจึงต้องแยกพิจารณาทั้งสองกลุ่มเพื่อตั้งราคาคอร์สที่เหมาะสมและไม่ขาดทุนเมื่อราคาวัตถุดิบสดปรับขึ้น

วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค่าคอร์ส

เมื่อขายคอร์สชุด เงินที่รับมาล่วงหน้าต้องบันทึกเป็น รายได้รับล่วงหน้า ในหมวดหนี้สินก่อน แล้วทยอยโอนเป็นรายได้เมื่อสอนแต่ละครั้งเสร็จสิ้น ตัวอย่างเช่น คอร์สทำขนมปัง 3 ครั้ง ราคา

6,000 บาท ควรรับรู้รายได้ครั้งละ 2,000

บาทเมื่อสอนจบแต่ละครั้ง ไม่ใช่รับรู้ทั้งก้อน 6,000 บาททันทีที่ผู้เรียนชำระเงิน

สำหรับคอร์สเดี่ยวจบในวันเดียว การรับรู้รายได้ทำได้ง่ายกว่าคือรับรู้ทันทีเมื่อสอนจบในวันนั้น แต่หากมีการรับจองล่วงหน้าหลายวันก่อนวันสอนจริง

เงินที่รับจองไว้ก่อนควรบันทึกเป็นเงินมัดจำหรือรายได้รับล่วงหน้าจนกว่าจะถึงวันสอนจริง

การคำนวณต้นทุนวัตถุดิบเบเกอรี่ต่อคลาส

ต้นทุนวัตถุดิบเป็นหัวใจสำคัญของการตั้งราคาคอร์สให้ได้กำไร ควรจัดทำระบบคำนวณดังนี้

  • จัดทำสูตรมาตรฐานทุกเมนู: ระบุปริมาณแป้ง เนย ไข่ นม และวัตถุดิบอื่นต่อผู้เรียนหนึ่งคนอย่างชัดเจน
  • แยกวัตถุดิบสดกับวัตถุดิบแห้ง: วัตถุดิบสดอย่างเนยและไข่ควรอัปเดตราคาบ่อยกว่าวัตถุดิบแห้งอย่างแป้งและน้ำตาลที่ราคาค่อนข้างคงที่
  • เผื่อของเสียจากการฝึกทำของมือใหม่: ผู้เรียนมือใหม่มักทำแป้งเสียหรือขนมไหม้ ควรเผื่อต้นทุนวัตถุดิบสำรองประมาณ 15-20% ซึ่งสูงกว่าคอร์สทำอาหารทั่วไปเล็กน้อยเพราะเบเกอรี่มีขั้นตอนที่ผิดพลาดง่ายกว่า
  • คิดค่าบรรจุภัณฑ์สำหรับห่อกลับบ้าน: ผู้เรียนมักได้นำขนมที่ทำเองกลับบ้าน ต้องคิดกล่องบรรจุภัณฑ์เข้าไปในต้นทุนด้วย

ตารางตัวอย่างต้นทุนต่อคลาสทำขนมปัง

รายการจำนวนเงินต่อคน (บาท)
วัตถุดิบตามสูตรมาตรฐาน (แป้ง เนย ไข่ ยีสต์)180
วัตถุดิบสำรอง/ของเสียจากการฝึกทำ (18%)32
ค่าไฟ/แก๊สเตาอบเฉลี่ยต่อคน25
ค่าเสื่อมอุปกรณ์อบขนมเฉลี่ยต่อคน20
ค่าบรรจุภัณฑ์ห่อกลับบ้าน15
รวมต้นทุนต่อคน272
ราคาคอร์สที่ควรตั้ง (รวมค่าสอนและกำไร)800-1,000

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับคอร์สสอนทำขนมอบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

คอร์สสอนทำขนมอบไม่เข้าข่ายบริการด้านการศึกษาที่ได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย เพราะไม่ใช่หลักสูตรการศึกษาในระบบที่ได้รับการรับรอง ดังนั้นเมื่อรายได้รวมของกิจการเกิน 1.8

ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT อัตรา 7%

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน) จากค่าคอร์สและรายได้อื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การขายชุดอุปกรณ์อบขนมหรือสูตรลับที่จำหน่ายเพิ่มเติม

ภาษีเงินได้

ผู้สอนที่ดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต้องนำรายได้ค่าสอนมารวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ส่วนกรณีจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและเข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5

ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี)

จะได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได คือกำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วน 300,001-3,000,000 บาทเสีย 15% และส่วนที่เกินเสีย 20%

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับขนาดรายได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • บันทึกเงินค่าคอร์สชุดทั้งก้อนเป็นรายได้ทันทีที่รับเงิน: ทำให้งบกำไรขาดทุนรายเดือนไม่สะท้อนผลประกอบการจริง
  • ไม่แยกอัปเดตราคาวัตถุดิบสดกับวัตถุดิบแห้ง: ทำให้ต้นทุนคลาดเคลื่อนเมื่อราคาเนยหรือไข่ปรับขึ้นกะทันหัน
  • ไม่เผื่อต้นทุนของเสียจากการฝึกทำของผู้เรียนมือใหม่: ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้ในการตั้งราคาคอร์ส
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมเพื่อดูเกณฑ์ VAT: เสี่ยงพลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนเมื่อรายได้รวมทุกคอร์สเกินเกณฑ์

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติผู้สอนเปิดคอร์สทำเค้ก 5 ครั้ง ราคา 10,000 บาทต่อคน มีผู้เรียนสมัคร 8 คนในรอบเดือนนั้น รวมเงินรับ 80,000 บาท หากบันทึกทั้งหมดเป็นรายได้ทันที

เดือนแรกจะดูเหมือนกำไรสูงผิดปกติ ทั้งที่ยังต้องสอนอีก 4 ครั้งในเดือนถัดไป

ผู้สอนจึงควรบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้าและทยอยรับรู้ครั้งละ 2,000 บาทต่อคนตามจำนวนครั้งที่สอนจริง

พร้อมคำนวณต้นทุนวัตถุดิบแต่ละครั้งแยกกันเพราะแต่ละครั้งอาจสอนเค้กคนละแบบที่ใช้วัตถุดิบไม่เท่ากัน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้สอนควรจัดทำสูตรมาตรฐานทุกเมนูพร้อมต้นทุนที่อัปเดตสม่ำเสมอ แยกอัปเดตราคาวัตถุดิบสดกับวัตถุดิบแห้ง เผื่อต้นทุนของเสียจากการฝึกทำให้เหมาะสม

บันทึกรายได้ค่าคอร์สชุดเป็นรายได้รับล่วงหน้าและทยอยรับรู้ตามจำนวนครั้งที่สอนจริง

พร้อมติดตามยอดรายได้รวมทุกเดือนเพื่อประเมินภาระ VAT หากไม่มั่นใจเรื่องการคำนวณต้นทุนหรือภาษีที่เกี่ยวข้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก่อนเปิดคอร์สใหม่หรือขยายไปสอนออนไลน์

การขายชุดเบเกอรี่พร้อมสอนออนไลน์ (Kit + Video Class)

ผู้สอนหลายรายเริ่มขยายจากคลาสสอนสดในสถานที่ไปสู่รูปแบบส่งชุดวัตถุดิบพร้อมวิดีโอสอนออนไลน์ให้ผู้เรียนทำเองที่บ้าน รายได้ประเภทนี้ต้องแยกพิจารณาเป็นสองส่วนคือ

รายได้จากการขายชุดวัตถุดิบ (Kit) ซึ่งถือเป็นการขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT

ตามเกณฑ์ปกติ และรายได้ค่าคอร์สวิดีโอซึ่งเป็นการให้บริการ ทั้งสองส่วนควรบันทึกแยกหมวดกันในระบบบัญชี รวมถึงต้นทุนค่าจัดส่งชุดวัตถุดิบที่ต้องคิดรวมเข้าไปในราคาขายด้วย

เพราะค่าขนส่งวัตถุดิบสดมีต้นทุนที่แตกต่างจากการขายคอร์สในสถานที่อย่างชัดเจน

การจัดการวัตถุดิบคงเหลือระหว่างรอบคอร์ส

เนื่องจากวัตถุดิบเบเกอรี่หลายชนิดอย่างเนยและนมมีอายุการเก็บรักษาสั้น ผู้สอนควรวางแผนสั่งซื้อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เรียนที่ยืนยันแล้วในแต่ละรอบ

ไม่ควรสั่งซื้อล่วงหน้าจำนวนมากเกินไปเพียงเพื่อประหยัดต้นทุนต่อหน่วย

เพราะหากวัตถุดิบเสียหรือหมดอายุก่อนใช้งาน จะกลายเป็นต้นทุนสูญเปล่าที่กระทบกำไรโดยตรง ควรบันทึกมูลค่าวัตถุดิบที่เสียหายแยกเป็นค่าใช้จ่ายต่างหากจากต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้สอนจริง

เพื่อให้เห็นภาพการบริหารสต๊อกที่ชัดเจนและนำไปปรับปรุงการสั่งซื้อในรอบถัดไป

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าคอร์สทำขนมอบที่ขายเป็นชุดล่วงหน้าควรบันทึกเป็นรายได้ทันทีหรือไม่?

ไม่ควรบันทึกทั้งหมดเป็นรายได้ทันที ควรบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้าก่อน แล้วทยอยรับรู้เป็นรายได้ตามจำนวนครั้งที่สอนจริงในแต่ละคลาส เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

คอร์สสอนทำขนมอบต้องเสีย VAT หรือไม่?

ต้องเสีย เพราะไม่เข้าข่ายบริการด้านการศึกษาที่ได้รับยกเว้น VAT หากรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT ตามอัตราที่กำหนด

ทำไมต้องเผื่อต้นทุนของเสียจากการฝึกทำในคอร์สเบเกอรี่มากกว่าคอร์สทำอาหารทั่วไป?

เพราะขั้นตอนการทำเบเกอรี่ เช่น การนวดแป้งหรือควบคุมอุณหภูมิเตาอบ มีโอกาสผิดพลาดง่ายกว่า ผู้เรียนมือใหม่มักทำแป้งเสียหรือขนมไหม้บ่อยกว่าคอร์สทำอาหารทั่วไป

จึงควรเผื่อต้นทุนสำรองสูงขึ้น

ควรแยกอัปเดตราคาวัตถุดิบสดกับวัตถุดิบแห้งอย่างไร?

วัตถุดิบสดอย่างเนยและไข่ควรอัปเดตราคาบ่อยครั้งเพราะผันผวนตามตลาด ส่วนวัตถุดิบแห้งอย่างแป้งและน้ำตาลมีราคาค่อนข้างคงที่ สามารถทบทวนราคาห่างขึ้นได้ เช่น ทุกไตรมาส

รายได้จากการขายชุดอุปกรณ์อบขนมควรบันทึกอย่างไร?

ควรแยกบันทึกเป็นรายได้จากการขายสินค้า ไม่ปะปนกับรายได้ค่าคอร์สเรียน เพื่อให้วิเคราะห์กำไรแต่ละส่วนของธุรกิจได้ชัดเจนและคำนวณภาษีได้ถูกต้อง

ผู้สอนทำขนมอบในนามบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีอย่างไร?

ต้องนำรายได้ค่าสอนมารวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี และหากรายได้เข้าเกณฑ์ VAT ต้องจดทะเบียนและยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนเพิ่มเติมด้วย

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้