ธุรกิจจัดบ้านหรือ Home Organizer ที่รับค่าบริการจัดระเบียบบ้านและอาจขายอุปกรณ์จัดเก็บของควบคู่กัน ต้องแยกรายได้ค่าบริการกับรายได้จากการขายสินค้าให้ชัดเจน เพื่อคำนวณภาษีได้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างรายได้ของธุรกิจจัดบ้าน (Home Organizer)
  2. รายได้ค่าบริการจัดบ้านจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
  3. การขายสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  4. การจ้างทีมงานผู้ช่วยจัดบ้าน
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ของธุรกิจจัดบ้าน
  8. ควรจดทะเบียนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างรายได้ของธุรกิจจัดบ้าน (Home Organizer)

ธุรกิจจัดบ้านหรือ Home Organizer มักมีรายได้จากสองส่วนหลักที่มีลักษณะทางภาษีต่างกัน ได้แก่ รายได้ค่าบริการจัดระเบียบบ้าน (Service Fee) ที่คิดตามชั่วโมงหรือรายพื้นที่

และรายได้จากการขายอุปกรณ์จัดเก็บของ เช่น กล่องเก็บของ ตะกร้า ป้ายติดฉลาก

หรือชั้นวางที่ขายควบคู่กับบริการ นอกจากนี้บางรายยังมีรายได้จากการรับจัดฝึกอบรมออนไลน์หรือขายคอร์สสอนจัดบ้านด้วยตนเอง

การแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นช่วยให้บันทึกบัญชีและคำนวณภาษีได้ถูกต้อง

รายได้ค่าบริการจัดบ้านจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

หากประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา รายได้ค่าบริการจัดระเบียบบ้านมักเข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะการรับจ้างทำของหรือให้บริการ

ต้องนำรายได้ทั้งปีมายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากประกอบธุรกิจในนามนิติบุคคล

รายได้ทั้งหมดต้องนำมาบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ โดยไม่ว่าจะจดทะเบียนแบบใด

การขายสินค้าอุปกรณ์จัดเก็บของควบคู่กับบริการควรแยกรายการรายได้และต้นทุนสินค้าให้ชัดเจน เพื่อคำนวณกำไรจากแต่ละส่วนได้ถูกต้อง

แยกบันทึกให้ชัดใน 2 รายการ

รายได้ค่าบริการจัดระเบียบ (แรงงาน+ความรู้) และรายได้จากการขายสินค้า (กล่อง ตะกร้า ชั้นวาง) ควรมีรหัสบัญชีแยกกัน เพื่อให้เห็นกำไรขั้นต้นของแต่ละส่วนชัดเจนและวางแผนราคาขายได้แม่นยำ

การขายสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เมื่อธุรกิจจัดบ้านมีรายได้รวมทั้งปีจากทั้งค่าบริการและการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

และต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าทุกงานหลังจากนั้น

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) ธุรกิจที่ขายอุปกรณ์จัดเก็บของราคาสูงหรือรับงานจัดบ้านบ้านหลังใหญ่บ่อยครั้ง

ควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาสเพื่อวางแผนจดทะเบียนก่อนถึงเกณฑ์บังคับ

รายการลักษณะภาษีหมายเหตุ
ค่าบริการจัดระเบียบบ้านPIT มาตรา 40(8) หรือ CITแยกจากรายได้ขายสินค้า
ขายกล่อง/ตะกร้า/ชั้นวางรายได้จากการขายสินค้าบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลือ
รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปีต้องจด VATยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

การจ้างทีมงานผู้ช่วยจัดบ้าน

ธุรกิจจัดบ้านที่รับงานพร้อมกันหลายบ้านมักต้องจ้างทีมงานผู้ช่วยเพิ่มเติม หากผู้ช่วยเป็นฟรีแลนซ์หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงานประจำ เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ค่าจ้างทำของก่อนจ่ายค่าตอบแทน

และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ทุกครั้ง อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายเงิน หากมีการจ้างพนักงานประจำ

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าของเงินเดือนแทน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติธุรกิจ Home Organizer รับงานจัดบ้านหลังหนึ่ง คิดค่าบริการ 25,000 บาทสำหรับ 3 วันทำงาน และลูกค้าสั่งซื้ออุปกรณ์จัดเก็บของเพิ่มเติมอีก 15,000 บาท รวมมูลค่างานทั้งหมด 40,000

บาท เจ้าของธุรกิจควรบันทึกรายได้ค่าบริการ 25,000

บาทแยกจากรายได้ขายสินค้า 15,000 บาท พร้อมบันทึกต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ และหากจ้างผู้ช่วยจัดบ้านมาร่วมงาน 2 คน ค่าจ้างละ 3,000 บาท ต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดก่อนจ่ายเงินให้ผู้ช่วยแต่ละคน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่แยกรายได้ค่าบริการกับรายได้จากการขายสินค้า ทำให้คำนวณกำไรแต่ละส่วนไม่ชัดเจนและตั้งราคาผิดพลาด
  • ไม่บันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลือ (กล่อง ตะกร้า ชั้นวาง) ทำให้คำนวณกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าคลาดเคลื่อน
  • ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ้างผู้ช่วยฟรีแลนซ์มาร่วมงาน โดยเฉพาะที่จ่ายเป็นเงินสด
  • ลืมประเมินรายได้สะสมทั้งปีจากทั้งค่าบริการและการขายสินค้า ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเดินทางหรือค่าซื้อสินค้ามาขายต่อ ทำให้ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเมื่อคุ้มค่ากว่าการหักเหมา

ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ของธุรกิจจัดบ้าน

ธุรกิจจัดบ้านมีค่าใช้จ่ายเฉพาะทางหลายรายการที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากมีหลักฐานถูกต้องครบถ้วน เช่น ค่าเดินทางไปหน้างานลูกค้า

ค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์จัดเก็บของมาขายต่อ ค่าจ้างผู้ช่วยจัดบ้าน

ค่าการตลาดและโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และค่าอบรมพัฒนาทักษะจัดระเบียบเพิ่มเติม เจ้าของธุรกิจควรเก็บใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีของค่าใช้จ่ายทุกรายการอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้สำนักงานบัญชีนำไปคำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิได้อย่างถูกต้อง

ควรจดทะเบียนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

เจ้าของธุรกิจจัดบ้านจำนวนมากเริ่มต้นในนามบุคคลธรรมดา รับงานเป็นรายบุคคลหรือทีมเล็กๆ เมื่อรายได้เติบโตและเริ่มมีการขายสินค้าควบคู่กับบริการในปริมาณมาก

การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ตามจริงและมีโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ที่ชัดเจน (กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วน 300,001-3,000,000 บาท

อัตรา 15% ส่วนเกิน 3,000,000 บาท อัตรา 20%

ภายใต้เงื่อนไขทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อคำนวณเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสถานะกิจการ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของธุรกิจจัดบ้านควรเริ่มจากการวางระบบบัญชีแยกรายได้ค่าบริการกับรายได้ขายสินค้าตั้งแต่วันแรก พร้อมบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างสม่ำเสมอ

ควรเก็บเอกสารประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ช่วยจัดบ้านทุกคนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การหักภาษี ณ

ที่จ่ายทำได้ถูกต้องในวันจ่ายเงินจริง หากไม่แน่ใจเรื่องเกณฑ์ VAT หรือรูปแบบการจดทะเบียนที่เหมาะสม ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีก่อนขยายธุรกิจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รายได้ค่าบริการจัดบ้านกับรายได้ขายสินค้าต้องแยกบันทึกไหม

ควรแยกบันทึกให้ชัดเจน เพราะทั้งสองส่วนมีต้นทุนและวิธีคำนวณกำไรต่างกัน การแยกบันทึกช่วยให้ตั้งราคาบริการและราคาสินค้าได้แม่นยำและคำนวณภาษีถูกต้องครบถ้วน

ธุรกิจจัดบ้านต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมทั้งปีจากทั้งค่าบริการและการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

จ้างผู้ช่วยฟรีแลนซ์มาร่วมงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ค่าจ้างทำของ และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้ช่วยทุกครั้งที่จ่ายเงิน อัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ควรจดทะเบียนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดีกว่ากัน

ขึ้นอยู่กับขนาดรายได้และปริมาณการขายสินค้าควบคู่กับบริการ เมื่อรายได้เติบโตมากขึ้นการจดนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำนวณเปรียบเทียบ

ต้นทุนสินค้าคงเหลือ เช่น กล่องเก็บของ ต้องบันทึกอย่างไร

ควรบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือในงบการเงินและตัดต้นทุนเมื่อขายออกไปจริง เพื่อคำนวณกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าได้ถูกต้องแม่นยำ

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหน้างานลูกค้าหักภาษีได้หรือไม่

หักได้หากมีหลักฐานค่าใช้จ่ายถูกต้องครบถ้วน เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันหรือค่าขนส่ง ควรเก็บเอกสารทุกรายการอย่างเป็นระบบเพื่อใช้คำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิ

ต้องยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง

หากเป็นบุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปี หากเป็นนิติบุคคลต้องยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ตามรอบบัญชี ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม