ธุรกิจจัดบ้านหรือ Home Organizer ที่รับค่าบริการจัดระเบียบบ้านและอาจขายอุปกรณ์จัดเก็บของควบคู่กัน ต้องแยกรายได้ค่าบริการกับรายได้จากการขายสินค้าให้ชัดเจน เพื่อคำนวณภาษีได้ถูกต้อง
สารบัญบทความ
- โครงสร้างรายได้ของธุรกิจจัดบ้าน (Home Organizer)
- รายได้ค่าบริการจัดบ้านจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
- การขายสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- การจ้างทีมงานผู้ช่วยจัดบ้าน
- ตัวอย่างสถานการณ์จริง
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ของธุรกิจจัดบ้าน
- ควรจดทะเบียนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
โครงสร้างรายได้ของธุรกิจจัดบ้าน (Home Organizer)
ธุรกิจจัดบ้านหรือ Home Organizer มักมีรายได้จากสองส่วนหลักที่มีลักษณะทางภาษีต่างกัน ได้แก่ รายได้ค่าบริการจัดระเบียบบ้าน (Service Fee) ที่คิดตามชั่วโมงหรือรายพื้นที่
และรายได้จากการขายอุปกรณ์จัดเก็บของ เช่น กล่องเก็บของ ตะกร้า ป้ายติดฉลาก
หรือชั้นวางที่ขายควบคู่กับบริการ นอกจากนี้บางรายยังมีรายได้จากการรับจัดฝึกอบรมออนไลน์หรือขายคอร์สสอนจัดบ้านด้วยตนเอง
การแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นช่วยให้บันทึกบัญชีและคำนวณภาษีได้ถูกต้อง
รายได้ค่าบริการจัดบ้านจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
หากประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา รายได้ค่าบริการจัดระเบียบบ้านมักเข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะการรับจ้างทำของหรือให้บริการ
ต้องนำรายได้ทั้งปีมายื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากประกอบธุรกิจในนามนิติบุคคล
รายได้ทั้งหมดต้องนำมาบันทึกบัญชีและคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ โดยไม่ว่าจะจดทะเบียนแบบใด
การขายสินค้าอุปกรณ์จัดเก็บของควบคู่กับบริการควรแยกรายการรายได้และต้นทุนสินค้าให้ชัดเจน เพื่อคำนวณกำไรจากแต่ละส่วนได้ถูกต้อง
แยกบันทึกให้ชัดใน 2 รายการ
รายได้ค่าบริการจัดระเบียบ (แรงงาน+ความรู้) และรายได้จากการขายสินค้า (กล่อง ตะกร้า ชั้นวาง) ควรมีรหัสบัญชีแยกกัน เพื่อให้เห็นกำไรขั้นต้นของแต่ละส่วนชัดเจนและวางแผนราคาขายได้แม่นยำ
การขายสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
เมื่อธุรกิจจัดบ้านมีรายได้รวมทั้งปีจากทั้งค่าบริการและการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
และต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าทุกงานหลังจากนั้น
(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) ธุรกิจที่ขายอุปกรณ์จัดเก็บของราคาสูงหรือรับงานจัดบ้านบ้านหลังใหญ่บ่อยครั้ง
ควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาสเพื่อวางแผนจดทะเบียนก่อนถึงเกณฑ์บังคับ
| รายการ | ลักษณะภาษี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ค่าบริการจัดระเบียบบ้าน | PIT มาตรา 40(8) หรือ CIT | แยกจากรายได้ขายสินค้า |
| ขายกล่อง/ตะกร้า/ชั้นวาง | รายได้จากการขายสินค้า | บันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลือ |
| รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี | ต้องจด VAT | ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน |
การจ้างทีมงานผู้ช่วยจัดบ้าน
ธุรกิจจัดบ้านที่รับงานพร้อมกันหลายบ้านมักต้องจ้างทีมงานผู้ช่วยเพิ่มเติม หากผู้ช่วยเป็นฟรีแลนซ์หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงานประจำ เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่หักภาษี ณ
ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ค่าจ้างทำของก่อนจ่ายค่าตอบแทน
และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ทุกครั้ง อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายเงิน หากมีการจ้างพนักงานประจำ
ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าของเงินเดือนแทน
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติธุรกิจ Home Organizer รับงานจัดบ้านหลังหนึ่ง คิดค่าบริการ 25,000 บาทสำหรับ 3 วันทำงาน และลูกค้าสั่งซื้ออุปกรณ์จัดเก็บของเพิ่มเติมอีก 15,000 บาท รวมมูลค่างานทั้งหมด 40,000
บาท เจ้าของธุรกิจควรบันทึกรายได้ค่าบริการ 25,000
บาทแยกจากรายได้ขายสินค้า 15,000 บาท พร้อมบันทึกต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ และหากจ้างผู้ช่วยจัดบ้านมาร่วมงาน 2 คน ค่าจ้างละ 3,000 บาท ต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดก่อนจ่ายเงินให้ผู้ช่วยแต่ละคน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่แยกรายได้ค่าบริการกับรายได้จากการขายสินค้า ทำให้คำนวณกำไรแต่ละส่วนไม่ชัดเจนและตั้งราคาผิดพลาด
- ไม่บันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลือ (กล่อง ตะกร้า ชั้นวาง) ทำให้คำนวณกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าคลาดเคลื่อน
- ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ้างผู้ช่วยฟรีแลนซ์มาร่วมงาน โดยเฉพาะที่จ่ายเป็นเงินสด
- ลืมประเมินรายได้สะสมทั้งปีจากทั้งค่าบริการและการขายสินค้า ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT
- ไม่เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเดินทางหรือค่าซื้อสินค้ามาขายต่อ ทำให้ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเมื่อคุ้มค่ากว่าการหักเหมา
ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ของธุรกิจจัดบ้าน
ธุรกิจจัดบ้านมีค่าใช้จ่ายเฉพาะทางหลายรายการที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากมีหลักฐานถูกต้องครบถ้วน เช่น ค่าเดินทางไปหน้างานลูกค้า
ค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์จัดเก็บของมาขายต่อ ค่าจ้างผู้ช่วยจัดบ้าน
ค่าการตลาดและโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และค่าอบรมพัฒนาทักษะจัดระเบียบเพิ่มเติม เจ้าของธุรกิจควรเก็บใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีของค่าใช้จ่ายทุกรายการอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้สำนักงานบัญชีนำไปคำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิได้อย่างถูกต้อง
ควรจดทะเบียนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
เจ้าของธุรกิจจัดบ้านจำนวนมากเริ่มต้นในนามบุคคลธรรมดา รับงานเป็นรายบุคคลหรือทีมเล็กๆ เมื่อรายได้เติบโตและเริ่มมีการขายสินค้าควบคู่กับบริการในปริมาณมาก
การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ตามจริงและมีโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ที่ชัดเจน (กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วน 300,001-3,000,000 บาท
อัตรา 15% ส่วนเกิน 3,000,000 บาท อัตรา 20%
ภายใต้เงื่อนไขทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อคำนวณเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสถานะกิจการ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
เจ้าของธุรกิจจัดบ้านควรเริ่มจากการวางระบบบัญชีแยกรายได้ค่าบริการกับรายได้ขายสินค้าตั้งแต่วันแรก พร้อมบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างสม่ำเสมอ
ควรเก็บเอกสารประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ช่วยจัดบ้านทุกคนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การหักภาษี ณ
ที่จ่ายทำได้ถูกต้องในวันจ่ายเงินจริง หากไม่แน่ใจเรื่องเกณฑ์ VAT หรือรูปแบบการจดทะเบียนที่เหมาะสม ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีก่อนขยายธุรกิจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รายได้ค่าบริการจัดบ้านกับรายได้ขายสินค้าต้องแยกบันทึกไหม
ควรแยกบันทึกให้ชัดเจน เพราะทั้งสองส่วนมีต้นทุนและวิธีคำนวณกำไรต่างกัน การแยกบันทึกช่วยให้ตั้งราคาบริการและราคาสินค้าได้แม่นยำและคำนวณภาษีถูกต้องครบถ้วน
ธุรกิจจัดบ้านต้องจด VAT เมื่อไร
เมื่อรายได้รวมทั้งปีจากทั้งค่าบริการและการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
จ้างผู้ช่วยฟรีแลนซ์มาร่วมงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ค่าจ้างทำของ และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้ช่วยทุกครั้งที่จ่ายเงิน อัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
ควรจดทะเบียนบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดีกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับขนาดรายได้และปริมาณการขายสินค้าควบคู่กับบริการ เมื่อรายได้เติบโตมากขึ้นการจดนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำนวณเปรียบเทียบ
ต้นทุนสินค้าคงเหลือ เช่น กล่องเก็บของ ต้องบันทึกอย่างไร
ควรบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือในงบการเงินและตัดต้นทุนเมื่อขายออกไปจริง เพื่อคำนวณกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าได้ถูกต้องแม่นยำ
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหน้างานลูกค้าหักภาษีได้หรือไม่
หักได้หากมีหลักฐานค่าใช้จ่ายถูกต้องครบถ้วน เช่น ใบเสร็จค่าน้ำมันหรือค่าขนส่ง ควรเก็บเอกสารทุกรายการอย่างเป็นระบบเพื่อใช้คำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิ
ต้องยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง
หากเป็นบุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปี หากเป็นนิติบุคคลต้องยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ตามรอบบัญชี ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี
บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม