ร้านไก่ทอดแฟรนไชส์สาขาเล็กมีต้นทุนวัตถุดิบผันผวนตามราคาไก่สดและน้ำมันปรุงอาหาร ต้องคุมต้นทุนขายให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่แฟรนไชส์กำหนด

พร้อมบันทึกค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์และภาษีให้ครบถ้วนทุกเดือน

สารบัญบทความ
  1. ต้นทุนวัตถุดิบร้านไก่ทอดแฟรนไชส์ผันผวนอย่างไร
  2. วิธีคำนวณต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น
  3. ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ที่ต้องบันทึกแยกจากต้นทุนวัตถุดิบ
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ที่เกี่ยวข้อง
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านไก่ทอดแฟรนไชส์
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ต้นทุนวัตถุดิบร้านไก่ทอดแฟรนไชส์ผันผวนอย่างไร

ร้านไก่ทอดแฟรนไชส์สาขาเล็กมีวัตถุดิบหลักคือเนื้อไก่สด แป้งชุบทอดสูตรเฉพาะของแบรนด์ และน้ำมันปรุงอาหาร ซึ่งทั้งสามรายการนี้มีราคาผันผวนตามฤดูกาลและสถานการณ์ตลาด

โดยเฉพาะราคาไก่สดที่อาจปรับขึ้นลงตามช่วงเทศกาลหรือสถานการณ์โรคระบาดในฟาร์มไก่

ทำให้ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) ของร้านไก่ทอดผันผวนมากกว่าร้านอาหารประเภทอื่นที่ใช้วัตถุดิบคงที่กว่า

แฟรนไชส์ไก่ทอดส่วนใหญ่กำหนดให้สาขาต้องซื้อเนื้อไก่และแป้งสูตรเฉพาะจากซัพพลายเออร์กลางที่แบรนด์เป็นผู้คัดเลือกเท่านั้น เพื่อควบคุมคุณภาพและรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขา

ราคาที่ซัพพลายเออร์กลางเสนออาจไม่ใช่ราคาตลาดทั่วไป

แต่เป็นราคาที่ตกลงกันในสัญญาแฟรนไชส์ เจ้าของสาขาจึงควรติดตามต้นทุนวัตถุดิบเทียบกับยอดขายทุกเดือน เพื่อประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin)

ยังอยู่ในเกณฑ์ที่แฟรนไชส์ซอร์ประมาณการไว้หรือไม่

วิธีคำนวณต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น

สูตรคำนวณต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ไปในแต่ละเดือนคือ สต๊อกต้นเดือน บวกยอดซื้อเพิ่มระหว่างเดือน ลบสต๊อกปลายเดือน เท่ากับต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ไปจริง ตัวอย่างเช่น

สต๊อกไก่สดและแป้งต้นเดือนมีมูลค่า 40,000 บาท ซื้อเพิ่มระหว่างเดือน 380,000 บาท

และมีสต๊อกคงเหลือปลายเดือน 35,000 บาท ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ไปจริงคือ 40,000 + 380,000 - 35,000 = 385,000 บาท หากยอดขายเดือนนั้นอยู่ที่ 1,100,000 บาท

อัตราต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายจะอยู่ที่ประมาณ 35%

ซึ่งใกล้เคียงเกณฑ์มาตรฐานของร้านฟาสต์ฟู้ดทอดทั่วไป

ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ที่ต้องบันทึกแยกจากต้นทุนวัตถุดิบ

เช่นเดียวกับแฟรนไชส์อาหารประเภทอื่น ร้านไก่ทอดแฟรนไชส์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แฟรนไชส์ซอร์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ค่า Royalty Fee ที่คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายรายเดือน

และค่าการตลาดส่วนกลางสำหรับทำโฆษณาภาพรวมของแบรนด์

ทั้งสองรายการนี้ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แยกออกจากต้นทุนวัตถุดิบให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพว่าต้นทุนวัตถุดิบและค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์รวมกันกินสัดส่วนเท่าไรของยอดขาย

และเหลือกำไรขั้นต้นเพียงพอสำหรับค่าเช่า ค่าแรง

และค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่

  • ต้นทุนวัตถุดิบ (COGS): ไก่สด แป้งสูตรเฉพาะ น้ำมันทอด และวัตถุดิบเสริมอื่น
  • ค่า Royalty Fee: เปอร์เซ็นต์จากยอดขายรายเดือน จ่ายให้แฟรนไชส์ซอร์
  • ค่าการตลาดส่วนกลาง: แยกบันทึกจาก Royalty Fee แม้เรียกเก็บพร้อมกัน
  • ค่าน้ำมันทอดที่ต้องเปลี่ยนบ่อย: ควรติดตามต้นทุนแยกต่างหาก เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ผันผวนสูงและกระทบต้นทุนขายโดยตรง

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT ที่เกี่ยวข้อง

ค่า Royalty Fee และค่าการตลาดที่จ่ายให้แฟรนไชส์ซอร์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มักเข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับการตีความลักษณะสัญญาว่าเป็นค่าสิทธิหรือค่าบริการ

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

ส่วนร้านที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากร) ต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน) จากยอดขายทุกรายการ

พร้อมเก็บใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์กลางให้ครบถ้วนเพื่อใช้เป็นภาษีซื้อ

รายการลักษณะทางบัญชีข้อควรระวังด้านภาษี
ไก่สดและแป้งสูตรเฉพาะต้นทุนขาย (COGS)เก็บใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์กลางทุกใบ
น้ำมันทอดต้นทุนขายหรือวัสดุสิ้นเปลืองติดตามการใช้จริงเพราะผันผวนสูง
ค่า Royalty Feeค่าใช้จ่ายดำเนินงานมักต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
ค่าการตลาดส่วนกลางค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แยกจาก Royaltyตรวจสอบอัตราหักในสัญญา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านไก่ทอดแฟรนไชส์

  • ไม่นับสต๊อกไก่สดและแป้งทุกสิ้นเดือน: ทำให้คำนวณต้นทุนขายผิดพลาด มองไม่เห็นว่ากำไรขั้นต้นลดลงจากราคาไก่ที่สูงขึ้นหรือจากการสูญเสียวัตถุดิบ
  • รวมค่า Royalty Fee ปนกับต้นทุนวัตถุดิบ: ทำให้วิเคราะห์ต้นทุนแต่ละส่วนไม่ได้ ไม่รู้ว่าต้องปรับราคาหรือลดต้นทุนส่วนไหน
  • ไม่ติดตามต้นทุนน้ำมันทอดแยกต่างหาก: น้ำมันทอดเป็นต้นทุนที่ผันผวนสูงและใช้ปริมาณมาก หากไม่ติดตามอาจกัดกินกำไรโดยไม่รู้ตัว
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่า Royalty Fee ก่อนโอนให้แฟรนไชส์ซอร์: เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ
  • ไม่เก็บใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์กลางครบถ้วน: ทำให้เสียสิทธิ์ภาษีซื้อและกระทบการยื่น VAT รายเดือน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติร้านไก่ทอดแฟรนไชส์สาขาหนึ่งมียอดขายเดือนละ 950,000 บาท ต้นทุนวัตถุดิบ (ไก่สด แป้ง น้ำมัน) รวม 342,000 บาท คิดเป็น 36% ของยอดขาย ค่า Royalty Fee 6% คิดเป็น 57,000 บาท

ค่าการตลาด 2% คิดเป็น 19,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 418,000 บาท

เหลือกำไรขั้นต้นประมาณ 532,000 บาทก่อนหักค่าเช่า ค่าแรง และค่าสาธารณูปโภค หากเดือนถัดไปราคาไก่สดปรับขึ้น 15% โดยที่สาขายังขายราคาเดิม อัตราต้นทุนวัตถุดิบอาจขยับขึ้นเป็น 40%

ซึ่งกัดกินกำไรขั้นต้นลงอย่างมีนัยสำคัญ

เจ้าของสาขาจึงควรติดตามตัวเลขนี้ทุกเดือนเพื่อวางแผนปรับราคาหรือควบคุมของเสียให้ทันเวลา

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของร้านไก่ทอดแฟรนไชส์ควรนับสต๊อกวัตถุดิบทุกสิ้นเดือนอย่างเคร่งครัด แยกบันทึกต้นทุนวัตถุดิบ ค่า Royalty Fee และค่าการตลาดออกจากกันให้ชัดเจน

ติดตามอัตราต้นทุนต่อยอดขายทุกเดือนเพื่อจับสัญญาณเมื่อราคาวัตถุดิบผันผวน

ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ในอัตราใด และเก็บใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์กลางให้ครบถ้วนทุกใบเพื่อใช้สิทธิ์ภาษีซื้อได้เต็มจำนวน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ต้นทุนวัตถุดิบร้านไก่ทอดแฟรนไชส์คำนวณอย่างไร

คำนวณจากสต๊อกต้นเดือนบวกยอดซื้อเพิ่มระหว่างเดือน ลบสต๊อกปลายเดือน จะได้ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ไปจริง ควรนับสต๊อกทุกสิ้นเดือนอย่างสม่ำเสมอเพื่อความแม่นยำ

ทำไมต้นทุนไก่ทอดจึงผันผวนมากกว่าอาหารประเภทอื่น

เพราะวัตถุดิบหลักคือเนื้อไก่สดซึ่งราคาผันผวนตามฤดูกาลและสถานการณ์ตลาด รวมถึงน้ำมันทอดที่ใช้ปริมาณมากและราคาปรับขึ้นลงได้บ่อย ควรติดตามต้นทุนทุกเดือน

ค่า Royalty Fee ต้องแยกบันทึกจากต้นทุนวัตถุดิบหรือไม่

ควรแยกบันทึกให้ชัดเจน เพราะเป็นค่าใช้จ่ายคนละลักษณะ การแยกช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่าต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ส่วนไหนกระทบกำไรมากกว่ากัน

ค่า Royalty Fee ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

มักเข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราขึ้นอยู่กับการตีความลักษณะสัญญาว่าเป็นค่าสิทธิหรือค่าบริการ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

ร้านไก่ทอดแฟรนไชส์ต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และเรียกเก็บ VAT จากยอดขายทุกรายการหลังจากนั้น

ทำไมต้องซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่แฟรนไชส์กำหนดเท่านั้น

เพื่อควบคุมคุณภาพและรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขาตามมาตรฐานแบรนด์ แต่ควรตรวจสอบว่าซัพพลายเออร์กลางออกใบกำกับภาษีถูกต้องเพื่อใช้สิทธิ์ภาษีซื้อได้เต็มจำนวน

อัตรากำไรขั้นต้นของร้านไก่ทอดแฟรนไชส์ควรอยู่ที่เท่าไร

ไม่มีตัวเลขตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับแบรนด์และสัญญาแต่ละราย แต่ควรติดตามอัตราต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายทุกเดือนเทียบกับเกณฑ์ที่แฟรนไชส์ซอร์ประมาณการไว้ในสัญญา

สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการเห็นภาพรวมความเสี่ยงด้านบัญชี ภาษี และสภาพคล่องในจุดเดียว ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริการตรวจสุขภาพกิจการด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me