สถาปนิกอิสระที่มีรายได้ยังไม่สูงมาก มักจ่ายภาษีน้อยกว่าถ้ายื่นแบบบุคคลธรรมดา เพราะมีอัตราขั้นบันไดและหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ง่าย แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่ง

การจดทะเบียนเป็นบริษัทเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

มักให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่า บทความนี้เปรียบเทียบทั้งสองแบบพร้อมตัวอย่างตัวเลขให้เห็นจุดเปลี่ยนที่ควรพิจารณา

สารบัญบทความ
  1. สถาปนิกอิสระมีทางเลือกทางภาษีอะไรบ้าง
  2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) สำหรับสถาปนิกอิสระ
  3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับบริษัทสถาปนิก
  4. ตัวอย่างเปรียบเทียบตัวเลขจริง
  5. จุดที่ควรเริ่มพิจารณาเปลี่ยนเป็นบริษัท
  6. ข้อควรระวังเมื่อเปลี่ยนเป็นบริษัท
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ
  8. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  9. สรุป
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

สถาปนิกอิสระมีทางเลือกทางภาษีอะไรบ้าง

สถาปนิกที่ทำงานอิสระ ไม่ว่าจะรับงานออกแบบบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือรับงานที่ปรึกษาโครงการ มีทางเลือกหลักในการเสียภาษี 2 รูปแบบ คือ ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax

หรือ PIT)

หรือจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax หรือ CIT) โดยตัวเจ้าของยังคงรับเงินเดือนหรือเงินปันผลจากบริษัทอีกทอดหนึ่ง

ทั้งสองรูปแบบมีวิธีคำนวณภาษี อัตราภาษี และภาระเอกสารที่แตกต่างกันอย่างมาก การเลือกรูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณรายได้ ค่าใช้จ่ายจริงของกิจการ และแผนการเติบโตในอนาคต

ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) สำหรับสถาปนิกอิสระ

รายได้จากการรับออกแบบสถาปัตยกรรมมักจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) ของประมวลรัษฎากร คือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี

  • หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา: เงินได้ตามมาตรา 40(6) ของวิชาชีพสถาปัตยกรรม (รวมถึงกฎหมาย วิศวกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตรา 30% ของเงินได้ (แตกต่างจากวิชาชีพประกอบโรคศิลปะซึ่งหักเหมาได้ 60%) ควรตรวจสอบอัตราที่ใช้บังคับปัจจุบันกับกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนยื่นแบบจริง
  • หักค่าใช้จ่ายตามจริง: ต้องมีเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพครบถ้วน เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าจ้างผู้ช่วย

หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้ว เงินได้สุทธิจะถูกคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) ตั้งแต่ 0% ไปจนถึงอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด โดยยิ่งรายได้สุทธิสูงขึ้น

อัตราภาษีเฉลี่ยก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับบริษัทสถาปนิก

หากสถาปนิกจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท กำไรสุทธิของบริษัทจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โดย SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี

จะได้รับอัตราภาษีพิเศษดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569

ควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนวางแผน)

กำไรสุทธิ (บาท)อัตราภาษี CIT สำหรับ SME
0 - 300,000ยกเว้นภาษี (0%)
300,001 - 3,000,00015%
ส่วนที่เกิน 3,000,00020%

เมื่อบริษัทเสียภาษี CIT แล้ว หากมีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา จะมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลเพิ่มอีกชั้นหนึ่งตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณรวมเป็นภาระภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่ดูแค่อัตรา CIT อย่างเดียว

ตัวอย่างเปรียบเทียบตัวเลขจริง

สมมติสถาปนิกอิสระมีรายได้จากค่าออกแบบปีละ 2,400,000 บาท มีค่าใช้จ่ายจริงในการดำเนินงาน (ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าจ้างผู้ช่วย ค่าเดินทาง) ประมาณ 800,000 บาทต่อปี

กรณีที่ 1: ยื่นภาษีแบบบุคคลธรรมดา

รายการจำนวนเงิน (บาท)
รายได้รวม2,400,000
หักค่าใช้จ่าย (ตามจริงหรือเหมา แล้วแต่วิธีที่เลือก)800,000 (สมมติใช้ตามจริง)
หักค่าลดหย่อนส่วนตัวและอื่นๆ (ตัวอย่างสมมติ)100,000
เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี1,500,000
ภาษีตามอัตราก้าวหน้า (คำนวณตามขั้นบันไดปัจจุบัน)ต้องคำนวณตามอัตราจริง ณ ปีภาษี

กรณีที่ 2: จดทะเบียนบริษัทเสีย CIT

รายการจำนวนเงิน (บาท)
รายได้รวมของบริษัท2,400,000
หักค่าใช้จ่ายดำเนินงานของบริษัท800,000
หักเงินเดือนกรรมการ (ตัวอย่างสมมติ)600,000
กำไรสุทธิก่อนภาษี1,000,000
ภาษี CIT: 300,000 บาทแรกยกเว้น + ส่วนที่เหลือ 700,000 บาท x 15%105,000

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลของแต่ละกิจการ

ควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณภาระภาษีที่แท้จริงก่อนตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ

จากตัวอย่างจะเห็นว่าการจดบริษัทเปิดโอกาสให้สถาปนิก "แบ่งรายได้" ระหว่างเงินเดือนกรรมการ (เสียภาษีบุคคลธรรมดา) กับกำไรสุทธิบริษัท (เสีย CIT)

ซึ่งอาจทำให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่าการยื่นภาษีบุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะเมื่อรายได้เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาขั้นบันไดพุ่งสูงกว่าอัตรา CIT ของ SME

จุดที่ควรเริ่มพิจารณาเปลี่ยนเป็นบริษัท

  • รายได้เริ่มเข้าใกล้หรือเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี: ต้องจด VAT อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท จึงเป็นจังหวะดีที่จะทบทวนโครงสร้างทั้งระบบไปพร้อมกัน
  • เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายเริ่มสูงจนอัตราภาษีก้าวหน้าแบบบุคคลธรรมดาสูงกว่าอัตรา CIT อย่างมีนัยสำคัญ
  • ต้องการรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่ลูกค้าต้องการทำสัญญากับนิติบุคคล เพื่อความน่าเชื่อถือและง่ายต่อการทำสัญญาประกันภัยวิชาชีพ
  • ต้องการจ้างทีมงานเพิ่มและวางระบบสวัสดิการพนักงานอย่างเป็นทางการ

ข้อควรระวังเมื่อเปลี่ยนเป็นบริษัท

  • ต้นทุนการทำบัญชีและปิดงบเพิ่มขึ้น: บริษัทต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบการเงินประจำปี และยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่บุคคลธรรมดาไม่ต้องเสีย
  • ต้องวางแผนโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลให้เหมาะสม: หากตั้งเงินเดือนกรรมการสูงเกินไปจะเสียภาษีบุคคลธรรมดาสูง แต่หากตั้งต่ำเกินไปจะดูผิดปกติในสายตากรมสรรพากร
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล: เป็นภาระภาษีเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณรวมเป็นภาระภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่มองแค่อัตรา CIT อย่างเดียว
  • ต้องมีระบบเอกสารบัญชีที่รัดกุมกว่าเดิม: ทุกรายรับรายจ่ายต้องมีเอกสารรองรับตามมาตรฐานบัญชี ต่างจากบุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้โดยไม่ต้องมีใบเสร็จ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ

  • เปรียบเทียบแค่อัตราภาษีอย่างเดียว โดยไม่รวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลและต้นทุนบัญชี: ทำให้ประเมินความคุ้มค่าผิดพลาด
  • จดบริษัทโดยไม่วางแผนโครงสร้างเงินเดือนกรรมการล่วงหน้า: ทำให้เสียภาษีทั้งสองทางโดยไม่จำเป็น
  • ไม่ประเมินแนวโน้มรายได้ในอนาคตก่อนตัดสินใจ: หากรายได้ยังไม่แน่นอนหรือผันผวนมาก การแบกต้นทุนบัญชีของบริษัทอาจไม่คุ้มค่าในระยะสั้น
  • ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเปลี่ยนรูปแบบ: การคำนวณเปรียบเทียบภาระภาษีที่แท้จริงต้องพิจารณาหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ควรตัดสินใจจากอัตราภาษีตัวเลขเดียว

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

สถาปนิกอิสระควรเริ่มจากทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นแนวโน้มรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของตัวเองอย่างน้อย 1-2 ปี ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ

จากนั้นให้สำนักงานบัญชีช่วยจำลองตัวเลขทั้งสองแบบ (ยื่นบุคคลธรรมดา VS จดบริษัท)

โดยใส่ตัวเลขรายได้ ค่าใช้จ่าย และแผนเงินเดือน-เงินปันผลที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด เพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีรวมทั้งระบบ ไม่ใช่ดูแค่อัตราภาษีตัวเดียว

หากตัดสินใจเปลี่ยนเป็นบริษัทแล้ว ควรวางระบบเอกสารบัญชีตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาย้อนหลังตอนปิดงบปีแรก

สรุป

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าสถาปนิกอิสระควรจดบริษัทหรือยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ ค่าใช้จ่ายจริง และแผนการเติบโตของแต่ละคน

โดยทั่วไปรายได้ที่ยังไม่สูงมากมักคุ้มกว่าที่จะยื่นแบบบุคคลธรรมดา

ส่วนรายได้ที่เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีก้าวหน้าเริ่มสูงกว่าอัตรา CIT ของ SME อย่างมีนัยสำคัญ ควรพิจารณาจดทะเบียนบริษัทควบคู่กับการวางแผนโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลอย่างรอบคอบ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สถาปนิกอิสระรายได้เท่าไหร่ถึงควรพิจารณาจดบริษัท

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปควรเริ่มพิจารณาเมื่อรายได้เข้าใกล้หรือเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ซึ่งต้องจด VAT อยู่แล้ว)

หรือเมื่อเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายเริ่มทำให้อัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดสูงกว่าอัตรา CIT ของ SME อย่างชัดเจน

จดบริษัทแล้วภาษีจะถูกกว่าแน่นอนหรือไม่

ไม่แน่นอนเสมอไป ต้องคำนวณรวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลและต้นทุนการทำบัญชีของบริษัทด้วย บางกรณีที่รายได้ยังไม่สูงมาก การยื่นภาษีบุคคลธรรมดาอาจให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่า

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมากับหักตามจริง แบบไหนดีกว่าสำหรับสถาปนิก

ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคน หากมีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนด ควรเลือกหักตามจริงพร้อมเก็บเอกสารครบถ้วน แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงต่ำ

การหักเหมาอาจสะดวกและได้ประโยชน์มากกว่า

จดบริษัทแล้วต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนจริงหรือไม่

มีภาษีสองชั้นในทางเทคนิค คือ CIT ระดับบริษัทและภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลระดับบุคคล แต่หากวางแผนโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลอย่างเหมาะสม

ภาระภาษีรวมอาจยังต่ำกว่าการยื่นบุคคลธรรมดาได้ในบางกรณี

เปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัทต้องทำอย่างไรบ้าง

ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า วางโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ ย้ายสัญญาจ้างงานสำคัญมาเป็นชื่อบริษัท และวางระบบบัญชีให้พร้อมตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน

จดบริษัทแล้วยังต้องจด VAT อีกหรือไม่

ต้องจดหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เกณฑ์ VAT ไม่ได้แยกตามรูปแบบนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา

ควรปรึกษาใครก่อนตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบภาษี

ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีประสบการณ์ เพื่อจำลองตัวเลขภาระภาษีทั้งสองแบบจากรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของตัวเอง ก่อนตัดสินใจ

เพราะปัจจัยที่ต้องพิจารณามีหลายด้านพร้อมกัน

เมื่อพร้อมส่งข้อมูลเพื่อประเมินงาน ทีม A Plus Me ยินดีให้คำแนะนำผ่านหน้าบริการเสริมตามลักษณะปัญหาของแต่ละกิจการ