สถาปนิกอิสระที่มีรายได้ยังไม่สูงมาก มักจ่ายภาษีน้อยกว่าถ้ายื่นแบบบุคคลธรรมดา เพราะมีอัตราขั้นบันไดและหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ง่าย แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่ง การจดทะเบียนเป็นบริษัทเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) มักให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่า บทความนี้เปรียบเทียบทั้งสองแบบพร้อมตัวอย่างตัวเลขให้เห็นจุดเปลี่ยนที่ควรพิจารณา
สถาปนิกอิสระมีทางเลือกทางภาษีอะไรบ้าง
สถาปนิกที่ทำงานอิสระ ไม่ว่าจะรับงานออกแบบบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือรับงานที่ปรึกษาโครงการ มีทางเลือกหลักในการเสียภาษี 2 รูปแบบ คือ ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax หรือ PIT) หรือจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax หรือ CIT) โดยตัวเจ้าของยังคงรับเงินเดือนหรือเงินปันผลจากบริษัทอีกทอดหนึ่ง
ทั้งสองรูปแบบมีวิธีคำนวณภาษี อัตราภาษี และภาระเอกสารที่แตกต่างกันอย่างมาก การเลือกรูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณรายได้ ค่าใช้จ่ายจริงของกิจการ และแผนการเติบโตในอนาคต ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) สำหรับสถาปนิกอิสระ
รายได้จากการรับออกแบบสถาปัตยกรรมมักจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) ของประมวลรัษฎากร คือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี
- หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา: เงินได้ตามมาตรา 40(6) ของวิชาชีพสถาปัตยกรรม (รวมถึงกฎหมาย วิศวกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตรา 30% ของเงินได้ (แตกต่างจากวิชาชีพประกอบโรคศิลปะซึ่งหักเหมาได้ 60%) ควรตรวจสอบอัตราที่ใช้บังคับปัจจุบันกับกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนยื่นแบบจริง
- หักค่าใช้จ่ายตามจริง: ต้องมีเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพครบถ้วน เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าจ้างผู้ช่วย
หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้ว เงินได้สุทธิจะถูกคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) ตั้งแต่ 0% ไปจนถึงอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด โดยยิ่งรายได้สุทธิสูงขึ้น อัตราภาษีเฉลี่ยก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับบริษัทสถาปนิก
หากสถาปนิกจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท กำไรสุทธิของบริษัทจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน โดย SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีพิเศษดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569 ควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนวางแผน)
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษี CIT สำหรับ SME |
|---|---|
| 0 - 300,000 | ยกเว้นภาษี (0%) |
| 300,001 - 3,000,000 | 15% |
| ส่วนที่เกิน 3,000,000 | 20% |
เมื่อบริษัทเสียภาษี CIT แล้ว หากมีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา จะมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลเพิ่มอีกชั้นหนึ่งตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณรวมเป็นภาระภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่ดูแค่อัตรา CIT อย่างเดียว
ตัวอย่างเปรียบเทียบตัวเลขจริง
สมมติสถาปนิกอิสระมีรายได้จากค่าออกแบบปีละ 2,400,000 บาท มีค่าใช้จ่ายจริงในการดำเนินงาน (ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าจ้างผู้ช่วย ค่าเดินทาง) ประมาณ 800,000 บาทต่อปี
กรณีที่ 1: ยื่นภาษีแบบบุคคลธรรมดา
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| รายได้รวม | 2,400,000 |
| หักค่าใช้จ่าย (ตามจริงหรือเหมา แล้วแต่วิธีที่เลือก) | 800,000 (สมมติใช้ตามจริง) |
| หักค่าลดหย่อนส่วนตัวและอื่นๆ (ตัวอย่างสมมติ) | 100,000 |
| เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี | 1,500,000 |
| ภาษีตามอัตราก้าวหน้า (คำนวณตามขั้นบันไดปัจจุบัน) | ต้องคำนวณตามอัตราจริง ณ ปีภาษี |
กรณีที่ 2: จดทะเบียนบริษัทเสีย CIT
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| รายได้รวมของบริษัท | 2,400,000 |
| หักค่าใช้จ่ายดำเนินงานของบริษัท | 800,000 |
| หักเงินเดือนกรรมการ (ตัวอย่างสมมติ) | 600,000 |
| กำไรสุทธิก่อนภาษี | 1,000,000 |
| ภาษี CIT: 300,000 บาทแรกยกเว้น + ส่วนที่เหลือ 700,000 บาท x 15% | 105,000 |
*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลของแต่ละกิจการ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณภาระภาษีที่แท้จริงก่อนตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ
จากตัวอย่างจะเห็นว่าการจดบริษัทเปิดโอกาสให้สถาปนิก "แบ่งรายได้" ระหว่างเงินเดือนกรรมการ (เสียภาษีบุคคลธรรมดา) กับกำไรสุทธิบริษัท (เสีย CIT) ซึ่งอาจทำให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่าการยื่นภาษีบุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อรายได้เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาขั้นบันไดพุ่งสูงกว่าอัตรา CIT ของ SME
จุดที่ควรเริ่มพิจารณาเปลี่ยนเป็นบริษัท
- รายได้เริ่มเข้าใกล้หรือเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี: ต้องจด VAT อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท จึงเป็นจังหวะดีที่จะทบทวนโครงสร้างทั้งระบบไปพร้อมกัน
- เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายเริ่มสูงจนอัตราภาษีก้าวหน้าแบบบุคคลธรรมดาสูงกว่าอัตรา CIT อย่างมีนัยสำคัญ
- ต้องการรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่ลูกค้าต้องการทำสัญญากับนิติบุคคล เพื่อความน่าเชื่อถือและง่ายต่อการทำสัญญาประกันภัยวิชาชีพ
- ต้องการจ้างทีมงานเพิ่มและวางระบบสวัสดิการพนักงานอย่างเป็นทางการ
ข้อควรระวังเมื่อเปลี่ยนเป็นบริษัท
- ต้นทุนการทำบัญชีและปิดงบเพิ่มขึ้น: บริษัทต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบการเงินประจำปี และยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่บุคคลธรรมดาไม่ต้องเสีย
- ต้องวางแผนโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลให้เหมาะสม: หากตั้งเงินเดือนกรรมการสูงเกินไปจะเสียภาษีบุคคลธรรมดาสูง แต่หากตั้งต่ำเกินไปจะดูผิดปกติในสายตากรมสรรพากร
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล: เป็นภาระภาษีเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณรวมเป็นภาระภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่มองแค่อัตรา CIT อย่างเดียว
- ต้องมีระบบเอกสารบัญชีที่รัดกุมกว่าเดิม: ทุกรายรับรายจ่ายต้องมีเอกสารรองรับตามมาตรฐานบัญชี ต่างจากบุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้โดยไม่ต้องมีใบเสร็จ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ
- เปรียบเทียบแค่อัตราภาษีอย่างเดียว โดยไม่รวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลและต้นทุนบัญชี: ทำให้ประเมินความคุ้มค่าผิดพลาด
- จดบริษัทโดยไม่วางแผนโครงสร้างเงินเดือนกรรมการล่วงหน้า: ทำให้เสียภาษีทั้งสองทางโดยไม่จำเป็น
- ไม่ประเมินแนวโน้มรายได้ในอนาคตก่อนตัดสินใจ: หากรายได้ยังไม่แน่นอนหรือผันผวนมาก การแบกต้นทุนบัญชีของบริษัทอาจไม่คุ้มค่าในระยะสั้น
- ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเปลี่ยนรูปแบบ: การคำนวณเปรียบเทียบภาระภาษีที่แท้จริงต้องพิจารณาหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ควรตัดสินใจจากอัตราภาษีตัวเลขเดียว
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
สถาปนิกอิสระควรเริ่มจากทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นแนวโน้มรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของตัวเองอย่างน้อย 1-2 ปี ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ จากนั้นให้สำนักงานบัญชีช่วยจำลองตัวเลขทั้งสองแบบ (ยื่นบุคคลธรรมดา VS จดบริษัท) โดยใส่ตัวเลขรายได้ ค่าใช้จ่าย และแผนเงินเดือน-เงินปันผลที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด เพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีรวมทั้งระบบ ไม่ใช่ดูแค่อัตราภาษีตัวเดียว หากตัดสินใจเปลี่ยนเป็นบริษัทแล้ว ควรวางระบบเอกสารบัญชีตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาย้อนหลังตอนปิดงบปีแรก
สรุป
ไม่มีคำตอบตายตัวว่าสถาปนิกอิสระควรจดบริษัทหรือยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ ค่าใช้จ่ายจริง และแผนการเติบโตของแต่ละคน โดยทั่วไปรายได้ที่ยังไม่สูงมากมักคุ้มกว่าที่จะยื่นแบบบุคคลธรรมดา ส่วนรายได้ที่เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีก้าวหน้าเริ่มสูงกว่าอัตรา CIT ของ SME อย่างมีนัยสำคัญ ควรพิจารณาจดทะเบียนบริษัทควบคู่กับการวางแผนโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลอย่างรอบคอบ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง สถาปนิกอิสระจดบริษัทหรือยื่นภาษีบุคคล แบบไหนดีกว่า ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สถาปนิกอิสระรายได้เท่าไหร่ถึงควรพิจารณาจดบริษัท
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปควรเริ่มพิจารณาเมื่อรายได้เข้าใกล้หรือเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ซึ่งต้องจด VAT อยู่แล้ว) หรือเมื่อเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายเริ่มทำให้อัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดสูงกว่าอัตรา CIT ของ SME อย่างชัดเจน
จดบริษัทแล้วภาษีจะถูกกว่าแน่นอนหรือไม่
ไม่แน่นอนเสมอไป ต้องคำนวณรวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลและต้นทุนการทำบัญชีของบริษัทด้วย บางกรณีที่รายได้ยังไม่สูงมาก การยื่นภาษีบุคคลธรรมดาอาจให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่า
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมากับหักตามจริง แบบไหนดีกว่าสำหรับสถาปนิก
ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคน หากมีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนด ควรเลือกหักตามจริงพร้อมเก็บเอกสารครบถ้วน แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงต่ำ การหักเหมาอาจสะดวกและได้ประโยชน์มากกว่า
จดบริษัทแล้วต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนจริงหรือไม่
มีภาษีสองชั้นในทางเทคนิค คือ CIT ระดับบริษัทและภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลระดับบุคคล แต่หากวางแผนโครงสร้างเงินเดือน-เงินปันผลอย่างเหมาะสม ภาระภาษีรวมอาจยังต่ำกว่าการยื่นบุคคลธรรมดาได้ในบางกรณี
เปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัทต้องทำอย่างไรบ้าง
ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า วางโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ ย้ายสัญญาจ้างงานสำคัญมาเป็นชื่อบริษัท และวางระบบบัญชีให้พร้อมตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน
จดบริษัทแล้วยังต้องจด VAT อีกหรือไม่
ต้องจดหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เกณฑ์ VAT ไม่ได้แยกตามรูปแบบนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา
ควรปรึกษาใครก่อนตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบภาษี
ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีประสบการณ์ เพื่อจำลองตัวเลขภาระภาษีทั้งสองแบบจากรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของตัวเอง ก่อนตัดสินใจ เพราะปัจจัยที่ต้องพิจารณามีหลายด้านพร้อมกัน