เปิดบริษัทติดตามทวงถามหนี้ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทวงถามหนี้จากหน่วยงานที่กำกับดูแลก่อนเริ่มดำเนินการ พร้อมจดทะเบียนนิติบุคคลและวางระบบภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก

เพราะรายได้ค่าบริการทวงหนี้เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

สารบัญบทความ
  1. ธุรกิจติดตามทวงถามหนี้คืออะไร ทำไมต้องขอใบอนุญาต
  2. ขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจติดตามทวงถามหนี้
  3. รูปแบบรายได้และการวางบัญชี
  4. ประเด็นภาษีที่ต้องรู้
  5. ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัททวงหนี้รับงานจากธนาคาร
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ธุรกิจติดตามทวงถามหนี้คืออะไร ทำไมต้องขอใบอนุญาต

ธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collection Agency) คือกิจการที่รับจ้างจากเจ้าหนี้ เช่น ธนาคาร บริษัทไฟแนนซ์ หรือผู้ประกอบการค้าปลีกที่ให้สินเชื่อ

เพื่อติดต่อทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้แทนเจ้าหนี้

โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าบริการหรือส่วนแบ่งจากยอดหนี้ที่เก็บได้ เนื่องจากการทวงถามหนี้กระทบต่อสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ประเทศไทยจึงมีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลธุรกิจนี้

คือพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้

ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทางการค้าปกติต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดก่อนเริ่มดำเนินการ

ผู้ที่สนใจเปิดธุรกิจนี้ควรตรวจสอบรายละเอียดหน่วยงานกำกับดูแลและเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนที่เป็นปัจจุบันกับหน่วยงานราชการโดยตรง

เนื่องจากกฎเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจการเงินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนมักมีการปรับปรุงเป็นระยะ

การอ้างอิงข้อมูลเก่าอาจทำให้พลาดขั้นตอนสำคัญ

ขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจติดตามทวงถามหนี้

1. จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ก่อนขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th)

โดยระบุวัตถุประสงค์ของกิจการให้ครอบคลุมการรับจ้างติดตามทวงถามหนี้อย่างชัดเจน

เพื่อให้สอดคล้องกับการยื่นขอใบอนุญาตในขั้นตอนถัดไป

2. ยื่นขอขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจทวงถามหนี้

ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทางการค้าปกติต้องยื่นขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ตั้งสำนักงาน

เนื่องจากรายละเอียดหน่วยงานผู้รับจดทะเบียนและเอกสารที่ต้องใช้อาจมีการปรับปรุง

ผู้ประกอบการควรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ก่อนดำเนินการ

3. จัดทำระบบควบคุมพนักงานทวงถามหนี้

กฎหมายกำหนดแนวปฏิบัติในการทวงถามหนี้ เช่น ห้ามทวงถามในลักษณะข่มขู่ ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้ต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง และกำหนดช่วงเวลาที่อนุญาตให้ติดต่อลูกหนี้ได้

ธุรกิจจึงต้องมีระบบอบรมพนักงานและระบบบันทึกการติดต่อลูกหนี้ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงถูกร้องเรียนหรือเพิกถอนใบอนุญาต

รูปแบบรายได้และการวางบัญชี

ธุรกิจติดตามทวงถามหนี้มักมีรูปแบบรายได้หลัก 2 แบบ คือรับค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดหนี้ที่เก็บได้จริง (Contingency Fee) และรับค่าบริการเป็นค่าธรรมเนียมคงที่ต่อรายลูกหนี้

(Fixed Fee) โดยไม่ขึ้นกับผลสำเร็จของการเก็บหนี้

ทั้งสองรูปแบบถือเป็นรายได้ค่าบริการที่ต้องบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) คือรับรู้รายได้เมื่อให้บริการเสร็จสิ้นหรือเก็บหนี้ได้จริงตามเงื่อนไขสัญญา

ไม่ใช่รอจนได้รับเงินสด

ผังบัญชีควรแยกรายได้ตามประเภทสัญญาและลูกค้าแต่ละราย (เช่น ธนาคาร A, บริษัทไฟแนนซ์ B) เพื่อให้ตรวจสอบผลงานและกระทบยอดค่าคอมมิชชันได้ง่าย

และต้องมีระบบติดตามยอดหนี้ที่รับมอบหมายทวงถามแยกจากบัญชีของกิจการเอง

เนื่องจากเงินที่เก็บได้จากลูกหนี้บางส่วนอาจต้องส่งต่อให้เจ้าหนี้ตัวจริง ไม่ใช่รายได้ของบริษัททวงหนี้ทั้งหมด

ประเด็นภาษีที่ต้องรู้

รายได้ค่าบริการทวงถามหนี้ถือเป็นรายได้จากการให้บริการตามปกติ ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หากกิจการเข้าเงื่อนไข SME คือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน

5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 20%

หากรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากค่าบริการ (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

นอกจากนี้เมื่อบริษัททวงหนี้จ่ายค่าจ้างพนักงานหรือค่าคอมมิชชันให้ตัวแทนภายนอก ต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัททวงหนี้รับงานจากธนาคาร

รายการรายละเอียด
ยอดหนี้ที่ได้รับมอบหมาย10,000,000 บาท
อัตราค่าคอมมิชชัน10% ของยอดที่เก็บได้จริง
ยอดที่เก็บได้จริงในเดือนนั้น2,000,000 บาท
รายได้ค่าบริการที่บันทึกบัญชี200,000 บาท

ในกรณีนี้ บริษัททวงหนี้บันทึกรายได้เพียง 200,000 บาท ไม่ใช่ยอดหนี้เต็ม 10,000,000 บาท เพราะยอดหนี้ทั้งหมดเป็นสินทรัพย์ของธนาคารเจ้าหนี้ ไม่ใช่รายได้ของบริษัททวงหนี้

ความเข้าใจผิดจุดนี้พบได้บ่อยในธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. เริ่มดำเนินการก่อนได้รับใบอนุญาตครบถ้วน

ผู้ประกอบการบางรายจดทะเบียนนิติบุคคลแล้วเริ่มรับงานทันทีโดยยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนธุรกิจทวงถามหนี้ให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจมีความผิดตามกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลธุรกิจนี้

2. บันทึกยอดหนี้ที่รับมอบหมายเป็นรายได้ของกิจการ

ยอดหนี้ที่ลูกค้าจ้างให้ทวงถามไม่ใช่รายได้ของบริษัททวงหนี้ มีเพียงค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการเท่านั้นที่เป็นรายได้ การบันทึกผิดจุดนี้ทำให้งบการเงินบิดเบือนอย่างมาก

3. ไม่มีระบบบันทึกการติดต่อลูกหนี้ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

หากถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมการทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสม บริษัทต้องมีหลักฐานการติดต่อที่ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากไม่มีระบบบันทึกที่ดีอาจเสียเปรียบในการชี้แจง

4. ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตัวแทนทวงหนี้ภายนอก

บางกิจการว่าจ้างตัวแทนอิสระมาช่วยทวงถามหนี้แต่ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

  • ตรวจสอบขั้นตอนและหน่วยงานขอใบอนุญาตธุรกิจทวงถามหนี้ที่เป็นปัจจุบันก่อนเริ่มดำเนินการ
  • แยกบัญชียอดหนี้ที่รับมอบหมายทวงถามออกจากรายได้ของกิจการอย่างชัดเจน
  • จัดทำระบบบันทึกการติดต่อลูกหนี้ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกครั้ง
  • วางระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องเมื่อจ่ายค่าคอมมิชชันให้ตัวแทนภายนอก
  • ปรึกษาที่ปรึกษาบัญชีภาษีตั้งแต่ก่อนเริ่มธุรกิจ เพื่อวางผังบัญชีให้รองรับรูปแบบรายได้ที่ซับซ้อน

ธุรกิจติดตามทวงถามหนี้เป็นธุรกิจที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายเฉพาะและความละเอียดอ่อนสูง การวางระบบใบอนุญาต บัญชี

และภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและภาษีในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เปิดบริษัทติดตามทวงถามหนี้ต้องขอใบอนุญาตจากที่ใด

ต้องขึ้นทะเบียนธุรกิจทวงถามหนี้กับหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้

ซึ่งรายละเอียดหน่วยงานผู้รับจดทะเบียนควรตรวจสอบให้เป็นปัจจุบันกับหน่วยงานราชการหรือที่ปรึกษากฎหมายโดยตรง

รายได้ค่าบริการทวงหนี้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

ต้องเสีย หากกิจการมีรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าบริการที่เรียกเก็บ ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร

ยอดหนี้ที่รับมอบหมายทวงถามถือเป็นรายได้ของบริษัทหรือไม่

ไม่ใช่ ยอดหนี้เต็มจำนวนเป็นสินทรัพย์ของเจ้าหนี้ตัวจริง บริษัททวงหนี้มีเพียงค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการที่เก็บได้ตามสัญญาเท่านั้นที่ถือเป็นรายได้ของกิจการ

บริษัทติดตามหนี้ SME ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่

หากทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ส่วนที่เกินเสียภาษีตามอัตรา SME ตามปกติ

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าคอมมิชชันให้ตัวแทนทวงหนี้หรือไม่

ต้องหักตามประเภทเงินได้ที่จ่าย ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

ทำไมต้องมีระบบบันทึกการติดต่อลูกหนี้

เพราะกฎหมายกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องการทวงถามหนี้ที่เหมาะสม หากถูกร้องเรียนบริษัทต้องมีหลักฐานการติดต่อที่ตรวจสอบย้อนหลังได้เพื่อพิสูจน์ว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

ควรเริ่มรับงานทวงหนี้ก่อนได้ใบอนุญาตครบถ้วนหรือไม่

ไม่ควร เพราะการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทางการค้าปกติโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดอาจมีความผิดตามกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลธุรกิจนี้

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม