เมื่อบริษัทต่างชาติต้องการขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทย คำถามแรกที่ต้องตัดสินใจคือจะจัดตั้งเป็นสาขา (Branch Office) หรือจดทะเบียนบริษัทลูก (Subsidiary) ในไทย

ทั้งสองรูปแบบมีผลต่อภาษีนิติบุคคล ภาษีเงินได้จากการส่งกำไรกลับประเทศแม่

และความรับผิดทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้สรุปข้อแตกต่างหลักเพื่อช่วยผู้บริหารตัดสินใจเบื้องต้นก่อนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สารบัญบทความ
  1. ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสาขาและบริษัทลูก
  2. ภาษีเงินได้นิติบุคคลของสาขาและบริษัทลูก
  3. ภาษีเงินได้จากการส่งกำไรกลับประเทศแม่ (Remittance Tax)
  4. ตารางเปรียบเทียบสาขา vs บริษัทลูก
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์เปรียบเทียบ
  7. ปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสาขาและบริษัทลูก

สาขาต่างชาติ (Branch Office) คือหน่วยงานที่บริษัทแม่ในต่างประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในไทยโดยตรง ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก

ทำให้บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดที่เกิดขึ้นในไทยอย่างไม่จำกัด ส่วนบริษัทลูก

(Subsidiary) คือการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ในไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทแม่ ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเท่าทุนที่ลงไป

ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อทั้งความเสี่ยงทางกฎหมายและการวางแผนภาษีในระยะยาว

ภาษีเงินได้นิติบุคคลของสาขาและบริษัทลูก

ทั้งสาขาและบริษัทลูกที่ประกอบกิจการในไทยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในไทยเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปใช้อัตราภาษีนิติบุคคลปกติ

เว้นแต่บริษัทลูกจะเข้าเงื่อนไขเป็นกิจการ SME คือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5

ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไร 300,000 บาทแรก และเสียภาษีในอัตราที่ลดหย่อนสำหรับกำไรส่วนถัดไปตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

สาขาต่างชาติมักไม่เข้าเกณฑ์ SME

นี้เนื่องจากพิจารณาจากงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทแม่ ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราที่ใช้บังคับปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ

ภาษีเงินได้จากการส่งกำไรกลับประเทศแม่ (Remittance Tax)

ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดระหว่างสองรูปแบบคือภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นเมื่อส่งกำไรกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ สำหรับสาขาต่างชาติ เมื่อมีการจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศไทย

ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนบริษัทลูกที่จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างประเทศก็ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลเช่นกัน

แต่หากมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement) ระหว่างไทยกับประเทศของผู้ถือหุ้น

อาจได้รับสิทธิลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายลงได้ ทั้งนี้อัตราที่แน่นอนของทั้งสองกรณีควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศหรือกรมสรรพากรโดยตรง

เนื่องจากขึ้นอยู่กับประเทศคู่สัญญาและลักษณะรายได้

ตารางเปรียบเทียบสาขา vs บริษัทลูก

ประเด็นสาขาต่างชาติ (Branch)บริษัทลูก (Subsidiary)
สถานะนิติบุคคลไม่แยกจากบริษัทแม่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก
ความรับผิดบริษัทแม่รับผิดไม่จำกัดผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเท่าทุน
สิทธิ SME ภาษีนิติบุคคลมักไม่เข้าเกณฑ์อาจเข้าเกณฑ์หากทุนและรายได้ตามกำหนด
ภาษีส่งกำไรกลับภาษีจำหน่ายเงินกำไร (ม.70 ทวิ)ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจอาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอาจต้องขอเช่นกันหากผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินสัดส่วนที่กำหนด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจผิดว่าสาขาต่างชาติไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลในไทยเพราะไม่ได้จดทะเบียนบริษัทใหม่
  • ลืมพิจารณาภาระความรับผิดไม่จำกัดของบริษัทแม่เมื่อเลือกจัดตั้งเป็นสาขา
  • ไม่ตรวจสอบสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนส่งกำไรกลับประเทศแม่ ทำให้เสียภาษีเกินความจำเป็น
  • เข้าใจว่าบริษัทลูกทุกแห่งได้สิทธิ SME โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ต้องพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นและรายได้รวมของกลุ่มด้วย
  • ไม่วางแผนเรื่องใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License) ล่วงหน้า ทำให้จดทะเบียนล่าช้า

ตัวอย่างสถานการณ์เปรียบเทียบ

สมมติบริษัทแม่ในต่างประเทศต้องการขยายธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาเข้ามาในไทย หากเลือกจัดตั้งเป็นสาขา จะสามารถเริ่มดำเนินงานได้เร็วโดยไม่ต้องหาผู้ร่วมทุนคนไทย

แต่บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นในไทยโดยตรง

และเมื่อส่งกำไรกลับต้องเสียภาษีจำหน่ายเงินกำไรทุกครั้งที่มีการโอนออก ในทางกลับกัน หากเลือกจดทะเบียนบริษัทลูก

แม้จะต้องใช้เวลาจัดเตรียมเอกสารและอาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ความรับผิดของผู้ถือหุ้นจะจำกัดเฉพาะเงินลงทุน

และมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการวางแผนภาษีระยะยาว เช่น การเลือกจังหวะจ่ายเงินปันผลให้สอดคล้องกับผลประกอบการ

ปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

นอกจากเรื่องภาษี ผู้บริหารควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น

ลักษณะธุรกิจที่จะทำในไทยเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ ระยะเวลาที่คาดว่าจะดำเนินธุรกิจในไทย

หากเป็นโครงการระยะสั้นการตั้งสาขาอาจสะดวกกว่า แต่หากตั้งใจลงทุนระยะยาวและต้องการขยายกิจการ

การจดทะเบียนบริษัทลูกมักให้ความยืดหยุ่นด้านการบริหารจัดการและภาพลักษณ์ต่อคู่ค้าในประเทศมากกว่า

รวมถึงพิจารณาโครงสร้างกลุ่มบริษัทในระดับภูมิภาคว่าจะวางประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานหรือเป็นเพียงหน่วยขายในพื้นที่

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบการเข้ามาลงทุนในไทย ผู้บริหารบริษัทต่างชาติควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศและกฎหมายธุรกิจต่างด้าวร่วมกัน เพื่อประเมินทั้งภาระภาษีนิติบุคคล

ภาษีส่งกำไรกลับ ความรับผิดทางกฎหมาย

และสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนที่อาจเกี่ยวข้อง การวางโครงสร้างที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นจะช่วยลดต้นทุนภาษีในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สาขาต่างชาติกับบริษัทลูกในไทย แบบไหนเสียภาษีนิติบุคคลต่ำกว่ากัน

บริษัทลูกที่เข้าเงื่อนไข SME คือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี อาจได้รับสิทธิยกเว้นและลดอัตราภาษีนิติบุคคล

ขณะที่สาขาต่างชาติมักไม่เข้าเกณฑ์นี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากร

ภาษีจำหน่ายเงินกำไรของสาขาต่างชาติคืออะไร

เป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อสาขานำกำไรที่เกิดขึ้นในไทยส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

บริษัทลูกจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติต้องเสียภาษีอย่างไร

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่หากมีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศของผู้ถือหุ้น อาจได้รับสิทธิลดอัตราภาษีลงได้

ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญ

สาขาต่างชาติต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่

ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจที่ดำเนินการ หากอยู่ในบัญชีธุรกิจที่จำกัดสำหรับคนต่างด้าวตามกฎหมาย อาจต้องขอใบอนุญาตก่อนเริ่มดำเนินงาน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

ความรับผิดทางกฎหมายของสาขากับบริษัทลูกต่างกันอย่างไร

สาขาต่างชาติไม่ใช่นิติบุคคลแยกต่างหาก บริษัทแม่จึงต้องรับผิดต่อหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นในไทยอย่างไม่จำกัด ส่วนบริษัทลูกเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก

ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงเท่าทุนที่ลงไป

ธุรกิจระยะสั้นควรเลือกตั้งสาขาหรือบริษัทลูก

หากเป็นโครงการระยะสั้นและไม่ต้องการลงทุนโครงสร้างระยะยาว การตั้งสาขาอาจสะดวกและเร็วกว่า แต่ควรพิจารณาภาระภาษีจำหน่ายเงินกำไรและความรับผิดของบริษัทแม่ประกอบด้วย

ควรปรึกษาใครก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบการลงทุนในไทย

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศและกฎหมายธุรกิจต่างด้าวร่วมกัน เพื่อประเมินภาระภาษี ความรับผิด และสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้