ร้านอาหารและผู้ผลิตที่เริ่มนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น ชีส ไวน์ เนื้อสัตว์ หรือเครื่องปรุงพิเศษ มักพลาดตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือไม่เช็กพิกัดศุลกากร (HS Code) ก่อนสั่งซื้อ

ทำให้ประเมินต้นทุนผิดพลาด สินค้าติดด่านนาน

หรือแม้แต่ถูกอายัดเพราะขาดเอกสารที่กฎหมายกำหนด

สารบัญบทความ
  1. ทำไมต้องเช็กพิกัดศุลกากรก่อนสั่งซื้อวัตถุดิบอาหาร
  2. ขั้นตอนตรวจสอบพิกัดศุลกากรก่อนสั่งซื้อ
  3. องค์ประกอบต้นทุนนำเข้าที่ต้องคำนวณ
  4. ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนนำเข้าจริง
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำเข้าวัตถุดิบอาหาร
  6. แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่เริ่มนำเข้าวัตถุดิบอาหาร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมต้องเช็กพิกัดศุลกากรก่อนสั่งซื้อวัตถุดิบอาหาร

พิกัดศุลกากร หรือ HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าเพื่อกำหนดอัตราอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงื่อนไขการนำเข้า เช่น

ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใดบ้าง

วัตถุดิบอาหารแต่ละชนิดแม้จะดูคล้ายกันแต่มีพิกัดศุลกากรต่างกันได้ เช่น ชีสสดกับชีสแปรรูป หรือเนื้อสัตว์แช่แข็งกับเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งมีอัตราอากรและเงื่อนไขนำเข้าต่างกัน

ผู้ประกอบการที่ไม่เช็กพิกัดก่อนสั่งซื้อมักเจอปัญหา 3 อย่างคือ ประเมินต้นทุนผิดเพราะไม่รู้อัตราอากรที่แท้จริง สินค้าติดด่านเพราะขาดเอกสารประกอบ

และในกรณีร้ายแรงอาจถูกอายัดหรือตีกลับสินค้าหากเป็นวัตถุดิบที่ต้องขออนุญาตพิเศษ เช่น

เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ต้องผ่านการตรวจจากกรมปศุสัตว์

ขั้นตอนตรวจสอบพิกัดศุลกากรก่อนสั่งซื้อ

ขั้นตอนที่ 1: ระบุประเภทสินค้าให้ชัดเจน

ก่อนค้นหาพิกัด ต้องรู้รายละเอียดสินค้าให้ชัดที่สุด เช่น เป็นวัตถุดิบสด แช่แข็ง แปรรูป หรือกึ่งสำเร็จรูป มีส่วนผสมอะไรบ้าง

เพราะพิกัดศุลกากรจะแตกต่างกันตามลักษณะการแปรรูปและส่วนประกอบ

ขั้นตอนที่ 2: ค้นหาพิกัดผ่านระบบของกรมศุลกากร

กรมศุลกากร (customs.go.th) มีระบบสืบค้นพิกัดอัตราศุลกากรที่เปิดให้ประชาชนใช้งานได้ฟรี ผู้ประกอบการสามารถค้นหาด้วยชื่อสินค้าหรือลักษณะสินค้าเพื่อดูรหัสพิกัดเบื้องต้น

หากไม่แน่ใจว่าพิกัดที่ค้นเจอถูกต้องหรือไม่ สามารถยื่นขอ

"หนังสือตอบข้อหารือพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า" (Advance Ruling) จากกรมศุลกากรได้ ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจก่อนสั่งซื้อจริง

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบว่าต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใดเพิ่มเติมหรือไม่

วัตถุดิบอาหารหลายชนิดต้องผ่านการตรวจสอบหรือขออนุญาตจากหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น

  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอาหารหรือขึ้นทะเบียนตำรับอาหารก่อนนำเข้า
  • กรมปศุสัตว์: เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และนมต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) จากประเทศต้นทาง และผ่านการตรวจจากด่านกักกันสัตว์
  • กรมวิชาการเกษตร: พืชผักผลไม้สดบางชนิดต้องมีใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate)

เอกสารเหล่านี้ต้องเตรียมล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ไม่ใช่รอให้สินค้ามาถึงด่านแล้วค่อยขอ เพราะบางใบอนุญาตใช้เวลาดำเนินการหลายสัปดาห์

องค์ประกอบต้นทุนนำเข้าที่ต้องคำนวณ

เมื่อทราบพิกัดศุลกากรแล้ว ผู้ประกอบการต้องประเมินต้นทุนนำเข้ารวมทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย

  • ราคาสินค้า (FOB/CIF): ราคาที่ตกลงซื้อขายกับผู้ขายต่างประเทศ
  • อากรขาเข้า: คำนวณจากอัตราตามพิกัดศุลกากรคูณกับมูลค่าสินค้า (ราคา CIF)
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขาเข้า: คิดจากฐานมูลค่าสินค้ารวมอากรขาเข้า โดยทั่วไปใช้อัตรา 7% แต่ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือกรมศุลกากรก่อนคำนวณจริง
  • ค่าธรรมเนียมการตรวจปล่อยและค่าดำเนินพิธีการศุลกากร: ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้ตัวแทนออกของ (Shipping Agent)
  • ค่าขนส่งและประกันภัยระหว่างประเทศ: รวมอยู่ในฐานคำนวณ CIF หากยังไม่รวมในราคาสินค้า

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนนำเข้าจริง

สมมติร้านอาหารนำเข้าชีสจากยุโรป มูลค่าสินค้า (CIF) 100,000 บาท และสมมติอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดที่ตรวจสอบแล้วอยู่ที่ 5% (ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย

ควรตรวจสอบอัตราจริงจากกรมศุลกากรทุกครั้ง)

รายการจำนวนเงิน
มูลค่าสินค้า (CIF)100,000 บาท
อากรขาเข้า (สมมติ 5%)5,000 บาท
ฐานคำนวณ VAT (CIF + อากร)105,000 บาท
VAT ขาเข้า (สมมติ 7%)7,350 บาท
ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร (ประมาณ)3,000 บาท
ต้นทุนนำเข้ารวมโดยประมาณ115,350 บาท

หมายเหตุ VAT ขาเข้าที่จ่ายไปสามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในการคำนวณ VAT ได้หากผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT และมีใบเสร็จรับเงินหรือใบขนสินค้าที่ถูกต้องครบถ้วน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำเข้าวัตถุดิบอาหาร

  • สั่งซื้อก่อนเช็กพิกัด: ทำให้ประเมินต้นทุนผิดพลาด เมื่อสินค้ามาถึงด่านแล้วพบว่าอากรสูงกว่าที่คิดไว้มาก กระทบต้นทุนขายทันที
  • ไม่เตรียมใบรับรองสุขอนามัยล่วงหน้า: โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม ทำให้สินค้าติดด่านนานหลายวันจนอาจเสื่อมสภาพ
  • ไม่ขึ้นทะเบียนอาหารกับ อย. ก่อน: วัตถุดิบบางประเภทต้องมีเลขสารบบอาหาร (Food Serial Number) ก่อนนำเข้าและจำหน่าย หากไม่มีอาจถูกอายัดสินค้า
  • สับสนระหว่างผู้นำเข้าเพื่อใช้เองกับผู้นำเข้าเพื่อจำหน่าย: เงื่อนไขเอกสารและใบอนุญาตอาจต่างกัน ควรตรวจสอบให้ชัดว่าธุรกิจของตนเข้าข่ายแบบใด
  • ไม่บันทึกภาษีซื้อ VAT ขาเข้าให้ครบถ้วน: ทำให้เสียสิทธิ์ในการนำไปหักลบกับภาษีขายในการยื่น ภ.พ.30

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่เริ่มนำเข้าวัตถุดิบอาหาร

  • ตรวจสอบพิกัดศุลกากรและอัตราอากรทุกครั้งก่อนสั่งซื้อ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนซัพพลายเออร์หรือประเทศต้นทาง
  • สอบถามซัพพลายเออร์ต่างประเทศให้เตรียมเอกสารรับรองที่จำเป็น เช่น Health Certificate, Certificate of Origin ตั้งแต่ต้นทาง
  • ตรวจสอบว่าสินค้าต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. หรือหน่วยงานใดก่อนนำเข้าหรือไม่
  • ใช้บริการตัวแทนออกของ (Customs Broker) ที่มีประสบการณ์กับสินค้าอาหารโดยเฉพาะ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องเอกสาร
  • เก็บใบขนสินค้าขาเข้าและหลักฐาน VAT ขาเข้าให้ครบถ้วนสำหรับใช้ในการยื่นภาษีและตรวจสอบย้อนหลัง

การเช็กพิกัดศุลกากรก่อนสั่งซื้อไม่ใช่แค่เรื่องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและกระแสเงินสดของธุรกิจ เพราะหากประเมินผิดพลาด

อาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริงสูงกว่าที่วางแผนไว้จนกระทบราคาขายและกำไรทั้งเมนู

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

พิกัดศุลกากร (HS Code) คืออะไรและสำคัญอย่างไรกับการนำเข้าวัตถุดิบอาหาร?

พิกัดศุลกากรคือรหัสสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าเพื่อกำหนดอัตราอากรขาเข้าและเงื่อนไขการนำเข้า วัตถุดิบอาหารแต่ละชนิดมีพิกัดต่างกันตามลักษณะการแปรรูป

การเช็กพิกัดก่อนสั่งซื้อช่วยให้ประเมินต้นทุนและเอกสารที่ต้องเตรียมได้ถูกต้อง

ตรวจสอบพิกัดศุลกากรได้จากที่ไหน?

สามารถค้นหาผ่านระบบสืบค้นพิกัดอัตราศุลกากรของกรมศุลกากร (customs.go.th) และหากต้องการความชัดเจนมากขึ้นสามารถยื่นขอหนังสือตอบข้อหารือพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า (Advance Ruling)

จากกรมศุลกากรได้โดยตรง

วัตถุดิบอาหารทุกชนิดต้องขอใบอนุญาตจาก อย. หรือไม่?

วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่ที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายต้องผ่านการตรวจสอบหรือขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า

ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของสินค้านั้นกับ อย. หรือที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ

เนื้อสัตว์นำเข้าต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มเติม?

เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) จากหน่วยงานของประเทศต้นทาง

และต้องผ่านการตรวจสอบจากด่านกักกันสัตว์ของกรมปศุสัตว์ก่อนนำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทย

VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าสามารถขอคืนหรือนำไปหักลบได้หรือไม่?

หากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีใบขนสินค้าขาเข้าที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถนำ VAT ขาเข้าไปใช้เป็นภาษีซื้อเพื่อหักลบกับภาษีขายในการยื่นแบบ ภ.พ.30

ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

ถ้าไม่เช็กพิกัดศุลกากรก่อนสั่งซื้อจะเกิดผลอย่างไร?

อาจทำให้ประเมินต้นทุนผิดพลาดเพราะไม่รู้อัตราอากรที่แท้จริง สินค้าอาจติดด่านนานเพราะขาดเอกสารประกอบ หรือในกรณีร้ายแรงอาจถูกอายัดหรือตีกลับสินค้าหากเป็นวัตถุดิบที่ต้องขออนุญาตพิเศษ

ควรใช้ตัวแทนออกของ (Customs Broker) หรือดำเนินการเองดีกว่า?

สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้าและไม่มีความชำนาญด้านพิธีการศุลกากร แนะนำให้ใช้ตัวแทนออกของที่มีประสบการณ์กับสินค้าอาหารโดยเฉพาะ

เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารผิดพลาดและสินค้าติดด่าน ซึ่งอาจก่อความเสียหายมากกว่าค่าบริการที่จ่ายไป

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม