ตัวแทนออกของหรือ Customs Broker ที่รับดำเนินพิธีการนำเข้าแทนผู้นำเข้า มีหน้าที่ยื่นใบขนสินค้าและชำระอากรแทนลูกค้า

แต่ความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความถูกต้องของภาษีที่แท้จริงยังคงตกอยู่ที่ผู้นำเข้าเป็นหลัก

ตัวแทนมีหน้าที่เฉพาะในขอบเขตที่ได้รับมอบอำนาจเท่านั้น

สารบัญบทความ
  1. ตัวแทนออกของคือใคร และทำหน้าที่อะไร
  2. ใครคือผู้รับผิดชอบภาษีนำเข้าตามกฎหมาย
  3. ขอบเขตความรับผิดชอบของตัวแทนออกของ
  4. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  5. เอกสารที่ควรมีเพื่อลดความเสี่ยงของทั้งสองฝ่าย
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยระหว่างผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตัวแทนออกของคือใคร และทำหน้าที่อะไร

ตัวแทนออกของ (Customs Broker หรือ Shipping Agent) คือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกให้ดำเนินพิธีการทางศุลกากรแทน ตั้งแต่การจัดเตรียมเอกสาร ยื่นใบขนสินค้าผ่านระบบ

e-Customs ของกรมศุลกากร คำนวณและชำระอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต

(ถ้ามี) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามของผู้นำเข้า ไปจนถึงการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร กรมวิชาการเกษตร หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

แล้วแต่ประเภทสินค้า

ในทางปฏิบัติ ตัวแทนออกของทำงานภายใต้ "หนังสือมอบอำนาจ" (Power of Attorney) ที่ผู้นำเข้าลงนามให้ไว้

ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่กำหนดขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบของตัวแทนอย่างชัดเจน

ใครคือผู้รับผิดชอบภาษีนำเข้าตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจคือ แม้ตัวแทนออกของจะเป็นผู้ดำเนินการยื่นใบขนและชำระภาษีแทน แต่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ผู้นำเข้า (Importer of Record) ยังคงเป็น

"ผู้รับผิดชอบหลัก" ต่อความถูกต้องของข้อมูลสินค้า

พิกัดอัตราศุลกากร ราคาศุลกากร และภาษีที่ต้องชำระทั้งหมด กล่าวคือ หากภายหลังกรมศุลกากรตรวจพบว่าสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง หรือใช้พิกัดอัตราศุลกากรผิดประเภท

ผู้นำเข้าจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชำระอากรส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับเป็นหลัก

ตัวแทนออกของจะร่วมรับผิดชอบเฉพาะในกรณีที่ตัวแทนกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น ทราบอยู่แล้วว่าเอกสารเป็นเท็จแต่ยังดำเนินการยื่นให้ หรือปลอมแปลงเอกสารเอง

ซึ่งกรณีเช่นนี้ตัวแทนอาจถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาควบคู่กับผู้นำเข้า

ขอบเขตความรับผิดชอบของตัวแทนออกของ

ประเด็นผู้นำเข้า (Importer)ตัวแทนออกของ (Customs Broker)
ความถูกต้องของข้อมูลสินค้าที่แจ้งรับผิดชอบหลักรับผิดชอบตามข้อมูลที่ได้รับมอบ
พิกัดอัตราศุลกากรและราคาศุลกากรรับผิดชอบหลักให้คำแนะนำตามหลักวิชาชีพ
การยื่นใบขนสินค้าถูกต้องตามระบบมอบหมายให้ตัวแทนดำเนินการรับผิดชอบด้านกระบวนการยื่น
การชำระอากร/VAT ตามที่คำนวณเป็นผู้จ่ายเงินจริง (ผ่านตัวแทน)ดำเนินการชำระแทนตามจำนวนที่แจ้ง
การปลอมแปลงเอกสารหรือรู้เห็นเป็นใจรับผิดทั้งแพ่งและอาญาร่วมรับผิดทั้งแพ่งและอาญา

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัท XYZ นำเข้าเครื่องจักรจากจีน มูลค่าตามใบแจ้งหนี้ (Invoice) 2,000,000 บาท และมอบหมายให้ตัวแทนออกของดำเนินพิธีการนำเข้า ตัวแทนคำนวณอากรขาเข้าและ VAT

ตามเอกสารที่ได้รับจากบริษัท XYZ และชำระภาษีแทนไปก่อน ต่อมา 1 ปีให้หลัง

กรมศุลกากรตรวจสอบพบว่าราคาที่แท้จริงตามสัญญาซื้อขายสูงกว่าที่แจ้งไว้ 300,000 บาท เนื่องจากบริษัท XYZ ไม่ได้แจ้งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางรายการให้ตัวแทนทราบ

ในกรณีนี้ บริษัท XYZ ในฐานะผู้นำเข้าจะต้องรับผิดชอบชำระอากรและ VAT ส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ เนื่องจากตัวแทนออกของดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับมอบมาโดยสุจริต

ไม่ได้ทราบหรือมีส่วนรู้เห็นกับการปกปิดข้อมูลราคาที่แท้จริง

เอกสารที่ควรมีเพื่อลดความเสี่ยงของทั้งสองฝ่าย

  • หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) ที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน
  • ใบแจ้งหนี้ (Invoice) และเอกสารราคาที่แท้จริงครบถ้วน รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย
  • สัญญาว่าจ้างตัวแทนออกของที่ระบุความรับผิดชอบและค่าบริการชัดเจน
  • บันทึกการสื่อสารระหว่างผู้นำเข้ากับตัวแทนเกี่ยวกับข้อมูลสินค้า
  • ใบเสร็จรับเงินค่าอากรและ VAT ที่ตัวแทนชำระแทน พร้อมหลักฐานการเรียกเก็บคืนจากผู้นำเข้า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยระหว่างผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ

  • ผู้นำเข้าไม่แจ้งข้อมูลราคาที่แท้จริงครบถ้วน — ทำให้ตัวแทนคำนวณภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบส่วนต่างเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่มีหนังสือมอบอำนาจที่ชัดเจน — เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องความรับผิดชอบ จะพิสูจน์ขอบเขตอำนาจตัวแทนได้ยาก
  • เข้าใจผิดว่าตัวแทนออกของรับผิดชอบภาษีทั้งหมดแทนตน — ผู้นำเข้ายังคงต้องรับผิดชอบหลักตามกฎหมายศุลกากรเสมอ
  • ไม่ตรวจสอบใบขนสินค้าที่ตัวแทนยื่นแทน — ควรขอสำเนาใบขนและตรวจสอบพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้ให้ตรงกับสินค้าจริง
  • ไม่เก็บเอกสารย้อนหลัง — กรมศุลกากรมีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังได้หลายปี จึงควรเก็บเอกสารนำเข้าไว้ให้ครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ

  • ผู้นำเข้าควรจัดเตรียมและแจ้งข้อมูลราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ตัวแทนอย่างครบถ้วนและตรงตามความเป็นจริง
  • จัดทำหนังสือมอบอำนาจและสัญญาว่าจ้างที่ระบุขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน
  • ขอสำเนาใบขนสินค้าและเอกสารการชำระภาษีทุกครั้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
  • เก็บรักษาเอกสารนำเข้าและหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • หากไม่แน่ใจเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรหรือราคาศุลกากรที่ถูกต้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีศุลกากรหรือสอบถามกรมศุลกากรโดยตรงก่อนนำเข้า

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตัวแทนออกของรับผิดชอบภาษีนำเข้าแทนผู้นำเข้าทั้งหมดหรือไม่?

ไม่ใช่ทั้งหมด ผู้นำเข้ายังคงเป็นผู้รับผิดชอบหลักตามกฎหมายศุลกากรต่อความถูกต้องของข้อมูลสินค้า ราคา และพิกัดอัตราศุลกากร

ตัวแทนออกของทำหน้าที่ดำเนินการยื่นใบขนและชำระภาษีแทนตามข้อมูลที่ได้รับมอบเท่านั้น

หากสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความจริง ใครต้องรับผิดชอบ?

ผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการชำระอากรและ VAT ส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวแทนออกของทราบหรือมีส่วนรู้เห็นกับการสำแดงเท็จ

ซึ่งกรณีนั้นตัวแทนอาจร่วมรับผิดด้วย

หนังสือมอบอำนาจสำคัญอย่างไรในการว่าจ้างตัวแทนออกของ?

หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) เป็นเอกสารที่กำหนดขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบของตัวแทนอย่างชัดเจน ช่วยป้องกันข้อพิพาทเรื่องความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาภาษีย้อนหลังในภายหลัง

ตัวแทนออกของต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่?

หากตัวแทนออกของกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น ปลอมแปลงเอกสารหรือรู้เห็นเป็นใจกับการสำแดงเท็จ ตัวแทนอาจถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาควบคู่กับผู้นำเข้า

ผู้นำเข้าควรตรวจสอบอะไรบ้างหลังตัวแทนยื่นใบขนสินค้า?

ควรขอสำเนาใบขนสินค้าและตรวจสอบว่าพิกัดอัตราศุลกากร ราคาศุลกากร และจำนวนภาษีที่ชำระตรงกับข้อมูลสินค้าจริงที่นำเข้า

เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การประเมินภาษีย้อนหลัง

กรมศุลกากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี?

กรมศุลกากรมีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายศุลกากรกำหนด ผู้นำเข้าจึงควรเก็บรักษาเอกสารนำเข้า ใบขนสินค้า และหลักฐานการชำระภาษีไว้ให้ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ควรทำอย่างไรหากไม่แน่ใจเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้า?

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีศุลกากรหรือตัวแทนออกของที่มีประสบการณ์ในสินค้าประเภทนั้น หรือสอบถามกรมศุลกากรโดยตรงก่อนนำเข้า เพื่อให้ใช้พิกัดอัตราศุลกากรถูกต้องตั้งแต่แรก

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้