บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการหรือกรรมการที่เพิ่งพบว่าบริษัทของตนถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนเพราะเข้าใจว่าเป็นบริษัทร้าง

ทั้งที่ยังต้องการใช้ประโยชน์จากนิติบุคคลนั้นต่อ เช่น มีทรัพย์สินหรือที่ดินค้างโอน มีคดีความค้างอยู่

หรือมีคู่สัญญาที่ยังผูกพันกันอยู่ คุณจะได้เข้าใจว่าการขีดชื่อบริษัทเกิดขึ้นได้อย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/1 ผลทางกฎหมายที่ตามมาตามมาตรา 1273/3

ขั้นตอนร้องขอต่อศาลเพื่อให้บริษัทกลับคืนสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4

ภายในกรอบเวลา 10 ปี และที่สำคัญที่สุดคือภาระภาษีและบัญชีที่ค้างอยู่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบริษัทกลับมามีสถานะนิติบุคคลอีกครั้ง

เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบว่าคุ้มค่าที่จะกู้คืนทะเบียนหรือไม่

สารบัญบทความ
  1. บริษัทร้างถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนได้อย่างไร (มาตรา 1273/1 และ 1273/3)
  2. ผลทางกฎหมาย บริษัทเลิกแต่ความรับผิดไม่เลิก (มาตรา 1273/3)
  3. ขั้นตอนร้องขอศาลให้บริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน (มาตรา 1273/4)
  4. เมื่อกลับคืนทะเบียนแล้ว ภาระภาษีและบัญชีที่ต้องสะสางย้อนหลัง
  5. กู้คืนทะเบียนหรือเปิดบริษัทใหม่ ตัดสินใจอย่างไรให้คุ้มค่า
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

บริษัทร้างถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนได้อย่างไร (มาตรา 1273/1 และ 1273/3)

เมื่อบริษัทไม่นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าติดต่อกันนานหลายปี (ในทางปฏิบัติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าใช้เกณฑ์ไม่ยื่นงบการเงินติดต่อกันประมาณ 3 ปี

เป็นข้อบ่งชี้ว่าเข้าข่ายบริษัทร้าง) นายทะเบียนมีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา

1273/1 ในการสอบถามและดำเนินการขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนได้ ขั้นตอนเริ่มจากนายทะเบียนมีหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังบริษัทตามที่อยู่จดทะเบียน

เพื่อสอบถามว่ายังประกอบกิจการอยู่หรือไม่ หากไม่ได้รับคำตอบภายใน 30

วันนับแต่วันส่งหนังสือ นายทะเบียนจะประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง

พร้อมมีหนังสือแจ้งเตือนอีกฉบับเป็นหนังสือลงทะเบียนตอบรับว่าจะขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันส่งหนังสือแจ้งเตือนนั้น

หากบริษัทยังไม่ชี้แจงเหตุผลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว นายทะเบียนมีอำนาจขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนได้ตามมาตรา 1273/3

และในทางปฏิบัติจะประกาศรายชื่อบริษัทที่ถูกขีดชื่อในราชกิจจานุเบกษาด้วย

ผลคือบริษัทถือว่าเลิกกันนับแต่วันที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่าบริษัทของตนถูกขีดชื่อไปแล้ว

เพราะไม่ได้ตรวจสอบสถานะกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาหลายปี จนมาพบภายหลังเมื่อต้องใช้เอกสารนิติบุคคลทำธุรกรรมสำคัญ เช่น

โอนที่ดิน เบิกถอนเงินฝากธนาคาร หรือยื่นฟ้องคดี

ผลทางกฎหมาย บริษัทเลิกแต่ความรับผิดไม่เลิก (มาตรา 1273/3)

ข้อที่เจ้าของกิจการเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่า เมื่อถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วภาระทุกอย่างของบริษัทจะหมดไปด้วย แต่ตามมาตรา 1273/3 กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า

แม้บริษัทจะเลิกกันเมื่อถูกขีดชื่อ แต่ความรับผิดของกรรมการ ผู้จัดการ

และผู้ถือหุ้นทุกคนยังคงมีอยู่เสมือนบริษัทยังไม่ได้เลิก ซึ่งหมายความว่า

  • เจ้าหนี้การค้าและกรมสรรพากรยังติดตามเรียกร้องหนี้สินหรือภาษีค้างชำระจากทรัพย์สินของบริษัทได้ต่อไป
  • ทรัพย์สินที่ยังอยู่ในชื่อบริษัท เช่น ที่ดินหรือเงินฝากธนาคาร จะโอนหรือเบิกถอนไม่ได้จนกว่าจะจัดการสถานะนิติบุคคลให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะด้วยการกู้คืนทะเบียนหรือชำระบัญชีตามกฎหมาย

การถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนจึงไม่ใช่ทางลัดที่ทำให้พ้นภาระภาษีหรือหนี้สินไปได้ง่ายๆ ตรงกันข้าม อาจยุ่งยากกว่าการเลิกกิจการตามขั้นตอนปกติ

เพราะไม่มีกระบวนการชำระบัญชีปิดบัญชีให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น

ขั้นตอนร้องขอศาลให้บริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน (มาตรา 1273/4)

หากกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ที่มีส่วนได้เสียเห็นว่าการถูกขีดชื่อไม่เป็นธรรม หรือบริษัทยังคงประกอบกิจการอยู่จริงในขณะที่ถูกขีดชื่อ

กฎหมายเปิดช่องให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งจดชื่อบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียนได้ตามมาตรา 1273/4

โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  • ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง บริษัท (ผ่านกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน) ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ที่มีส่วนได้เสียในบริษัทนั้น ตามที่มาตรา 1273/4 กำหนดไว้
  • ยื่นที่ไหน โดยทั่วไปคือศาลที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทตามที่จดทะเบียนไว้ ทั้งนี้เขตอำนาจศาลที่แท้จริงควรตรวจสอบกับทนายความตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
  • ต้องพิสูจน์อะไร แสดงให้ศาลเห็นว่าในขณะที่ถูกขีดชื่อบริษัทยังทำการค้าขายหรือประกอบกิจการอยู่จริง หรือกรณีอื่นที่ศาลเห็นสมควรว่าเป็นธรรมที่จะให้บริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน เช่น มีทรัพย์สินค้างอยู่ในชื่อบริษัทที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย
  • กรอบเวลา ต้องยื่นคำร้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน หากพ้นกำหนดนี้จะไม่สามารถขอให้ศาลสั่งกลับคืนทะเบียนได้อีก
  • หลักฐานที่ควรเตรียม สำเนาหนังสือรับรองบริษัทก่อนถูกขีดชื่อ เอกสารแสดงการประกอบกิจการ เช่น สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ Bank Statement

เมื่อศาลมีคำสั่งให้กลับคืนทะเบียน กฎหมายให้ถือว่าบริษัทดำรงอยู่ตลอดมาเสมือนไม่เคยถูกขีดชื่อเลย ผู้ยื่นคำร้องต้องนำคำสั่งศาลไปยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เพื่อให้สถานะนิติบุคคลกลับมาสมบูรณ์

ขั้นตอนนี้ต้องมีการนำสืบพยานหลักฐานต่อศาล จึงควรดำเนินการร่วมกับทนายความที่มีประสบการณ์คดีลักษณะนี้โดยเฉพาะ

เมื่อกลับคืนทะเบียนแล้ว ภาระภาษีและบัญชีที่ต้องสะสางย้อนหลัง

จุดที่เจ้าของธุรกิจต้องเตรียมใจให้ดีที่สุดคือ เมื่อศาลสั่งให้บริษัทกลับคืนสู่ทะเบียนแล้ว กฎหมายถือว่าบริษัทดำรงอยู่ตลอดมาโดยไม่มีช่วงว่าง

หมายความว่าภาระการยื่นงบการเงินและภาษีในทุกปีที่ขาดหายไประหว่างถูกขีดชื่อจะย้อนกลับมาทั้งหมด

ไม่ใช่เริ่มนับใหม่จากวันที่ศาลมีคำสั่ง

ภาระที่ต้องสะสางย้อนหลังรายละเอียดสำคัญ
งบการเงินประจำปีที่ขาดหายจัดทำและยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ครบทุกรอบบัญชี พร้อมค่าปรับยื่นล่าช้าตามพระราชบัญญัติการบัญชี
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50/51)ยื่นแบบย้อนหลังทุกรอบบัญชี พร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีค้างชำระตามมาตรา 27 ประมวลรัษฎากร (เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ) และอาจมีค่าปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาทต่อรอบบัญชีกรณียื่นแบบล่าช้าตามมาตรา 35 ประมวลรัษฎากร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)หากยังมีเลขผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ ต้องยื่นย้อนหลังทุกเดือนแม้ยอดขายเป็นศูนย์ พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นแบบล่าช้าคิดสองเท่าของภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีนั้น) และเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือนตามมาตรา 89/1 ทั้งนี้กรมสรรพากรอาจพิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเป็นรายกรณี
ประชุมผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อจัดประชุมรับรองงบย้อนหลังและปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ให้เป็นปัจจุบัน

ในทางปฏิบัติ ควรให้นักบัญชีตรวจสอบและรวบรวมเอกสารของทุกปีที่ขาดหายก่อนยื่นแบบย้อนหลัง เพื่อคำนวณภาษีให้ถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินเพิ่มเติม

หากมีรายได้หรือธุรกรรมเกิดขึ้นจริงในช่วงที่ถูกขีดชื่อ

ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิและยื่นแบบให้ครบถ้วน เพราะกรมสรรพากรมีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังตามอายุความที่กฎหมายกำหนด

การละเลยไม่ยื่นแบบย้อนหลังหลังกลับคืนทะเบียนแล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าการสะสางให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

กู้คืนทะเบียนหรือเปิดบริษัทใหม่ ตัดสินใจอย่างไรให้คุ้มค่า

ก่อนตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาล เจ้าของกิจการควรชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับภาระที่ต้องสะสางให้รอบคอบ

  • ควรพิจารณากู้คืนทะเบียนเมื่อ มีทรัพย์สิน เช่น ที่ดินหรือเงินฝากธนาคาร ค้างอยู่ในชื่อบริษัทที่ต้องใช้สถานะนิติบุคคลจัดการ มีคดีความที่ต้องดำเนินการในนามบริษัทเดิม หรือมีใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะทางที่ผูกกับนิติบุคคลนั้นและขอใหม่ได้ยาก
  • อาจไม่คุ้มค่าที่จะกู้คืนเมื่อ ภาระภาษีและค่าปรับสะสมย้อนหลังสูงกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่มีทรัพย์สินหรือสัญญาผูกพันที่จำเป็นต้องใช้นิติบุคคลเดิม และการเปิดบริษัทใหม่จะสะดวกและประหยัดกว่าในระยะยาว

ไม่ว่าจะเลือกทางใด ควรปรึกษานักบัญชีและทนายความร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อประเมินภาระภาษีที่แท้จริงก่อนยื่นคำร้องต่อศาล และวางแผนสะสางเอกสารบัญชีให้ครบถ้วน

ป้องกันปัญหาถูกประเมินภาษีย้อนหลังโดยไม่ทันตั้งตัว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง บริษัทร้างถูกขีดชื่อ (เพิกถอนทะเบียน) กู้คืนอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้ว ยังต้องรับผิดชอบภาษีค้างอยู่หรือไม่

ต้องรับผิดชอบ เพราะตามมาตรา 1273/3 แม้บริษัทจะเลิกกันเมื่อถูกขีดชื่อ แต่ความรับผิดของกรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นทุกคนยังคงมีอยู่เสมือนบริษัทยังไม่ได้เลิก

กรมสรรพากรจึงยังมีสิทธิติดตามเรียกเก็บภาษีค้างชำระได้ตามปกติ

ใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน

บริษัท (ผ่านกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน) ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ที่มีส่วนได้เสียในบริษัทนั้น สามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ

โดยทั่วไปคือศาลที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท

เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งจดชื่อบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียนได้ตามมาตรา 1273/4

มีเวลากี่ปีในการร้องขอให้บริษัทกลับคืนทะเบียน

ต้องยื่นคำร้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน ตามที่มาตรา 1273/4 กำหนดไว้ หากพ้นกำหนดเวลานี้จะไม่สามารถขอให้ศาลสั่งกลับคืนทะเบียนได้อีก

เมื่อศาลสั่งให้บริษัทกลับคืนทะเบียนแล้ว ต้องทำอะไรต่อ

ต้องนำคำสั่งศาลไปยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน จากนั้นต้องจัดทำและยื่นงบการเงิน แบบภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังให้ครบทุกรอบที่ขาดหายไป

เนื่องจากกฎหมายถือว่าบริษัทดำรงอยู่ตลอดมาเสมือนไม่เคยถูกขีดชื่อ

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรก ลองศึกษารายละเอียดการจดทะเบียนบริษัทของ A Plus Me เพื่อเตรียมเอกสาร ทุน และผู้ถือหุ้นให้พร้อมก่อนยื่นจด