ธุรกิจบริการมักตั้งราคาโดยใช้ความรู้สึกหรือเทียบเคียงคู่แข่ง แต่การไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงต่อชั่วโมงทำงานอาจทำให้ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว บทความนี้แนะนำวิธีคำนวณ Billable Hour Cost

อย่างแม่นยำสำหรับธุรกิจบริการ SME ไทย

สารบัญบทความ
  1. ทำไมธุรกิจบริการต้องรู้ต้นทุนต่อชั่วโมง
  2. องค์ประกอบต้นทุนในธุรกิจบริการ
  3. สูตรคำนวณ Billable Hour Cost
  4. ตัวอย่างการคำนวณจริงสำหรับสำนักงานบัญชี
  5. วิธีนำ Billable Hour Cost ไปใช้ตั้งราคา
  6. ข้อพิจารณาด้านภาษีสำหรับธุรกิจบริการ
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมธุรกิจบริการต้องรู้ต้นทุนต่อชั่วโมง

ธุรกิจบริการ เช่น สำนักงานบัญชี บริษัทกฎหมาย สตูดิโอออกแบบ ช่างซ่อม หรือที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ มีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างจากธุรกิจขายสินค้า เพราะสิ่งที่ขายคือเวลาและความเชี่ยวชาญ

ไม่ใช่สินค้าที่จับต้องได้

หากไม่รู้ว่าต้นทุนจริงต่อชั่วโมงทำงานคือเท่าไร ก็เป็นไปได้ที่จะตั้งราคาต่ำเกินไปจนขาดทุน หรือสูงเกินไปจนเสียลูกค้าให้คู่แข่ง

ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจบริการ SME ไทย คือการตั้งราคาโดยดูจากราคาตลาดหรือคู่แข่งเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนวณว่าตัวเองมีต้นทุนเท่าไร

ซึ่งเป็นอันตรายเพราะแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างกัน

ธุรกิจที่มีพนักงานมากหรือค่าเช่าสูงย่อมมีต้นทุนต่อชั่วโมงสูงกว่าธุรกิจที่ทำงานคนเดียวแบบ Freelance

องค์ประกอบต้นทุนในธุรกิจบริการ

ก่อนจะคำนวณต้นทุนต่อชั่วโมง ต้องเข้าใจก่อนว่าต้นทุนในธุรกิจบริการแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ต้นทุนแรงงานทางตรง (Direct Labor Cost)

ได้แก่ เงินเดือน โบนัส และสวัสดิการของพนักงานที่ทำงานบริการให้ลูกค้าโดยตรง เช่น นักบัญชีที่ทำงานในโปรเจกต์ของลูกค้า ช่างที่ซ่อมของให้ลูกค้า หรือนักออกแบบที่สร้างงานให้ลูกค้า

รวมถึงเงินสมทบประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการอื่น

ๆ ที่นายจ้างต้องออกให้

2. ต้นทุนโสหุ้ย (Overhead Cost)

ได้แก่ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซอฟต์แวร์ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ เงินเดือนพนักงานสนับสนุน (ธุรการ ฝ่าย HR) ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นกับจำนวนชั่วโมงที่ให้บริการลูกค้า

3. ต้นทุนทางอ้อมอื่น ๆ

ได้แก่ ค่าการตลาด ค่าพัฒนาทักษะพนักงาน ค่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักถูกลืมในการคำนวณต้นทุน

ทำให้ตัวเลขที่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริงและนำไปสู่การตั้งราคาที่ต่ำเกินไป

สูตรคำนวณ Billable Hour Cost

ขั้นตอนการคำนวณต้นทุนต่อชั่วโมงที่ให้บริการลูกค้า (Billable Hour Cost) มีดังนี้

ขั้นที่ 1: คำนวณต้นทุนรวมต่อปี โดยรวมต้นทุนแรงงานทางตรง + ค่าโสหุ้ย + ต้นทุนทางอ้อมอื่น ๆ ทั้งปี

ขั้นที่ 2: คำนวณชั่วโมงทำงานที่สามารถเก็บเงินลูกค้าได้จริงต่อปี (Billable Hours) ซึ่งไม่ใช่ชั่วโมงทำงานทั้งหมด เพราะพนักงานยังมีเวลาที่ใช้ในงานภายใน การประชุม การฝึกอบรม

และวันหยุด ซึ่งไม่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้

ตัวอย่างการคำนวณ Billable Hours ต่อปี: วันทำงาน 250 วัน x 8 ชั่วโมง = 2,000 ชั่วโมง ถ้า Utilization Rate 70% จะได้ Billable Hours 1,400 ชั่วโมงต่อปีต่อคน

ขั้นที่ 3: Billable Hour Cost = ต้นทุนรวมต่อปี หารด้วย Billable Hours รวมต่อปี

ตัวอย่างการคำนวณจริงสำหรับสำนักงานบัญชี

สมมติสำนักงานบัญชีขนาดเล็กที่มีพนักงาน 3 คน

รายการต้นทุนต่อปี (บาท)
เงินเดือนพนักงาน 3 คน (รวมประกันสังคม)1,440,000
ค่าเช่าสำนักงาน180,000
ค่าซอฟต์แวร์บัญชีและภาษี36,000
ค่าไฟ น้ำ อินเทอร์เน็ต48,000
ค่าการตลาดและหาลูกค้าใหม่60,000
ค่าพัฒนาทักษะและอบรม30,000
ค่าใช้จ่ายบริหารอื่น ๆ60,000
รวมต้นทุนทั้งหมด1,854,000

Billable Hours รวมต่อปี (พนักงาน 3 คน x 1,400 ชั่วโมง) = 4,200 ชั่วโมง ดังนั้น Billable Hour Cost = 1,854,000 / 4,200 = 441 บาทต่อชั่วโมง หมายความว่าทุก 1

ชั่วโมงที่ให้บริการลูกค้า มีต้นทุนอยู่ที่ 441 บาท ถ้าต้องการกำไร 30%

ต้องตั้งราคาขายที่ประมาณ 630 บาทต่อชั่วโมง

วิธีนำ Billable Hour Cost ไปใช้ตั้งราคา

หลังจากทราบต้นทุนต่อชั่วโมงแล้ว การตั้งราคาควรคำนึงถึงปัจจัยเพิ่มเติม ได้แก่

  • อัตรากำไรที่ต้องการ: ธุรกิจบริการทั่วไปควรมีกำไรสุทธิอย่างน้อย 20-30% จึงจะคุ้มค่าความเสี่ยง
  • ราคาตลาด: ราคาที่คำนวณได้ควรอยู่ในช่วงที่ตลาดยอมรับได้ ถ้าสูงกว่าตลาดมากต้องหาวิธีลดต้นทุน
  • มูลค่าที่ลูกค้าได้รับ: บริการที่ให้มูลค่าสูงกว่า เช่น การให้คำปรึกษาเฉพาะทาง อาจตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากกว่างานทั่วไป

ข้อพิจารณาด้านภาษีสำหรับธุรกิจบริการ

ธุรกิจบริการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกรมสรรพากร และต้องบวก VAT เข้าไปในราคาที่เรียกเก็บลูกค้า นอกจากนี้ยังมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย

(Withholding Tax)

ที่ลูกค้านิติบุคคลต้องหักจากค่าบริการที่จ่ายให้ด้วย ซึ่งต้องนำมาคำนวณในการวางแผนกระแสเงินสด การปรึกษาสำนักงานบัญชีจะช่วยให้การวางแผนภาษีและต้นทุนสอดคล้องกับกฎหมายอย่างถูกต้อง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Utilization Rate ควรตั้งที่เท่าไรสำหรับธุรกิจบริการขนาดเล็ก

สำหรับธุรกิจบริการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 1-5 คน Utilization Rate ที่สมเหตุสมผลอยู่ที่ประมาณ 60-75% เพราะยังมีเวลาที่ต้องใช้ในงานบริหาร การหาลูกค้า และงานภายในที่ไม่เรียกเก็บ

ถ้า Utilization Rate ต่ำกว่า 60% แปลว่าอะไร

แปลว่าพนักงานมีงานลูกค้าน้อยเกินไป ซึ่งอาจหมายถึงต้องหาลูกค้าเพิ่ม หรือพิจารณาลดจำนวนพนักงานเพื่อควบคุมต้นทุน มิฉะนั้นต้นทุนต่อชั่วโมงจะสูงขึ้นมากจนไม่สามารถแข่งขันได้

ควรคำนวณ Billable Hour Cost แยกตามพนักงานหรือรวมกัน

ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจ ถ้าพนักงานมีระดับและเงินเดือนต่างกันมาก ควรคำนวณแยกเพื่อให้สามารถตั้งราคาตามระดับความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการได้อย่างถูกต้อง

ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่มักถูกลืมในการคำนวณต้นทุนธุรกิจบริการ

ที่มักลืมบ่อย ได้แก่ ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ค่าซอฟต์แวร์รายปี ค่าพัฒนาทักษะพนักงาน ค่าประกันวิชาชีพ และเงินสำรองสำหรับช่วงที่ลูกค้าน้อยหรือมีปัญหาฉุกเฉิน

ธุรกิจบริการต้องจด VAT เมื่อไร และส่งผลต่อการตั้งราคาอย่างไร

ต้องจด VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ตามกรมสรรพากร หลังจดต้องบวก VAT 7% ในราคาที่เรียกเก็บ ซึ่งส่งผลให้ราคาสูงขึ้นในสายตาลูกค้า จึงควรแจ้งลูกค้าล่วงหน้าก่อนการปรับราคา

หลายครั้งที่เห็นตัวเลขแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรแก้ปัญหาจุดไหนก่อน บริการประเมินความเสี่ยงบัญชีและภาษีจะช่วยจัดลำดับความสำคัญให้เป็นระบบมากขึ้น