เจ้าของ SME จำนวนมากสับสนว่า "ค่าปรับ" ที่เกิดขึ้นในธุรกิจนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ เพราะคำนี้ถูกใช้เรียกทั้งค่าปรับที่จ่ายให้คู่ค้าตามสัญญาซื้อขาย

และเบี้ยปรับ เงินเพิ่มที่จ่ายให้กรมสรรพากร

ทั้งที่ในทางกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนและให้ผลทางภาษีตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างเชิงลึก พร้อมเงื่อนไขที่ต้องมีเพื่อให้หักภาษีได้

ตัวอย่างการคำนวณจริง ตารางเปรียบเทียบ

และวิธีบันทึกบัญชีให้ถูกต้องก่อนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ

สารบัญบทความ
  1. ค่าปรับของ SME มีสองแบบที่คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
  2. ค่าปรับผิดสัญญาการค้ากับคู่ค้า หักเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ
  3. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับที่จ่ายให้กรมสรรพากร ห้ามหักเสมอ
  4. ตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
  5. วิธีบันทึกบัญชีให้ไม่พลาดตอนยื่น ภ.ง.ด.50
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ค่าปรับของ SME มีสองแบบที่คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเข้าใจว่า "ค่าปรับ" ทุกชนิดหักภาษีไม่ได้ทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้วกฎหมายแยกเรื่องนี้ชัดเจนออกเป็นสองกลุ่มที่ผลลัพธ์ทางภาษีต่างกันคนละขั้ว กลุ่มแรกคือ

ค่าปรับที่เกิดจากสัญญาทางการค้ากับคู่ค้า เช่น ค่าปรับส่งมอบงานล่าช้า

ค่าปรับผิดเงื่อนไขซื้อขาย ซึ่งถือเป็นรายจ่ายทางธุรกิจตามปกติและหักภาษีได้ หากเข้าเงื่อนไขที่ถูกต้อง กลุ่มที่สองคือ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาที่จ่ายให้หน่วยงานรัฐ

โดยเฉพาะกรมสรรพากร ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรเสมอ

ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่ากรณีใด

ความแตกต่างนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะถ้าไม่นำค่าปรับสัญญาการค้ามาหักเป็นรายจ่าย ก็เสียประโยชน์ทางภาษีไปฟรี ๆ แต่ถ้านำเบี้ยปรับสรรพากรไปหักเป็นรายจ่ายผิด ๆ

ก็เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับซ้ำซ้อนอีกชั้น

ค่าปรับผิดสัญญาการค้ากับคู่ค้า หักเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ

ค่าปรับที่เกิดจากข้อตกลงทางแพ่งระหว่างบริษัทกับคู่ค้า เช่น ค่าปรับที่ลูกค้าหักจากค่าจ้างเพราะบริษัทส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา

หรือค่าปรับที่บริษัทต้องจ่ายให้ซัพพลายเออร์เพราะยกเลิกคำสั่งซื้อกะทันหัน ถือเป็น รายจ่ายเพื่อกิจการโดยตรง

ไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี จึงนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามปกติ เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ

แต่การหักได้ไม่ได้แปลว่าหักได้แบบไม่มีเงื่อนไข บริษัทต้องมีองค์ประกอบครบตามหลักทั่วไปของรายจ่ายที่หักภาษีได้ ดังนี้

  • มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขและอัตราค่าปรับไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่การตกลงย้อนหลังหรือกำหนดขึ้นเองภายหลัง
  • เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ เป็นผลจากการดำเนินธุรกิจปกติ ไม่ใช่ความเสียหายส่วนตัวของกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
  • พิสูจน์ผู้รับเงินได้ มีหนังสือแจ้งหักค่าปรับ ใบลดหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการโอนเงินที่ระบุชื่อคู่สัญญาชัดเจน
  • บันทึกในรอบบัญชีที่ข้อพิพาทยุติแล้ว หากยังโต้แย้งจำนวนเงินกันอยู่ ควรรอให้มีข้อตกลงยอมรับหนี้ คำพิพากษา หรือคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการก่อน เพื่อไม่ให้ตั้งรายจ่ายด้วยตัวเลขที่ยังไม่แน่นอน

ตัวอย่าง: บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งส่งมอบงานล่าช้ากว่าสัญญา 10 วัน เจ้าของโครงการจึงหักค่าปรับตามสัญญาในอัตราวันละ 0.1% ของมูลค่างาน

(อัตราค่าปรับเป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญาแต่ละฉบับ ไม่มีอัตรามาตรฐานตายตัวตามกฎหมาย) รวมเป็นเงิน

150,000 บาท จากค่าจ้างงวดสุดท้าย เนื่องจากมีสัญญาจ้างระบุอัตราค่าปรับไว้ล่วงหน้าและมีหนังสือแจ้งหักเงินจากผู้ว่าจ้างเป็นหลักฐาน บริษัทจึงบันทึกจำนวน 150,000

บาทนี้เป็นรายจ่ายในการดำเนินงาน

และนำไปหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามปกติ

เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับที่จ่ายให้กรมสรรพากร ห้ามหักเสมอ

ในทางกลับกัน เงินที่บริษัทต้องจ่ายให้กรมสรรพากรอันเป็นผลจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่า "เบี้ยปรับ" "เงินเพิ่ม" หรือ "ค่าปรับทางอาญา" ล้วนเป็น

รายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งบัญญัติห้ามนำเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร รวมถึงค่าปรับทางอาญาและภาษีเงินได้ของนิติบุคคลเอง มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยเด็ดขาด

หลักคิดของกฎหมายข้อนี้คือรัฐไม่ต้องการให้ผู้เสียภาษีนำ

"ผลของความผิดพลาดหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย" มาลดกำไรที่ต้องเสียภาษีซ้ำอีกชั้น เพราะจะเท่ากับให้รัฐช่วยแบกรับต้นทุนความผิดพลาดนั้นบางส่วนผ่านการลดหย่อนภาษี

ตัวอย่างเงินที่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามกลุ่มนี้ที่ SME พบบ่อย ได้แก่

  • เงินเพิ่มจากการชำระภาษีล่าช้า อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ค้างชำระ (ไม่รวมเบี้ยปรับ) ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เงินเพิ่มที่คำนวณได้จะไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง
  • เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณียื่นแบบ ภ.พ.30 หรือ ภ.พ.36 ผิดพลาด ยื่นล่าช้า หรือไม่ยื่นแบบ
  • เงินเพิ่มกรณีประมาณการกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิที่แท้จริงในปีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 67 ทวิ และมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (หากมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด อาจไม่ต้องเสียเงินเพิ่มส่วนนี้ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนยื่นแบบ)
  • ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด

หลักการนี้ยังครอบคลุมไปถึงค่าปรับที่จ่ายให้หน่วยงานราชการอื่นนอกเหนือจากกรมสรรพากรด้วย เช่น ค่าปรับผิดกฎหมายแรงงาน ค่าปรับสิ่งแวดล้อม หรือค่าปรับจราจรของยานพาหนะบริษัท

เพราะกรมสรรพากรตีความว่าเป็น "ค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญา"

ตามความหมายเดียวกันกับมาตรา 65 ตรี (6) จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามเช่นเดียวกับเบี้ยปรับภาษี ไม่ว่าจำนวนเงินจะมากหรือน้อยเพียงใด

ตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน

สรุปความแตกต่างระหว่างค่าปรับสองประเภทนี้ในมุมของการหักภาษีได้ดังตาราง

ประเด็นค่าปรับผิดสัญญาการค้า (คู่ค้า)เบี้ยปรับ/เงินเพิ่มภาษีอากร (สรรพากร)
คู่สัญญาบุคคลหรือนิติบุคคลเอกชนที่เป็นคู่ค้ากรมสรรพากรหรือหน่วยงานรัฐ
ที่มาทางกฎหมายข้อตกลงในสัญญาทางแพ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6)
หักเป็นรายจ่ายภาษีได้ไหมได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขและมีเอกสารครบไม่ได้ ต้องบวกกลับเสมอ
เอกสารสำคัญสัญญา หนังสือแจ้งหักค่าปรับ หลักฐานการจ่ายใบเสร็จ/หนังสือแจ้งประเมินจากสรรพากร
การลงบัญชีบันทึกในผังบัญชีรายจ่ายดำเนินงานบันทึกแยกบัญชีต่างหาก ไม่ปนกับต้นทุน

วิธีบันทึกบัญชีให้ไม่พลาดตอนยื่น ภ.ง.ด.50

เพื่อลดความเสี่ยงในการตรวจสอบและทำให้การปิดงบปลายปีง่ายขึ้น ทีมบัญชีควรวางระบบดังนี้

  • แยกผังบัญชีให้ชัดเจนตั้งแต่ระหว่างปี เปิดบัญชีย่อย "ค่าปรับตามสัญญาการค้า" แยกจากบัญชี "เบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม-ค่าปรับภาษีอากร" ไม่บันทึกปะปนกับต้นทุนขายหรือค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป
  • บวกกลับกำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษี เมื่อจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50 ประจำปี ต้องนำยอดรวมในบัญชีเบี้ยปรับ-เงินเพิ่มภาษีอากรทั้งหมดมาบวกกลับ (Add back) เข้ากับกำไรสุทธิทางบัญชี ก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระจริง
  • เก็บเอกสารประกอบให้ครบ ทั้งสัญญาที่ระบุเงื่อนไขค่าปรับ หนังสือแจ้งหักเงินจากคู่ค้า และหนังสือแจ้งประเมินหรือใบเสร็จจากกรมสรรพากร เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง (บางกรณีกรมสรรพากรอาจขอให้เก็บนานกว่านั้น จึงควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีของกิจการ)
  • ทบทวนรายการทุกไตรมาส เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเบี้ยปรับสรรพากรหลุดไปปนอยู่ในบัญชีค่าใช้จ่ายดำเนินงานโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำบัญชีด้วยตัวเองโดยไม่มีนักบัญชีตรวจทาน

การแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยให้ยื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงจากความล่าช้าทางภาษี แยกออกจากต้นทุนทางธุรกิจปกติอย่างชัดเจน

ทั้งนี้เนื่องจากการวินิจฉัยเงื่อนไขรายจ่ายจริงในแต่ละกรณีอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนยื่นแบบทุกครั้ง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค่าปรับ หักภาษีได้ไหม? เทียบค่าปรับสัญญากับค่าปรับสรรพากร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าปรับที่คู่ค้าหักจากค่าจ้างเพราะบริษัทส่งงานล่าช้า หักเป็นรายจ่ายได้เลยไหม

หักได้ หากมีสัญญาระบุเงื่อนไขและอัตราค่าปรับไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีหนังสือแจ้งหักเงินหรือหลักฐานการจ่ายที่ระบุคู่สัญญาชัดเจน และเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจจริง

ถือเป็นรายจ่ายปกติทางภาษี ไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา

65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

เงินเพิ่มที่จ่ายเพราะยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า นำมาหักเป็นรายจ่ายบริษัทได้ไหม

ไม่ได้ เงินเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีอากรทุกประเภทที่จ่ายให้กรมสรรพากร รวมถึงค่าปรับทางอาญา ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ต้องบวกกลับก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเสมอ ไม่ว่าจำนวนเงินจะมากหรือน้อย

ถ้าบันทึกเบี้ยปรับสรรพากรปนไปกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว ต้องแก้ไขอย่างไรตอนยื่น ภ.ง.ด.50

ต้องคัดแยกจำนวนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มออกจากบัญชีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แล้วนำยอดนั้นไปบวกกลับกำไรสุทธิทางบัญชีในแบบ ภ.ง.ด.50 ก่อนคำนวณภาษีที่ต้องชำระจริง

เพื่อไม่ให้ยื่นภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง

ค่าปรับที่จ่ายให้หน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่กรมสรรพากร เช่น ค่าปรับแรงงานหรือค่าปรับจราจร หักภาษีได้ไหม

โดยหลักแล้วไม่ได้ เพราะกรมสรรพากรตีความว่าค่าปรับทางอาญาที่จ่ายให้หน่วยงานรัฐทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะกรมสรรพากร เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามหลักการเดียวกันในมาตรา 65 ตรี (6)

จึงนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคลไม่ได้เช่นกัน

กรณีมีข้อสงสัยเฉพาะเจาะจงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชี

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้