เจ้าของ SME จำนวนมากสับสนว่า "ค่าปรับ" ที่เกิดขึ้นในธุรกิจนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ เพราะคำนี้ถูกใช้เรียกทั้งค่าปรับที่จ่ายให้คู่ค้าตามสัญญาซื้อขาย
และเบี้ยปรับ เงินเพิ่มที่จ่ายให้กรมสรรพากร
ทั้งที่ในทางกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจนและให้ผลทางภาษีตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างเชิงลึก พร้อมเงื่อนไขที่ต้องมีเพื่อให้หักภาษีได้
ตัวอย่างการคำนวณจริง ตารางเปรียบเทียบ
และวิธีบันทึกบัญชีให้ถูกต้องก่อนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ
สารบัญบทความ
- ค่าปรับของ SME มีสองแบบที่คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
- ค่าปรับผิดสัญญาการค้ากับคู่ค้า หักเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ
- เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับที่จ่ายให้กรมสรรพากร ห้ามหักเสมอ
- ตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
- วิธีบันทึกบัญชีให้ไม่พลาดตอนยื่น ภ.ง.ด.50
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ค่าปรับของ SME มีสองแบบที่คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเข้าใจว่า "ค่าปรับ" ทุกชนิดหักภาษีไม่ได้ทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้วกฎหมายแยกเรื่องนี้ชัดเจนออกเป็นสองกลุ่มที่ผลลัพธ์ทางภาษีต่างกันคนละขั้ว กลุ่มแรกคือ
ค่าปรับที่เกิดจากสัญญาทางการค้ากับคู่ค้า เช่น ค่าปรับส่งมอบงานล่าช้า
ค่าปรับผิดเงื่อนไขซื้อขาย ซึ่งถือเป็นรายจ่ายทางธุรกิจตามปกติและหักภาษีได้ หากเข้าเงื่อนไขที่ถูกต้อง กลุ่มที่สองคือ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาที่จ่ายให้หน่วยงานรัฐ
โดยเฉพาะกรมสรรพากร ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรเสมอ
ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่ากรณีใด
ความแตกต่างนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะถ้าไม่นำค่าปรับสัญญาการค้ามาหักเป็นรายจ่าย ก็เสียประโยชน์ทางภาษีไปฟรี ๆ แต่ถ้านำเบี้ยปรับสรรพากรไปหักเป็นรายจ่ายผิด ๆ
ก็เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับซ้ำซ้อนอีกชั้น
ค่าปรับผิดสัญญาการค้ากับคู่ค้า หักเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ
ค่าปรับที่เกิดจากข้อตกลงทางแพ่งระหว่างบริษัทกับคู่ค้า เช่น ค่าปรับที่ลูกค้าหักจากค่าจ้างเพราะบริษัทส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา
หรือค่าปรับที่บริษัทต้องจ่ายให้ซัพพลายเออร์เพราะยกเลิกคำสั่งซื้อกะทันหัน ถือเป็น รายจ่ายเพื่อกิจการโดยตรง
ไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี จึงนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามปกติ เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ
แต่การหักได้ไม่ได้แปลว่าหักได้แบบไม่มีเงื่อนไข บริษัทต้องมีองค์ประกอบครบตามหลักทั่วไปของรายจ่ายที่หักภาษีได้ ดังนี้
- มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขและอัตราค่าปรับไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่การตกลงย้อนหลังหรือกำหนดขึ้นเองภายหลัง
- เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ เป็นผลจากการดำเนินธุรกิจปกติ ไม่ใช่ความเสียหายส่วนตัวของกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
- พิสูจน์ผู้รับเงินได้ มีหนังสือแจ้งหักค่าปรับ ใบลดหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการโอนเงินที่ระบุชื่อคู่สัญญาชัดเจน
- บันทึกในรอบบัญชีที่ข้อพิพาทยุติแล้ว หากยังโต้แย้งจำนวนเงินกันอยู่ ควรรอให้มีข้อตกลงยอมรับหนี้ คำพิพากษา หรือคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการก่อน เพื่อไม่ให้ตั้งรายจ่ายด้วยตัวเลขที่ยังไม่แน่นอน
ตัวอย่าง: บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งส่งมอบงานล่าช้ากว่าสัญญา 10 วัน เจ้าของโครงการจึงหักค่าปรับตามสัญญาในอัตราวันละ 0.1% ของมูลค่างาน
(อัตราค่าปรับเป็นไปตามที่ตกลงกันในสัญญาแต่ละฉบับ ไม่มีอัตรามาตรฐานตายตัวตามกฎหมาย) รวมเป็นเงิน
150,000 บาท จากค่าจ้างงวดสุดท้าย เนื่องจากมีสัญญาจ้างระบุอัตราค่าปรับไว้ล่วงหน้าและมีหนังสือแจ้งหักเงินจากผู้ว่าจ้างเป็นหลักฐาน บริษัทจึงบันทึกจำนวน 150,000
บาทนี้เป็นรายจ่ายในการดำเนินงาน
และนำไปหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามปกติ
เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับที่จ่ายให้กรมสรรพากร ห้ามหักเสมอ
ในทางกลับกัน เงินที่บริษัทต้องจ่ายให้กรมสรรพากรอันเป็นผลจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่า "เบี้ยปรับ" "เงินเพิ่ม" หรือ "ค่าปรับทางอาญา" ล้วนเป็น
รายจ่ายต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งบัญญัติห้ามนำเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร รวมถึงค่าปรับทางอาญาและภาษีเงินได้ของนิติบุคคลเอง มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยเด็ดขาด
หลักคิดของกฎหมายข้อนี้คือรัฐไม่ต้องการให้ผู้เสียภาษีนำ
"ผลของความผิดพลาดหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย" มาลดกำไรที่ต้องเสียภาษีซ้ำอีกชั้น เพราะจะเท่ากับให้รัฐช่วยแบกรับต้นทุนความผิดพลาดนั้นบางส่วนผ่านการลดหย่อนภาษี
ตัวอย่างเงินที่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามกลุ่มนี้ที่ SME พบบ่อย ได้แก่
- เงินเพิ่มจากการชำระภาษีล่าช้า อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ค้างชำระ (ไม่รวมเบี้ยปรับ) ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เงินเพิ่มที่คำนวณได้จะไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง
- เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณียื่นแบบ ภ.พ.30 หรือ ภ.พ.36 ผิดพลาด ยื่นล่าช้า หรือไม่ยื่นแบบ
- เงินเพิ่มกรณีประมาณการกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิที่แท้จริงในปีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 67 ทวิ และมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (หากมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด อาจไม่ต้องเสียเงินเพิ่มส่วนนี้ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนยื่นแบบ)
- ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด
หลักการนี้ยังครอบคลุมไปถึงค่าปรับที่จ่ายให้หน่วยงานราชการอื่นนอกเหนือจากกรมสรรพากรด้วย เช่น ค่าปรับผิดกฎหมายแรงงาน ค่าปรับสิ่งแวดล้อม หรือค่าปรับจราจรของยานพาหนะบริษัท
เพราะกรมสรรพากรตีความว่าเป็น "ค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญา"
ตามความหมายเดียวกันกับมาตรา 65 ตรี (6) จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามเช่นเดียวกับเบี้ยปรับภาษี ไม่ว่าจำนวนเงินจะมากหรือน้อยเพียงใด
ตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
สรุปความแตกต่างระหว่างค่าปรับสองประเภทนี้ในมุมของการหักภาษีได้ดังตาราง
| ประเด็น | ค่าปรับผิดสัญญาการค้า (คู่ค้า) | เบี้ยปรับ/เงินเพิ่มภาษีอากร (สรรพากร) |
|---|---|---|
| คู่สัญญา | บุคคลหรือนิติบุคคลเอกชนที่เป็นคู่ค้า | กรมสรรพากรหรือหน่วยงานรัฐ |
| ที่มาทางกฎหมาย | ข้อตกลงในสัญญาทางแพ่ง | ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6) |
| หักเป็นรายจ่ายภาษีได้ไหม | ได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขและมีเอกสารครบ | ไม่ได้ ต้องบวกกลับเสมอ |
| เอกสารสำคัญ | สัญญา หนังสือแจ้งหักค่าปรับ หลักฐานการจ่าย | ใบเสร็จ/หนังสือแจ้งประเมินจากสรรพากร |
| การลงบัญชี | บันทึกในผังบัญชีรายจ่ายดำเนินงาน | บันทึกแยกบัญชีต่างหาก ไม่ปนกับต้นทุน |
วิธีบันทึกบัญชีให้ไม่พลาดตอนยื่น ภ.ง.ด.50
เพื่อลดความเสี่ยงในการตรวจสอบและทำให้การปิดงบปลายปีง่ายขึ้น ทีมบัญชีควรวางระบบดังนี้
- แยกผังบัญชีให้ชัดเจนตั้งแต่ระหว่างปี เปิดบัญชีย่อย "ค่าปรับตามสัญญาการค้า" แยกจากบัญชี "เบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม-ค่าปรับภาษีอากร" ไม่บันทึกปะปนกับต้นทุนขายหรือค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป
- บวกกลับกำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษี เมื่อจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50 ประจำปี ต้องนำยอดรวมในบัญชีเบี้ยปรับ-เงินเพิ่มภาษีอากรทั้งหมดมาบวกกลับ (Add back) เข้ากับกำไรสุทธิทางบัญชี ก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระจริง
- เก็บเอกสารประกอบให้ครบ ทั้งสัญญาที่ระบุเงื่อนไขค่าปรับ หนังสือแจ้งหักเงินจากคู่ค้า และหนังสือแจ้งประเมินหรือใบเสร็จจากกรมสรรพากร เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง (บางกรณีกรมสรรพากรอาจขอให้เก็บนานกว่านั้น จึงควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีของกิจการ)
- ทบทวนรายการทุกไตรมาส เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเบี้ยปรับสรรพากรหลุดไปปนอยู่ในบัญชีค่าใช้จ่ายดำเนินงานโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำบัญชีด้วยตัวเองโดยไม่มีนักบัญชีตรวจทาน
การแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยให้ยื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงจากความล่าช้าทางภาษี แยกออกจากต้นทุนทางธุรกิจปกติอย่างชัดเจน
ทั้งนี้เนื่องจากการวินิจฉัยเงื่อนไขรายจ่ายจริงในแต่ละกรณีอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนยื่นแบบทุกครั้ง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ค่าปรับ หักภาษีได้ไหม? เทียบค่าปรับสัญญากับค่าปรับสรรพากร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าปรับที่คู่ค้าหักจากค่าจ้างเพราะบริษัทส่งงานล่าช้า หักเป็นรายจ่ายได้เลยไหม
หักได้ หากมีสัญญาระบุเงื่อนไขและอัตราค่าปรับไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีหนังสือแจ้งหักเงินหรือหลักฐานการจ่ายที่ระบุคู่สัญญาชัดเจน และเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจจริง
ถือเป็นรายจ่ายปกติทางภาษี ไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา
65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
เงินเพิ่มที่จ่ายเพราะยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า นำมาหักเป็นรายจ่ายบริษัทได้ไหม
ไม่ได้ เงินเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีอากรทุกประเภทที่จ่ายให้กรมสรรพากร รวมถึงค่าปรับทางอาญา ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร
ต้องบวกกลับก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเสมอ ไม่ว่าจำนวนเงินจะมากหรือน้อย
ถ้าบันทึกเบี้ยปรับสรรพากรปนไปกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานแล้ว ต้องแก้ไขอย่างไรตอนยื่น ภ.ง.ด.50
ต้องคัดแยกจำนวนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มออกจากบัญชีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แล้วนำยอดนั้นไปบวกกลับกำไรสุทธิทางบัญชีในแบบ ภ.ง.ด.50 ก่อนคำนวณภาษีที่ต้องชำระจริง
เพื่อไม่ให้ยื่นภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง
ค่าปรับที่จ่ายให้หน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่กรมสรรพากร เช่น ค่าปรับแรงงานหรือค่าปรับจราจร หักภาษีได้ไหม
โดยหลักแล้วไม่ได้ เพราะกรมสรรพากรตีความว่าค่าปรับทางอาญาที่จ่ายให้หน่วยงานรัฐทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะกรมสรรพากร เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามหลักการเดียวกันในมาตรา 65 ตรี (6)
จึงนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคลไม่ได้เช่นกัน
กรณีมีข้อสงสัยเฉพาะเจาะจงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชี
สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้