ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องเสีย VAT ทันทีที่ "ได้รับชำระเงิน" ในแต่ละงวดงาน หรือเมื่อมีการออกใบกำกับภาษี แล้วแต่เหตุการณ์ใดเกิดก่อน ไม่ใช่รอให้งานเสร็จทั้งโครงการ ดังนั้นการตั้งงวดงาน (Progress Billing) ที่ดีต้องผูกกับความคืบหน้าจริงของงาน และวางแผนกระแสเงินสดให้พร้อมจ่าย VAT ทุกครั้งที่ขึ้นเงินงวด

งวดงานก่อสร้างคืออะไร ทำไมต้องตั้งให้ดี

งานก่อสร้างมักใช้เวลานานหลายเดือนถึงหลายปี ผู้รับเหมาจึงไม่รอเก็บเงินก้อนเดียวตอนจบโครงการ แต่แบ่งการเรียกเก็บเงินเป็น "งวดงาน" (Progress Billing) ตามความคืบหน้าที่ทำได้จริง เช่น งวดที่ 1 เมื่อทำฐานราก งวดที่ 2 เมื่อขึ้นโครงสร้าง งวดที่ 3 เมื่อเทพื้นชั้นต่างๆ ไปจนถึงงวดสุดท้ายเมื่อส่งมอบงาน

การตั้งงวดงานที่ดีช่วยให้ผู้รับเหมามีกระแสเงินสดหมุนเวียนระหว่างก่อสร้าง ไม่ต้องแบกต้นทุนวัสดุและค่าแรงไว้คนเดียวจนจบงาน ขณะเดียวกันเจ้าของโครงการก็ได้ตรวจสอบความคืบหน้าก่อนจ่ายเงินแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้รับเหมาจำนวนมากมองข้ามคือ "จังหวะที่ VAT เกิดขึ้น" ในแต่ละงวดงาน ซึ่งไม่ได้ผูกกับวันที่งานเสร็จจริง แต่ผูกกับเหตุการณ์ทางภาษีที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

VAT เกิดขึ้นเมื่อไหร่ตามกฎหมาย

สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งถือเป็น "การให้บริการ" ตามประมวลรัษฎากร ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point) เกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งก่อน ดังนี้

  • ได้รับชำระราคาค่าบริการ ไม่ว่าจะเป็นเงินมัดจำ เงินล่วงหน้า หรือเงินงวดตามความคืบหน้างาน
  • มีการออกใบกำกับภาษี ก่อนได้รับชำระเงิน
  • มีการใช้บริการนั้นเองไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ในบางกรณีเฉพาะ

เหตุการณ์ใดเกิดก่อน ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนนั้นทันที ไม่สามารถรอให้เก็บเงินงวดสุดท้ายหรือรองานเสร็จทั้งโครงการก่อนแล้วค่อยยื่นภาษีรวมทีเดียวได้ เพราะจะถือว่ายื่นภาษีขายล่าช้ากว่ากำหนด มีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมา

ตัวอย่างจังหวะที่มักสร้างความสับสน

ผู้รับเหมาหลายรายเข้าใจผิดว่า VAT จะเกิดก็ต่อเมื่อ "ตรวจรับงาน" เสร็จสมบูรณ์ หรือเมื่อ "เซ็นรับมอบงาน" เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ หากเจ้าของโครงการโอนเงินมัดจำหรือเงินล่วงหน้าให้ก่อนตรวจรับงาน ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีทันทีที่ได้รับเงินนั้น ไม่ว่าจะยังไม่ตรวจรับงานหรือยังทำงานไม่เสร็จตามงวดก็ตาม

โครงสร้างงวดงานที่แนะนำสำหรับผู้รับเหมา SME

งวดงานที่ดีควรอ้างอิงกับ "ผลงานที่ตรวจวัดได้จริง" ไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่ผ่านไป เพื่อให้ทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาตกลงกันได้ง่าย และลดข้อพิพาทเรื่องการเบิกเงินก่อนงานเสร็จจริง

ตัวอย่างโครงสร้างงวดงานบ้านพักอาศัย

  • งวดที่ 1 (10%): เซ็นสัญญา + วางผังและขออนุญาตก่อสร้าง
  • งวดที่ 2 (20%): งานฐานราก + เสาเข็ม
  • งวดที่ 3 (25%): งานโครงสร้างพื้น-เสา-คาน ถึงชั้นดาดฟ้า
  • งวดที่ 4 (20%): งานหลังคา + งานผนังก่ออิฐฉาบปูน
  • งวดที่ 5 (15%): งานระบบไฟฟ้า-ประปา + งานพื้นผิวสำเร็จ
  • งวดที่ 6 (10%): ตรวจรับมอบงานและส่งมอบกุญแจ

ทุกครั้งที่เจ้าของโครงการชำระเงินตามงวด ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มจำนวนที่ได้รับในงวดนั้น และนำยอดขายไปรวมยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือช่องทางออนไลน์ภายในเวลาที่ขยายเพิ่มตามประกาศกรมสรรพากร)

เงินประกันผลงาน (Retention) กับ VAT

งานก่อสร้างมักมีเงื่อนไข "เงินประกันผลงาน" หรือ Retention เช่น หัก 5-10% ของแต่ละงวดไว้ก่อน แล้วจ่ายคืนเมื่อพ้นระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่อง ประเด็นสำคัญคือ เงินประกันผลงานยังถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าบริการที่ตกลงกัน ผู้รับเหมาจึงต้องออกใบกำกับภาษีเต็มมูลค่างวดงาน "รวมส่วนที่ถูกหักไว้เป็นเงินประกัน" ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้ได้รับเงินประกันคืนจริงแล้วค่อยออกใบกำกับภาษีเพิ่ม เพราะความรับผิดทาง VAT เกิดจากมูลค่าบริการที่ตกลงกัน ไม่ใช่เงินสดที่โอนเข้าบัญชีจริงเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างการคำนวณ VAT รายงวด

บริษัท รับเหมาก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มูลค่างานรวม 10,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) แบ่งเป็น 5 งวด งวดละ 2,000,000 บาท หักเงินประกันผลงาน 5% ทุกงวด

งวดงานมูลค่างานตามสัญญา (บาท)หักเงินประกัน 5%ยอดรับสุทธิVAT 7% ที่ต้องออกใบกำกับ
งวดที่ 12,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 22,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 32,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 42,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 5 (งวดสุดท้าย)2,000,000100,0001,900,000140,000

*ตัวอย่างนี้ใช้อัตรา VAT 7% ตามพระราชกฤษฎีกาที่มีผลบังคับใช้ถึงเดือนกันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริง ณ วันที่ออกใบกำกับภาษีกับกรมสรรพากรก่อนคำนวณจริงทุกครั้ง

สังเกตว่า VAT 140,000 บาทต่อ 1 งวด คำนวณจากมูลค่างานเต็มจำนวน 2,000,000 บาท ไม่ใช่จากยอดรับสุทธิหลังหักเงินประกัน 1,900,000 บาท เพราะฐานภาษีคือมูลค่าค่าบริการทั้งหมดที่ตกลงกันในงวดนั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้รับเหมา

  • รอออกใบกำกับภาษีจนกว่าจะเก็บเงินได้จริง: หากลูกค้าจ่ายช้ากว่ากำหนดในสัญญาแต่ผู้รับเหมาได้ออกใบแจ้งหนี้หรือมีการรับเงินมัดจำไปแล้ว ต้องตรวจสอบว่าความรับผิด VAT เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ใช่รอวันที่เงินเข้าบัญชีจริงเพียงอย่างเดียว
  • คำนวณ VAT จากยอดหลังหักเงินประกันผลงาน: ทำให้ยื่นภาษีขายต่ำกว่าความเป็นจริง เสี่ยงถูกประเมินเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่มีเอกสารระบุเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้างานที่ชัดเจน: ทำให้เกิดข้อพิพาทกับเจ้าของโครงการเรื่องมูลค่างวดที่เรียกเก็บ และยากต่อการพิสูจน์ต่อกรมสรรพากรหากถูกตรวจสอบ
  • ปนงบประมาณโครงการหลายโครงการไว้ในบัญชีเดียว: ทำให้ไม่รู้กำไรขาดทุนที่แท้จริงของแต่ละโครงการ และกระทบยอด VAT รายเดือนให้คลาดเคลื่อน
  • ลืมออกใบกำกับภาษีเมื่อรับเงินมัดจำก่อนเริ่มงาน: เงินมัดจำถือเป็นการรับชำระราคาค่าบริการล่วงหน้า ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีเช่นกัน

เอกสารที่ผู้รับเหมาควรเก็บให้ครบทุกงวด

  • สัญญาก่อสร้างที่ระบุงวดงาน เปอร์เซ็นต์ และเงื่อนไขเงินประกันผลงานชัดเจน
  • ใบรับรองความคืบหน้างาน (Progress Certificate) ที่ผู้ควบคุมงานหรือเจ้าของโครงการลงนามรับรอง
  • ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีของแต่ละงวด ระบุมูลค่างานเต็มจำนวนก่อนหักเงินประกัน
  • ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานคงค้าง แยกตามโครงการและวันครบกำหนดคืน
  • รายงานต้นทุนโครงการ (Job Cost Report) แยกค่าวัสดุ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นตามงวดงาน

การรับรู้รายได้ทางบัญชีกับการเสีย VAT ไม่จำเป็นต้องพร้อมกันเสมอไป

ประเด็นที่ควรเข้าใจเพิ่มเติมคือ การรับรู้รายได้ทางบัญชี (ตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องสัญญาก่อสร้าง ซึ่งมักใช้วิธีอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ หรือ Percentage of Completion) อาจไม่ตรงกับจังหวะที่ต้องเสีย VAT เสมอไป เพราะ VAT ผูกกับการรับชำระเงินหรือการออกใบกำกับภาษี ในขณะที่รายได้ทางบัญชีคำนวณจากความคืบหน้าจริงของงานเทียบกับต้นทุนที่ประมาณการทั้งโครงการ ผู้รับเหมาจึงอาจมีรายได้ทางบัญชีสูงกว่าหรือต่ำกว่ายอดขายที่ยื่น VAT ในเดือนเดียวกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อผิดพลาด ตราบใดที่มีเอกสารรองรับความแตกต่างนี้ชัดเจน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ผู้รับเหมาควรวางตารางงวดงานร่วมกับเจ้าของโครงการตั้งแต่ทำสัญญา ระบุเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้าที่ชัดเจนในแต่ละงวด และตั้งปฏิทินเตือนวันครบกำหนดออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีการรับเงินหรือรับเงินมัดจำ เพื่อไม่ให้ยื่น ภ.พ.30 ล่าช้า พร้อมทั้งจัดทำรายงานกระทบยอดรายได้ตามสัญญา เงินประกันผลงานคงค้าง และยอดขายที่ยื่น VAT ทุกเดือน เพื่อให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบได้ง่ายเมื่อถูกกรมสรรพากรขอเอกสารเพิ่มเติม การมีระบบนี้จะช่วยให้ผู้รับเหมาบริหารกระแสเงินสดและภาษีไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การตั้งงวดงานก่อสร้างที่ดีต้องผูกกับความคืบหน้าจริงที่ตรวจวัดได้ และผู้รับเหมาต้องเข้าใจว่า VAT เกิดขึ้นทันทีที่ได้รับชำระเงินหรือออกใบกำกับภาษี ไม่ว่าจะเป็นเงินมัดจำ เงินงวด หรือเงินประกันผลงานที่รวมอยู่ในมูลค่างานเต็มจำนวน การวางระบบเอกสารและปฏิทินภาษีที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงจากการยื่นภาษีล่าช้าหรือคำนวณฐานภาษีผิดพลาด

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ผู้รับเหมาตั้งงวดงานอย่างไร VAT เกิดขึ้นตอนไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

VAT ของงานก่อสร้างเกิดขึ้นตอนไหนกันแน่

เกิดขึ้นเมื่อถึงเหตุการณ์ใดก่อน ระหว่างการได้รับชำระเงินค่างวดงาน (รวมเงินมัดจำ) กับการออกใบกำกับภาษี ไม่ใช่รอให้งานเสร็จทั้งโครงการหรือรอตรวจรับงานสมบูรณ์

เงินประกันผลงาน (Retention) ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่

ต้องเสีย เพราะเงินประกันผลงานเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่างานที่ตกลงกันในงวดนั้น ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มมูลค่างวดงานก่อนหักเงินประกัน ไม่ใช่รอให้ได้รับเงินประกันคืนจริง

รับเงินมัดจำก่อนเริ่มงานต้องออกใบกำกับภาษีทันทีหรือไม่

ต้องออกทันที เพราะเงินมัดจำถือเป็นการรับชำระราคาค่าบริการล่วงหน้าตามกฎหมาย ความรับผิด VAT จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่รับเงินมัดจำ ไม่ว่าจะยังไม่เริ่มงานก็ตาม

ถ้าลูกค้าจ่ายเงินงวดล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา ผู้รับเหมาต้องยื่น VAT เมื่อไหร่

ต้องพิจารณาว่ามีการออกใบกำกับภาษีหรือรับชำระเงินก่อนหน้านั้นหรือไม่ หากยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี ความรับผิด VAT ยังไม่เกิด แต่ถ้าออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีไปแล้วต้องยื่นตามกำหนดเดิม

ควรตั้งงวดงานกี่งวดถึงจะเหมาะสม

ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการและระยะเวลาก่อสร้าง แต่ควรผูกแต่ละงวดกับผลงานที่ตรวจวัดได้จริง เช่น งานฐานราก งานโครงสร้าง งานระบบ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบและอ้างอิงได้ง่าย

การรับรู้รายได้ทางบัญชีกับยอดขายที่ยื่น VAT ต้องเท่ากันทุกเดือนหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เพราะรายได้ทางบัญชีคำนวณจากความคืบหน้างานเทียบกับต้นทุนทั้งโครงการ ส่วน VAT ผูกกับการรับชำระเงินหรือออกใบกำกับภาษี ผู้รับเหมาควรมีรายงานกระทบยอดสองส่วนนี้ให้ตรวจสอบได้

ผู้รับเหมารายย่อยที่ยังไม่ได้จด VAT ต้องทำอย่างไรกับงวดงาน

หากรายได้ยังไม่เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ยังไม่ต้องจด VAT แต่ควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือน เพราะเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่รอถึงสิ้นปี