ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องเสีย VAT ทันทีที่ "ได้รับชำระเงิน" ในแต่ละงวดงาน หรือเมื่อมีการออกใบกำกับภาษี แล้วแต่เหตุการณ์ใดเกิดก่อน ไม่ใช่รอให้งานเสร็จทั้งโครงการ

ดังนั้นการตั้งงวดงาน (Progress Billing)

ที่ดีต้องผูกกับความคืบหน้าจริงของงาน และวางแผนกระแสเงินสดให้พร้อมจ่าย VAT ทุกครั้งที่ขึ้นเงินงวด

สารบัญบทความ
  1. งวดงานก่อสร้างคืออะไร ทำไมต้องตั้งให้ดี
  2. VAT เกิดขึ้นเมื่อไหร่ตามกฎหมาย
  3. โครงสร้างงวดงานที่แนะนำสำหรับผู้รับเหมา SME
  4. เงินประกันผลงาน (Retention) กับ VAT
  5. ตัวอย่างการคำนวณ VAT รายงวด
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้รับเหมา
  7. เอกสารที่ผู้รับเหมาควรเก็บให้ครบทุกงวด
  8. การรับรู้รายได้ทางบัญชีกับการเสีย VAT ไม่จำเป็นต้องพร้อมกันเสมอไป
  9. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  10. สรุป
  11. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

งวดงานก่อสร้างคืออะไร ทำไมต้องตั้งให้ดี

งานก่อสร้างมักใช้เวลานานหลายเดือนถึงหลายปี ผู้รับเหมาจึงไม่รอเก็บเงินก้อนเดียวตอนจบโครงการ แต่แบ่งการเรียกเก็บเงินเป็น "งวดงาน" (Progress Billing)

ตามความคืบหน้าที่ทำได้จริง เช่น งวดที่ 1 เมื่อทำฐานราก งวดที่ 2

เมื่อขึ้นโครงสร้าง งวดที่ 3 เมื่อเทพื้นชั้นต่างๆ ไปจนถึงงวดสุดท้ายเมื่อส่งมอบงาน

การตั้งงวดงานที่ดีช่วยให้ผู้รับเหมามีกระแสเงินสดหมุนเวียนระหว่างก่อสร้าง ไม่ต้องแบกต้นทุนวัสดุและค่าแรงไว้คนเดียวจนจบงาน

ขณะเดียวกันเจ้าของโครงการก็ได้ตรวจสอบความคืบหน้าก่อนจ่ายเงินแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม

สิ่งที่ผู้รับเหมาจำนวนมากมองข้ามคือ "จังหวะที่ VAT เกิดขึ้น" ในแต่ละงวดงาน ซึ่งไม่ได้ผูกกับวันที่งานเสร็จจริง แต่ผูกกับเหตุการณ์ทางภาษีที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

VAT เกิดขึ้นเมื่อไหร่ตามกฎหมาย

สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งถือเป็น "การให้บริการ" ตามประมวลรัษฎากร ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)

เกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งก่อน ดังนี้

  • ได้รับชำระราคาค่าบริการ ไม่ว่าจะเป็นเงินมัดจำ เงินล่วงหน้า หรือเงินงวดตามความคืบหน้างาน
  • มีการออกใบกำกับภาษี ก่อนได้รับชำระเงิน
  • มีการใช้บริการนั้นเองไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ในบางกรณีเฉพาะ

เหตุการณ์ใดเกิดก่อน ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนนั้นทันที ไม่สามารถรอให้เก็บเงินงวดสุดท้ายหรือรองานเสร็จทั้งโครงการก่อนแล้วค่อยยื่นภาษีรวมทีเดียวได้

เพราะจะถือว่ายื่นภาษีขายล่าช้ากว่ากำหนด มีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมา

ตัวอย่างจังหวะที่มักสร้างความสับสน

ผู้รับเหมาหลายรายเข้าใจผิดว่า VAT จะเกิดก็ต่อเมื่อ "ตรวจรับงาน" เสร็จสมบูรณ์ หรือเมื่อ "เซ็นรับมอบงาน" เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ

หากเจ้าของโครงการโอนเงินมัดจำหรือเงินล่วงหน้าให้ก่อนตรวจรับงาน

ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีทันทีที่ได้รับเงินนั้น ไม่ว่าจะยังไม่ตรวจรับงานหรือยังทำงานไม่เสร็จตามงวดก็ตาม

โครงสร้างงวดงานที่แนะนำสำหรับผู้รับเหมา SME

งวดงานที่ดีควรอ้างอิงกับ "ผลงานที่ตรวจวัดได้จริง" ไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่ผ่านไป เพื่อให้ทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาตกลงกันได้ง่าย

และลดข้อพิพาทเรื่องการเบิกเงินก่อนงานเสร็จจริง

ตัวอย่างโครงสร้างงวดงานบ้านพักอาศัย

  • งวดที่ 1 (10%): เซ็นสัญญา + วางผังและขออนุญาตก่อสร้าง
  • งวดที่ 2 (20%): งานฐานราก + เสาเข็ม
  • งวดที่ 3 (25%): งานโครงสร้างพื้น-เสา-คาน ถึงชั้นดาดฟ้า
  • งวดที่ 4 (20%): งานหลังคา + งานผนังก่ออิฐฉาบปูน
  • งวดที่ 5 (15%): งานระบบไฟฟ้า-ประปา + งานพื้นผิวสำเร็จ
  • งวดที่ 6 (10%): ตรวจรับมอบงานและส่งมอบกุญแจ

ทุกครั้งที่เจ้าของโครงการชำระเงินตามงวด ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มจำนวนที่ได้รับในงวดนั้น และนำยอดขายไปรวมยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

(หรือช่องทางออนไลน์ภายในเวลาที่ขยายเพิ่มตามประกาศกรมสรรพากร)

เงินประกันผลงาน (Retention) กับ VAT

งานก่อสร้างมักมีเงื่อนไข "เงินประกันผลงาน" หรือ Retention เช่น หัก 5-10% ของแต่ละงวดไว้ก่อน แล้วจ่ายคืนเมื่อพ้นระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่อง ประเด็นสำคัญคือ

เงินประกันผลงานยังถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าบริการที่ตกลงกัน

ผู้รับเหมาจึงต้องออกใบกำกับภาษีเต็มมูลค่างวดงาน "รวมส่วนที่ถูกหักไว้เป็นเงินประกัน" ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้ได้รับเงินประกันคืนจริงแล้วค่อยออกใบกำกับภาษีเพิ่ม

เพราะความรับผิดทาง VAT เกิดจากมูลค่าบริการที่ตกลงกัน

ไม่ใช่เงินสดที่โอนเข้าบัญชีจริงเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างการคำนวณ VAT รายงวด

บริษัท รับเหมาก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มูลค่างานรวม 10,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) แบ่งเป็น 5 งวด งวดละ 2,000,000 บาท หักเงินประกันผลงาน 5% ทุกงวด

งวดงานมูลค่างานตามสัญญา (บาท)หักเงินประกัน 5%ยอดรับสุทธิVAT 7% ที่ต้องออกใบกำกับ
งวดที่ 12,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 22,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 32,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 42,000,000100,0001,900,000140,000
งวดที่ 5 (งวดสุดท้าย)2,000,000100,0001,900,000140,000

*ตัวอย่างนี้ใช้อัตรา VAT 7% ตามพระราชกฤษฎีกาที่มีผลบังคับใช้ถึงเดือนกันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริง ณ วันที่ออกใบกำกับภาษีกับกรมสรรพากรก่อนคำนวณจริงทุกครั้ง

สังเกตว่า VAT 140,000 บาทต่อ 1 งวด คำนวณจากมูลค่างานเต็มจำนวน 2,000,000 บาท ไม่ใช่จากยอดรับสุทธิหลังหักเงินประกัน 1,900,000 บาท

เพราะฐานภาษีคือมูลค่าค่าบริการทั้งหมดที่ตกลงกันในงวดนั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้รับเหมา

  • รอออกใบกำกับภาษีจนกว่าจะเก็บเงินได้จริง: หากลูกค้าจ่ายช้ากว่ากำหนดในสัญญาแต่ผู้รับเหมาได้ออกใบแจ้งหนี้หรือมีการรับเงินมัดจำไปแล้ว ต้องตรวจสอบว่าความรับผิด VAT เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ใช่รอวันที่เงินเข้าบัญชีจริงเพียงอย่างเดียว
  • คำนวณ VAT จากยอดหลังหักเงินประกันผลงาน: ทำให้ยื่นภาษีขายต่ำกว่าความเป็นจริง เสี่ยงถูกประเมินเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่มีเอกสารระบุเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้างานที่ชัดเจน: ทำให้เกิดข้อพิพาทกับเจ้าของโครงการเรื่องมูลค่างวดที่เรียกเก็บ และยากต่อการพิสูจน์ต่อกรมสรรพากรหากถูกตรวจสอบ
  • ปนงบประมาณโครงการหลายโครงการไว้ในบัญชีเดียว: ทำให้ไม่รู้กำไรขาดทุนที่แท้จริงของแต่ละโครงการ และกระทบยอด VAT รายเดือนให้คลาดเคลื่อน
  • ลืมออกใบกำกับภาษีเมื่อรับเงินมัดจำก่อนเริ่มงาน: เงินมัดจำถือเป็นการรับชำระราคาค่าบริการล่วงหน้า ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีเช่นกัน

เอกสารที่ผู้รับเหมาควรเก็บให้ครบทุกงวด

  • สัญญาก่อสร้างที่ระบุงวดงาน เปอร์เซ็นต์ และเงื่อนไขเงินประกันผลงานชัดเจน
  • ใบรับรองความคืบหน้างาน (Progress Certificate) ที่ผู้ควบคุมงานหรือเจ้าของโครงการลงนามรับรอง
  • ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีของแต่ละงวด ระบุมูลค่างานเต็มจำนวนก่อนหักเงินประกัน
  • ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานคงค้าง แยกตามโครงการและวันครบกำหนดคืน
  • รายงานต้นทุนโครงการ (Job Cost Report) แยกค่าวัสดุ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นตามงวดงาน

การรับรู้รายได้ทางบัญชีกับการเสีย VAT ไม่จำเป็นต้องพร้อมกันเสมอไป

ประเด็นที่ควรเข้าใจเพิ่มเติมคือ การรับรู้รายได้ทางบัญชี (ตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องสัญญาก่อสร้าง ซึ่งมักใช้วิธีอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ หรือ Percentage of Completion)

อาจไม่ตรงกับจังหวะที่ต้องเสีย VAT เสมอไป เพราะ VAT

ผูกกับการรับชำระเงินหรือการออกใบกำกับภาษี ในขณะที่รายได้ทางบัญชีคำนวณจากความคืบหน้าจริงของงานเทียบกับต้นทุนที่ประมาณการทั้งโครงการ

ผู้รับเหมาจึงอาจมีรายได้ทางบัญชีสูงกว่าหรือต่ำกว่ายอดขายที่ยื่น VAT ในเดือนเดียวกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

ไม่ใช่ข้อผิดพลาด ตราบใดที่มีเอกสารรองรับความแตกต่างนี้ชัดเจน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ผู้รับเหมาควรวางตารางงวดงานร่วมกับเจ้าของโครงการตั้งแต่ทำสัญญา ระบุเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้าที่ชัดเจนในแต่ละงวด

และตั้งปฏิทินเตือนวันครบกำหนดออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีการรับเงินหรือรับเงินมัดจำ เพื่อไม่ให้ยื่น ภ.พ.30 ล่าช้า

พร้อมทั้งจัดทำรายงานกระทบยอดรายได้ตามสัญญา เงินประกันผลงานคงค้าง และยอดขายที่ยื่น VAT ทุกเดือน เพื่อให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบได้ง่ายเมื่อถูกกรมสรรพากรขอเอกสารเพิ่มเติม

การมีระบบนี้จะช่วยให้ผู้รับเหมาบริหารกระแสเงินสดและภาษีไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การตั้งงวดงานก่อสร้างที่ดีต้องผูกกับความคืบหน้าจริงที่ตรวจวัดได้ และผู้รับเหมาต้องเข้าใจว่า VAT เกิดขึ้นทันทีที่ได้รับชำระเงินหรือออกใบกำกับภาษี ไม่ว่าจะเป็นเงินมัดจำ เงินงวด

หรือเงินประกันผลงานที่รวมอยู่ในมูลค่างานเต็มจำนวน

การวางระบบเอกสารและปฏิทินภาษีที่ชัดเจนจะช่วยลดความเสี่ยงจากการยื่นภาษีล่าช้าหรือคำนวณฐานภาษีผิดพลาด

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

VAT ของงานก่อสร้างเกิดขึ้นตอนไหนกันแน่

เกิดขึ้นเมื่อถึงเหตุการณ์ใดก่อน ระหว่างการได้รับชำระเงินค่างวดงาน (รวมเงินมัดจำ) กับการออกใบกำกับภาษี ไม่ใช่รอให้งานเสร็จทั้งโครงการหรือรอตรวจรับงานสมบูรณ์

เงินประกันผลงาน (Retention) ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่

ต้องเสีย เพราะเงินประกันผลงานเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่างานที่ตกลงกันในงวดนั้น ผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มมูลค่างวดงานก่อนหักเงินประกัน ไม่ใช่รอให้ได้รับเงินประกันคืนจริง

รับเงินมัดจำก่อนเริ่มงานต้องออกใบกำกับภาษีทันทีหรือไม่

ต้องออกทันที เพราะเงินมัดจำถือเป็นการรับชำระราคาค่าบริการล่วงหน้าตามกฎหมาย ความรับผิด VAT จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่รับเงินมัดจำ ไม่ว่าจะยังไม่เริ่มงานก็ตาม

ถ้าลูกค้าจ่ายเงินงวดล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา ผู้รับเหมาต้องยื่น VAT เมื่อไหร่

ต้องพิจารณาว่ามีการออกใบกำกับภาษีหรือรับชำระเงินก่อนหน้านั้นหรือไม่ หากยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี ความรับผิด VAT ยังไม่เกิด

แต่ถ้าออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีไปแล้วต้องยื่นตามกำหนดเดิม

ควรตั้งงวดงานกี่งวดถึงจะเหมาะสม

ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการและระยะเวลาก่อสร้าง แต่ควรผูกแต่ละงวดกับผลงานที่ตรวจวัดได้จริง เช่น งานฐานราก งานโครงสร้าง งานระบบ

เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบและอ้างอิงได้ง่าย

การรับรู้รายได้ทางบัญชีกับยอดขายที่ยื่น VAT ต้องเท่ากันทุกเดือนหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เพราะรายได้ทางบัญชีคำนวณจากความคืบหน้างานเทียบกับต้นทุนทั้งโครงการ ส่วน VAT ผูกกับการรับชำระเงินหรือออกใบกำกับภาษี

ผู้รับเหมาควรมีรายงานกระทบยอดสองส่วนนี้ให้ตรวจสอบได้

ผู้รับเหมารายย่อยที่ยังไม่ได้จด VAT ต้องทำอย่างไรกับงวดงาน

หากรายได้ยังไม่เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ยังไม่ต้องจด VAT แต่ควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือน เพราะเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่รอถึงสิ้นปี

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้