ธุรกิจ Co-living Space เช่าพื้นที่ร่วม เสียภาษีอย่างไร คำตอบสั้นๆ คือรายได้ค่าเช่าห้องพักส่วนตัวมักได้รับยกเว้น VAT แต่ค่าส่วนกลาง ค่าบริการเสริม

และค่าเฟอร์นิเจอร์ให้เช่าต้องแยกคำนวณภาษีต่างหาก เพราะเข้าข่ายการให้บริการที่ต้องเสีย VAT

เมื่อรายได้เกินเกณฑ์

สารบัญบทความ
  1. Co-living Space คืออะไร ต่างจากหอพักและอพาร์ตเมนต์อย่างไร
  2. แยกรายได้เป็น 3 กลุ่มหลักก่อนคำนวณภาษี
  3. ค่าเช่าห้องพักกับประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม
  4. ค่าส่วนกลางและค่าบริการเสริม: รายได้ที่ต้องเสีย VAT
  5. ตัวอย่างการคำนวณรายได้ผสมของ Co-living Space
  6. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ Co-living Space ต้องเกี่ยวข้อง
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ประกอบการ Co-living
  8. การบันทึกบัญชีสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

Co-living Space คืออะไร ต่างจากหอพักและอพาร์ตเมนต์อย่างไร

Co-living Space เป็นรูปแบบที่พักอาศัยที่ผสมผสานระหว่างห้องพักส่วนตัวขนาดเล็กกับพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน เช่น ครัวกลาง พื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Zone) ห้องนั่งเล่น

และพื้นที่จัดกิจกรรมสังสรรค์ กลุ่มเป้าหมายหลักมักเป็นคนทำงานรุ่นใหม่

ฟรีแลนซ์ หรือชาวต่างชาติที่ต้องการที่พักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรโดยไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เอง จุดต่างสำคัญจากหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปคือ Co-living มักขายเป็น

แพ็กเกจรวมบริการ ไม่ใช่แค่ค่าเช่าห้องเปล่า

ทำให้โครงสร้างรายได้ซับซ้อนกว่าการปล่อยเช่าที่พักแบบดั้งเดิม และมีผลโดยตรงต่อการวางแผนภาษี

แยกรายได้เป็น 3 กลุ่มหลักก่อนคำนวณภาษี

ผู้ประกอบการ Co-living ควรแยกรายได้ออกเป็นสามกลุ่มหลักตั้งแต่ขั้นตอนทำสัญญาเช่าและออกใบแจ้งหนี้ ได้แก่ ค่าเช่าห้องพักส่วนตัว

ซึ่งเป็นรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ค่าส่วนกลางและค่าบริการสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ

ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง และ ค่าบริการเสริม เช่น ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าจัดกิจกรรมชุมชน ค่าซักรีด หรือค่าที่จอดรถ

การแยกสามกลุ่มนี้มีความสำคัญเพราะรายได้แต่ละกลุ่มมีลักษณะภาษีต่างกัน

หากรวมยอดไว้ในใบแจ้งหนี้เดียวโดยไม่แยกรายการ อาจทำให้คำนวณ VAT ผิดพลาดและตรวจสอบย้อนหลังยาก

เอกสารที่ควรเตรียมแยกตามหมวด

สัญญาเช่าห้องพักระบุค่าเช่าแยกจากค่าบริการ ใบแจ้งหนี้แยกรายการค่าส่วนกลางและค่าบริการเสริม บันทึกมิเตอร์น้ำ-ไฟรายห้อง และทะเบียนทรัพย์สินเฟอร์นิเจอร์ที่ให้เช่า

ค่าเช่าห้องพักกับประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยหลักการทั่วไป การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น ค่าเช่าห้องพักรายเดือน ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร แต่หาก Co-living Space

ให้บริการในลักษณะที่ใกล้เคียงกับโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ เช่น

รับผู้เข้าพักระยะสั้นเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ พร้อมบริการทำความสะอาดห้องพักให้ทุกวัน ลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายการให้บริการที่พักชั่วคราวซึ่งต้องเสีย VAT

แทนที่จะเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับยกเว้น

ผู้ประกอบการจึงควรกำหนดเงื่อนไขสัญญาเช่าขั้นต่ำให้ชัดเจน เช่น เช่าขั้นต่ำ 1 เดือนขึ้นไป และพิจารณาลักษณะบริการจริงประกอบ ไม่ใช่ดูจากชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว

หากไม่แน่ใจว่ารูปแบบธุรกิจของตนเข้าข่ายใด

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนกำหนดราคาแพ็กเกจ

ค่าส่วนกลางและค่าบริการเสริม: รายได้ที่ต้องเสีย VAT

ในทางกลับกัน ค่าส่วนกลาง ค่าบริการเสริม เช่น ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าจัดกิจกรรมชุมชน ค่าซักรีด หรือค่าอินเทอร์เน็ตที่เรียกเก็บแยกต่างหาก ถือเป็นการให้บริการที่ไม่ได้รับยกเว้น

VAT หากรายได้รวมของกิจการทั้งหมด (รวมค่าเช่าห้องพักและค่าบริการ)

เกิน 1,800,000 บาทต่อปี กิจการมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร และต้องเรียกเก็บ VAT จากรายได้ส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นตามอัตราที่บังคับใช้ (ปัจจุบัน 7%

ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริงกับกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง

เนื่องจากมีการขยายเวลามาตรการลดอัตราเป็นระยะ)

รายการรายได้ลักษณะภาษีหมายเหตุ
ค่าเช่าห้องพักส่วนตัว (เช่าเป็นเดือน)ยกเว้น VATต้องเป็นสัญญาเช่าเพื่ออยู่อาศัยจริง
ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตเสีย VATถือเป็นค่าบริการแยกจากค่าเช่า
ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์และบริการเสริมอื่นเสีย VATเช่น ซักรีด ที่จอดรถ กิจกรรมชุมชน

ตัวอย่างการคำนวณรายได้ผสมของ Co-living Space

สมมติผู้ประกอบการมี Co-living Space ขนาด 30 ห้อง ค่าเช่าห้องเฉลี่ยเดือนละ 8,000 บาท รวมรายได้ค่าเช่าเดือนละ 240,000 บาท และเก็บค่าส่วนกลางพร้อมบริการเสริมเฉลี่ยห้องละ 1,500

บาทต่อเดือน รวมเดือนละ 45,000 บาท เมื่อรวมทั้งปี

รายได้ค่าเช่าห้องพักประมาณ 2,880,000 บาท (ได้รับยกเว้น VAT) และรายได้ค่าส่วนกลาง-บริการเสริมประมาณ 540,000 บาท (ต้องเสีย VAT หากรวมกับรายได้อื่นที่ต้องเสียภาษีเกินเกณฑ์ 1.8

ล้านบาท) ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียน VAT

และเรียกเก็บภาษีจากค่าส่วนกลางและบริการเสริมเท่านั้น ไม่รวมค่าเช่าห้องที่ได้รับยกเว้น การแยกรายการในใบแจ้งหนี้ตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้คำนวณภาษีถูกต้องและตรวจสอบง่าย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ Co-living Space ต้องเกี่ยวข้อง

หากผู้เช่าเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทเช่าห้องพักให้พนักงานต่างชาติพักอาศัย นิติบุคคลผู้เช่าอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าตามมาตรา 40(5) แห่งประมวลรัษฎากร

ส่วนอัตราที่แน่นอนและแบบยื่นที่ต้องใช้

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรให้ชัดเจน เนื่องจากอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้ให้เช่าและลักษณะสัญญา นอกจากนี้

หากกิจการว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดูแลความสะอาดหรือจัดกิจกรรมชุมชน ก็ต้องพิจารณาหักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าจ้างบริการเหล่านั้นตามหลักเกณฑ์ทั่วไปเช่นกัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้ประกอบการ Co-living

  • รวมค่าเช่าห้องพักกับค่าส่วนกลางไว้ในยอดเดียวในใบแจ้งหนี้ ทำให้แยกรายได้ที่ต้องเสีย VAT กับรายได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ออก
  • ตั้งราคาแพ็กเกจแบบเหมารวมโดยไม่แยกโครงสร้างค่าเช่า-ค่าบริการในสัญญา ทำให้ประเมินฐานภาษีผิดพลาดเมื่อรายได้ใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท
  • ให้บริการลักษณะเช่ารายวันหรือรายสัปดาห์โดยไม่ตรวจสอบว่าเข้าข่ายธุรกิจโรงแรมหรือไม่ เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังในอัตราที่สูงกว่า
  • ไม่บันทึกทะเบียนทรัพย์สินเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ส่วนกลางแยกจากตัวอาคาร ทำให้คิดค่าเสื่อมราคาไม่ถูกต้อง
  • ไม่เก็บหลักฐานมิเตอร์น้ำ-ไฟรายห้อง ทำให้ยากต่อการพิสูจน์ค่าใช้จ่ายจริงเมื่อถูกตรวจสอบ

การบันทึกบัญชีสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา

Co-living Space มักลงทุนเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ตกแต่งพื้นที่ส่วนกลางจำนวนมาก ผู้ประกอบการควรบันทึกรายการเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ถาวรแยกตามหมวดหมู่

และคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานที่เหมาะสม

ไม่ใช่หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ เพราะเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าข่ายสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานเกินหนึ่งรอบบัญชี

การบันทึกที่ถูกต้องยังช่วยให้ประเมินต้นทุนการดำเนินงานต่อห้องได้แม่นยำ

ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการตั้งราคาค่าเช่าและวางแผนขยายสาขาต่อไป

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการ Co-living Space ควรเริ่มจากการออกแบบโครงสร้างสัญญาเช่าและใบแจ้งหนี้ให้แยกค่าเช่าห้องพัก ค่าส่วนกลาง และค่าบริการเสริมออกจากกันตั้งแต่วันแรก

ติดตามยอดรายได้รวมที่ต้องเสีย VAT อย่างใกล้ชิดเมื่อใกล้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินว่ารูปแบบบริการของตนเข้าข่ายธุรกิจโรงแรมหรือไม่ ก่อนที่จะขยายสาขาหรือเพิ่มบริการใหม่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าเช่าห้องพักใน Co-living Space ต้องเสีย VAT หรือไม่

โดยทั่วไปค่าเช่าห้องพักเพื่อการอยู่อาศัยเป็นรายเดือนได้รับยกเว้น VAT แต่หากให้บริการลักษณะเช่ารายวันคล้ายโรงแรม อาจเข้าข่ายต้องเสีย VAT ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญก่อน

ค่าส่วนกลางและค่าบริการเสริมของ Co-living ต้องเสียภาษีอย่างไร

ถือเป็นการให้บริการที่ไม่ได้รับยกเว้น VAT หากรายได้รวมของกิจการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากรายได้ส่วนนี้

ทำไมต้องแยกค่าเช่าห้องกับค่าส่วนกลางในใบแจ้งหนี้

เพราะรายได้สองประเภทนี้มีลักษณะภาษีต่างกัน ค่าเช่าห้องอาจได้รับยกเว้น VAT ขณะที่ค่าส่วนกลางต้องเสีย VAT การแยกรายการช่วยให้คำนวณภาษีถูกต้องและตรวจสอบง่าย

นิติบุคคลที่เช่าห้องพักให้พนักงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

นิติบุคคลผู้เช่าอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าตามมาตรา 40(5) อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

เฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อมาให้เช่าในห้องพักบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ไม่ใช่หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของกิจการ

Co-living Space ที่รับผู้เข้าพักระยะสั้นเสี่ยงถูกจัดเป็นธุรกิจโรงแรมหรือไม่

มีความเสี่ยง หากลักษณะบริการจริง เช่น ทำความสะอาดรายวันหรือรับพักระยะสั้น ใกล้เคียงธุรกิจโรงแรม ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินภาระใบอนุญาตและภาษี

ธุรกิจ Co-living Space ต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมที่ต้องเสียภาษี เช่น ค่าส่วนกลางและค่าบริการเสริม รวมกับรายได้อื่นที่ไม่ได้รับยกเว้นเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้