การโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer หรือ EBT) คือเครื่องมือปรับโครงสร้างธุรกิจที่กฎหมายภาษีไทยรองรับสิทธิยกเว้นภาษีหลายประเภทพร้อมกัน

หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด บทความนี้อธิบายหลักการ เงื่อนไข ขั้นตอน

ภาระภาษีที่ได้รับยกเว้นและที่ยังคงเหลือ รวมถึงข้อแตกต่างจากการควบรวมกิจการ (Amalgamation) เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME ตัดสินใจวางแผนได้อย่างถูกต้อง (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สารบัญบทความ
  1. การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) คืออะไร และแตกต่างจากการขายสินทรัพย์อย่างไร
  2. ภาษีที่ได้รับยกเว้นและเงื่อนไขหลักตามกฎหมาย
  3. เงื่อนไขที่ต้องครบถ้วนเพื่อได้รับสิทธิยกเว้น
  4. ขั้นตอนการดำเนินการ EBT ตั้งแต่ต้นจนปิดบัญชี
  5. EBT เปรียบเทียบกับการควบรวมกิจการ (Amalgamation)
  6. ประเด็นความเสี่ยงทางภาษีที่ต้องระวัง
  7. ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  8. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  9. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) คืออะไร และแตกต่างจากการขายสินทรัพย์อย่างไร

EBT คือการที่บริษัท ก (ผู้โอน) โอนสินทรัพย์ หนี้สิน สิทธิ และภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่บริษัท ข (ผู้รับโอน) แล้วบริษัท ก ดำเนินการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีในรอบบัญชีเดียวกัน

ผู้ถือหุ้นของบริษัท ก จะได้รับหุ้นในบริษัท ข แทนการรับเงินสด

สิ่งที่ทำให้ EBT แตกต่างจากการขายสินทรัพย์แบบปกติอย่างสำคัญคือ กฎหมายไม่ถือว่าการโอนนี้เป็น "การขาย" จึงเปิดโอกาสให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากรหลายประเภท

หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ในขณะที่การขายสินทรัพย์ทีละรายการจะก่อให้เกิดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล VAT หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ตามปกติ

ภาษีที่ได้รับยกเว้นและเงื่อนไขหลักตามกฎหมาย

เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง การโอนกิจการทั้งหมดจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีดังต่อไปนี้

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT): กำไรหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการโอนสินทรัพย์ในกระบวนการ EBT ได้รับยกเว้น ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทผู้โอน
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): การโอนไม่ถูกถือเป็นการขายสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT): ได้รับยกเว้น กรณีที่สินทรัพย์ที่โอนรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ปกติจะต้องเสีย SBT
  • อากรแสตมป์: ได้รับยกเว้นสำหรับตราสารที่เกิดขึ้นจากกระบวนการโอนกิจการ

อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ณ กรมที่ดินยังคงต้องชำระตามปกติหากมีอสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ในการโอน นี่คือข้อแตกต่างสำคัญจากการควบรวมกิจการ (Amalgamation)

ซึ่งได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวด้วย

เงื่อนไขที่ต้องครบถ้วนเพื่อได้รับสิทธิยกเว้น

สิทธิยกเว้นภาษีจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทั้งบริษัทผู้โอนและผู้รับโอนปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้ครบถ้วน

การขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งอาจทำให้เสียสิทธิยกเว้นและต้องเสียภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

เงื่อนไขของบริษัทผู้โอน (Company A)

  • ต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย
  • ต้องจดทะเบียนเลิกบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และดำเนินการชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในรอบบัญชีเดียวกับที่โอนกิจการ
  • ณ วันโอนกิจการ ต้องไม่มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระกับกรมสรรพากร หรือหากมีต้องมีการค้ำประกันตามระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ผู้ถือหุ้นจะได้รับหุ้นของบริษัทผู้รับโอนเป็นสิ่งตอบแทน ไม่ใช่เงินสด

เงื่อนไขของบริษัทผู้รับโอน (Company B)

  • ต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย
  • ต้องรับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน สิทธิ และภาระผูกพันทั้งหมดจากบริษัทผู้โอน
  • ณ วันโอนกิจการ ต้องไม่มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระกับกรมสรรพากร หรือหากมีต้องมีการค้ำประกันตามที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ต้องรับหลักการบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนตามราคาในบัญชีของบริษัทผู้โอน ณ วันโอน (book value carryover) เพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษี

ขั้นตอนการดำเนินการ EBT ตั้งแต่ต้นจนปิดบัญชี

กระบวนการโอนกิจการทั้งหมดต้องดำเนินการตามลำดับ และต้องประสานงานระหว่างนักบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย และหน่วยราชการหลายแห่งพร้อมกัน

  • ขั้นที่ 1 — ตรวจสอบภาษีและบัญชีก่อนโอน (Tax Due Diligence): ตรวจสอบว่าบริษัท ก ไม่มีหนี้ภาษีค้าง ยื่นแบบทุกประเภทครบถ้วน และจัดเตรียมงบการเงินล่าสุดเพื่อใช้กำหนดมูลค่าสินทรัพย์/หนี้สินที่จะโอน
  • ขั้นที่ 2 — มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น: ทั้งบริษัท ก และ ข ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติอนุมัติการโอนกิจการและกำหนดอัตราแลกหุ้นระหว่างกัน
  • ขั้นที่ 3 — แจ้งกรมสรรพากร: ต้องแจ้งการโอนและการปิดกิจการล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด พร้อมคืนใบทะเบียน VAT (ถ้ามี) ก่อนวันโอน
  • ขั้นที่ 4 — ยื่นแบบแสดงข้อมูลผู้ถือหุ้น: ภายใน 30 วันนับจากวันจดทะเบียนเลิก ต้องยื่นแบบแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น (แบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4) ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ของบริษัทผู้รับโอน
  • ขั้นที่ 5 — จดทะเบียนเลิกบริษัทผู้โอน: ยื่นขอจดทะเบียนเลิกกับ DBD พร้อมดำเนินการชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในรอบบัญชีเดียวกัน
  • ขั้นที่ 6 — โอนทรัพย์สินและปรับปรุงบัญชี: บริษัท ข รับโอนสินทรัพย์โดยบันทึกตามราคาตามบัญชีของบริษัท ก (book value) เพื่อความต่อเนื่องทางภาษี สินทรัพย์ที่ต้องโอนทะเบียน เช่น ที่ดิน ยานพาหนะ เครื่องหมายการค้า ต้องดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก
  • ขั้นที่ 7 — ปิดบัญชีและยื่นแบบภาษีสุดท้ายของบริษัทผู้โอน: จัดทำงบการเงินปิดรอบ ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบบัญชีสุดท้าย และปิดทะเบียนสรรพากรทุกประเภท

EBT เปรียบเทียบกับการควบรวมกิจการ (Amalgamation)

ผู้ประกอบการมักสับสนระหว่าง EBT และการควบรวมกิจการ (Amalgamation) ซึ่งมีผลทางกฎหมายและภาษีต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเปรียบเทียบ EBT กับ Amalgamation

  • โครงสร้าง: EBT คือ A โอนทุกอย่างให้ B แล้ว A เลิกกิจการ — B ยังคงอยู่ ส่วน Amalgamation คือ A + B รวมกันเป็น C บริษัทใหม่ ทั้ง A และ B เลิกกิจการ
  • ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน: EBT ยังต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ส่วน Amalgamation ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้ด้วย
  • ความต่อเนื่องทางธุรกิจ: EBT สะดวกกว่าสำหรับกรณีที่ต้องการให้บริษัทผู้รับโอน (B) ที่มีอยู่เดิมยังคงดำเนินกิจการต่อไปโดยไม่ต้องจัดตั้งนิติบุคคลใหม่
  • ความซับซ้อน: Amalgamation ต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ (C) และโอนทุกอย่างจาก A และ B จึงซับซ้อนและใช้เวลานานกว่า
  • VAT, SBT, อากรแสตมป์: ทั้งสองรูปแบบได้รับยกเว้นภาษีเหล่านี้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

ประเด็นความเสี่ยงทางภาษีที่ต้องระวัง

แม้ EBT จะให้สิทธิยกเว้นภาษีที่น่าสนใจ แต่มีความเสี่ยงและข้อควรระวังที่พบบ่อยในทางปฏิบัติดังนี้

  • ดำเนินการชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จในรอบบัญชีเดียวกัน: เป็นเงื่อนไขสำคัญที่หลายบริษัทพลาด หากชำระบัญชีข้ามรอบบัญชีอาจทำให้เสียสิทธิยกเว้น
  • มีหนี้ภาษีค้างชำระ: ต้องตรวจสอบและชำระหรือจัดให้มีการค้ำประกันก่อนวันโอน มิฉะนั้นสิทธิยกเว้นจะหมดไป
  • การบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ผิดวิธี: บริษัทผู้รับโอนต้องบันทึกสินทรัพย์ตามราคาในบัญชีของผู้โอน (book value) ไม่ใช่ราคาตลาด หากบันทึกผิดจะกระทบฐานภาษีในอนาคต เช่น ค่าเสื่อมราคาและกำไรจากการขายสินทรัพย์ในภายหลัง
  • การโอนสินทรัพย์ไม่ครบทั้งหมด: EBT ต้องโอน "ทั้งหมด" หากเลือกโอนเพียงบางส่วนจะไม่ถือเป็น EBT แต่เป็นการโอนกิจการบางส่วน (Partial Business Transfer) ซึ่งมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน
  • ภาระ VAT ย้อนหลัง: หากบริษัทผู้โอนมีการรับ input VAT จากสินทรัพย์ที่ยังไม่ครบอายุตามกฎหมาย อาจต้องคืน VAT บางส่วนก่อนโอน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
  • เครื่องหมายการค้าและสัญญาสำคัญ: สิทธิต่าง ๆ ที่ไม่สามารถโอนได้โดยอัตโนมัติ เช่น ใบอนุญาตบางประเภท สัญญาเช่า หรือสัญญากับคู่ค้า ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายก่อน

ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้โอน (บริษัท ก) ที่ได้รับหุ้นของบริษัทผู้รับโอน (บริษัท ข) เป็นสิ่งตอบแทนจากการโอนกิจการทั้งหมด โดยทั่วไปจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT)

สำหรับกำไรที่เกิดจากการแลกหุ้นในกระบวนการนั้น

ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขและพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศหรือมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนควรขอคำปรึกษาเฉพาะเรื่องนี้

เนื่องจากเงื่อนไขอาจแตกต่างออกไป

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การโอนกิจการทั้งหมดเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ

โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • สแกนงบการเงินเพื่อตรวจสอบโอกาสลดหย่อนภาษีประจำงวดบัญชีปี
  • คำนวณและประมาณการภาษีนิติบุคคลครึ่งปีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.51

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • บันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทเพื่อลดกำไรสุทธิ
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ล่าช้าหรือคำนวณกำไรคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเกิน 25%

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) คืออะไร และแตกต่างจากการขายสินทรัพย์อย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีที่ได้รับยกเว้นและเงื่อนไขหลักตามกฎหมายตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เงื่อนไขที่ต้องครบถ้วนเพื่อได้รับสิทธิยกเว้นตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การโอนกิจการทั้งหมด (EBT)

การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) ได้รับยกเว้นภาษีอะไรบ้าง?

เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดครบถ้วน EBT จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) และอากรแสตมป์ อย่างไรก็ตาม

ค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดินยังคงต้องชำระตามปกติ

บริษัทผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกภายในเวลาใดเพื่อใช้สิทธิยกเว้นภาษี EBT?

บริษัทผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกและดำเนินการชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในรอบบัญชีเดียวกันกับที่โอนกิจการ หากชำระบัญชีข้ามรอบบัญชีอาจทำให้เสียสิทธิยกเว้นภาษีทั้งหมด

EBT ต่างจากการควบรวมกิจการ (Amalgamation) อย่างไร?

EBT คือ บริษัท ก โอนทุกอย่างให้ บริษัท ข แล้วบริษัท ก เลิกกิจการ โดยบริษัท ข ยังคงอยู่ ส่วน Amalgamation คือ A และ B รวมกันจัดตั้งเป็นบริษัท C ใหม่ ทั้งสองรูปแบบได้รับยกเว้น

VAT, SBT และอากรแสตมป์ แต่ Amalgamation

ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดินด้วย ซึ่ง EBT ไม่ได้รับยกเว้น

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer - EBT) ขั้นตอนและภาษีเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer - EBT) ขั้นตอนและภาษีเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อน ลองศึกษาแนวทางบริการเสริมสำหรับ SME ที่ครอบคลุมทั้งงานค้างและระบบบัญชี