ในการทำธุรกิจ บางครั้งมีการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการระหว่างกันโดยตรงเพื่อประหยัดกระแสเงินสด (Barter Transaction) เช่น การนำสินค้าไปแลกกับพื้นที่โฆษณา

หรือการนำบริการด้านการออกแบบไปแลกกับบริการด้านไอที

แม้จะไม่มีการจ่ายเงินสดผ่านบัญชีธนาคาร แต่ในแง่ของกฎหมายบัญชีและภาษีของไทย ถือเป็นธุรกรรมการขายและให้บริการที่ต้องลงบันทึกและเสียภาษีตามปกติ

สารบัญบทความ
  1. 1. เกณฑ์การรับรู้รายได้ทางบัญชี
  2. 2. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการออกใบกำกับภาษี
  3. 3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)
  4. สรุป
  5. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  7. ตารางนำบทความไปใช้

1. เกณฑ์การรับรู้รายได้ทางบัญชี

มาตรฐานการบัญชี (TFRS) กำหนดแนวทางในการรับรู้รายได้และต้นทุนจากธุรกรรมแลกเปลี่ยนด้วย "มูลค่ายุติธรรม (Fair Value)" ของรายการ ดังนี้:

  • เมื่อแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ต่างประเภทกัน (Dissimilar assets): ให้รับรู้รายได้ด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่ได้รับ โดยปรับปรุงด้วยเงินสดหรือสิ่งตอบแทนอื่นที่จ่ายหรือรับเพิ่ม
  • หากหามูลค่ายุติธรรมของสิ่งที่ได้รับไม่ได้: ให้ใช้มูลค่ายุติธรรมของสินค้าหรือบริการที่เรามอบให้เป็นเกณฑ์ในการบันทึกบัญชี
  • กรณีแลกเปลี่ยนสิ่งที่คล้ายกัน (Similar assets): เช่น แลกสต๊อกสินค้าชนิดเดียวกันเพื่อบริหารคลังสินค้า ไม่ถือเป็นรายการรับรู้รายได้ทางบัญชี แต่ให้โอนราคาทุนสลับกัน

2. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการออกใบกำกับภาษี

สรรพากรพิจารณาว่าการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการคือการขายสินค้าและการให้บริการของทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน:

การออกใบกำกับภาษีและการรับรู้ VAT:
- ทั้งสองฝ่ายต้องออกใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ส่งมอบให้กันและกัน โดยระบุมูลค่าฐานภาษีตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการนั้น

- จุดเกิดภาษีซื้อ-ภาษีขาย (Tax Point):

เกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือเริ่มให้บริการ หรือเมื่อมีการรับใบกำกับภาษีที่ออกให้ก่อน แล้วแต่อย่างใดจะเกิดขึ้นก่อน
-

ห้ามจับหักกลบลบกันโดยไม่ออกเอกสารเด็ดขาด ทั้งสองฝ่ายต้องบันทึกภาษีขายและรับรู้ภาษีซื้อนำส่งรายงาน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ตามขั้นตอนปกติ

3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

กรณีมีธุรกรรมการแลกเปลี่ยนบริการเข้ามาเกี่ยวข้อง จะยังคงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย:

  • ตัวอย่าง: บริษัท A ให้บริการออกแบบมูลค่า 10,000 บาท แลกกับสินค้าของบริษัท B มูลค่า 10,000 บาท ในส่วนของการบริการ บริษัท B มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% (300 บาท) จากบริการของ A โดยออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งเงินสด 300 บาทให้กรมสรรพากร แม้จะไม่มีการจ่ายเงินค่าบริการจำนวน 10,000 บาทก็ตาม

สรุป

ธุรกรรม Barter Trade หรือการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ไม่ใช่ธุรกรรมนอกระบบภาษี แต่เป็นธุรกรรมคู่ขนานที่ฝ่ายบัญชีต้องออกใบกำกับภาษีซื้อและขายแลกกัน รวมถึงดำเนินการหัก ณ ที่จ่าย

ในส่วนของบริการให้ครบถ้วน

เพื่อป้องกันไม่ให้สรรพากรประเมินเป็นรายได้ซ่อนเร้นหรือประเมินเบี้ยปรับจากการไม่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง บัญชีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ: เกณฑ์รับรู้รายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรใช้ตรวจทั้งจุดเกิดภาษี เอกสารขาย เอกสารซื้อ และรายงาน ภ.พ.30 เพราะข้อผิดพลาด VAT

มักกระทบหลายเดือนต่อเนื่องและแก้ยากเมื่อปิดรอบภาษีไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • ตรวจว่าธุรกิจอยู่ในกิจการที่ต้องจด VAT หรือเป็นกิจการยกเว้น VAT
  • แยกใบกำกับภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จ และหลักฐานรับชำระเงินให้ตรงรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานภาษีซื้อ-ขายกับ ภ.พ.30 รายได้ และรายการเดินบัญชีธนาคารก่อนยื่นแบบ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • เคลมภาษีซื้อจากเอกสารที่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง
  • ออกใบกำกับภาษีผิดเดือนหรือไม่สัมพันธ์กับวันที่รับเงิน ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการ
  • ปล่อยให้รายได้เกินเกณฑ์จด VAT โดยไม่มีแผนจดทะเบียนและปรับระบบเอกสาร

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
1. เกณฑ์การรับรู้รายได้ทางบัญชีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
2. ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการออกใบกำกับภาษีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การวางแผนและตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีจุดใดที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก?

ต้องพิจารณาว่าธุรกิจของเราอยู่ในขอบข่ายกิจการที่ต้องเสีย VAT หรือได้รับยกเว้นตามกฎหมาย จากนั้นตรวจสอบจุดความรับผิดในการเสียภาษี (Tax Point) ของธุรกรรม

เพื่อออกใบกำกับภาษีขายและนำส่งภาษีได้อย่างถูกต้องตรงตามงวดเดือน

เอกสารและหลักฐานสำคัญที่ต้องจัดเก็บเพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง?

ต้องจัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อที่ได้รับจากคู่ค้า (ตัวจริง), สำเนาใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน, รายงานภาษีซื้อ, รายงานภาษีขาย, และหลักฐานการชำระเงินที่สัมพันธ์กับบิลแต่ละใบ

เพื่อให้สามารถกระทบยอดและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

หากพบว่ายื่นแบบ ภ.พ.30 หรือแสดงยอดภาษีมูลค่าเพิ่มผิดพลาดไปแล้ว ควรดำเนินการแก้ไขอย่างไร?

ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบยอดต่างของภาษีซื้อหรือภาษีขายในเดือนนั้นๆ แล้วจัดทำแบบยื่นเพิ่มเติม (ภ.พ.30 เพิ่มเติม) เพื่อนำส่งภาษีที่ขาดพร้อมชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ถ้ามี)

โดยเร็วที่สุดเพื่อลดภาระค่าปรับที่อาจสะสมเพิ่มขึ้น

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง บัญชีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ: เกณฑ์รับรู้รายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ บัญชีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ: เกณฑ์รับรู้รายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ