คำตอบสั้นๆ คือ เมื่อกิจการถือหุ้นในบริษัทอื่นตั้งแต่ 20% ถึง 50% และมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจ (แต่ไม่ถึงขั้นควบคุม) มาตรฐานบัญชี TAS 28

กำหนดให้บันทึกเงินลงทุนนั้นด้วย Equity Method

คือรับรู้ส่วนแบ่งกำไรขาดทุนของบริษัทร่วมเข้ามาปรับมูลค่าเงินลงทุนทุกปี แทนที่จะบันทึกแค่ราคาทุนเฉยๆ บทความนี้อธิบายหลักการและวิธีคำนวณแบบเข้าใจง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจ

สารบัญบทความ
  1. บริษัทร่วมคืออะไร ต่างจากบริษัทย่อยอย่างไร
  2. Equity Method ต่างจากวิธีราคาทุน (Cost Method) อย่างไร
  3. หลักการบันทึกบัญชีแบบ Equity Method ทีละขั้นตอน
  4. ตัวอย่างตัวเลขจริง
  5. ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. เมื่อสัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนแปลง
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

บริษัทร่วมคืออะไร ต่างจากบริษัทย่อยอย่างไร

เมื่อกิจการนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทอื่น มาตรฐานบัญชีจะแบ่งระดับความสัมพันธ์ตาม "สัดส่วนการถือหุ้น" และ "อำนาจควบคุมหรืออิทธิพล" ที่มีต่อกิจการนั้น

หากถือหุ้นเกิน 50% และมีอำนาจควบคุมเด็ดขาด จะเรียกว่า

"บริษัทย่อย" ต้องทำงบการเงินรวม แต่ถ้าถือหุ้นระหว่าง 20% ถึง 50% และมี "อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ" เช่น มีสิทธิ์ส่งตัวแทนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ

มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการเงินและการดำเนินงาน แต่ไม่ถึงขั้นควบคุมเด็ดขาด

จะเรียกว่า "บริษัทร่วม (Associate)" ซึ่งต้องบันทึกบัญชีด้วยวิธี Equity Method ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 28 เรื่องเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า

Equity Method ต่างจากวิธีราคาทุน (Cost Method) อย่างไร

วิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจคือเปรียบเทียบสองวิธีนี้ตรงๆ

  • วิธีราคาทุน (Cost Method): บันทึกเงินลงทุนด้วยราคาทุนที่ซื้อมาตั้งแต่แรก และจะปรับมูลค่าก็ต่อเมื่อได้รับเงินปันผลจริง (รับรู้เป็นรายได้เงินปันผล) หรือเมื่อมูลค่าเงินลงทุนด้อยค่าลงอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น มูลค่าตามบัญชีจึงมักไม่สะท้อนผลประกอบการจริงของบริษัทที่ไปลงทุน
  • วิธีส่วนได้เสีย (Equity Method): ปรับมูลค่าเงินลงทุนขึ้นหรือลงทุกปีตามสัดส่วนกำไรขาดทุนสุทธิที่บริษัทร่วมทำได้จริง โดยไม่ต้องรอให้มีการจ่ายเงินปันผล เมื่อบริษัทร่วมมีกำไร เงินลงทุนในงบการเงินของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน และเมื่อบริษัทร่วมขาดทุน เงินลงทุนก็จะลดลงตามสัดส่วนเช่นกัน

หลักการบันทึกบัญชีแบบ Equity Method ทีละขั้นตอน

การบันทึกบัญชีด้วยวิธีนี้มีขั้นตอนหลักดังนี้

  • ขั้นที่ 1 บันทึกต้นทุนเริ่มแรก: เมื่อซื้อหุ้นบริษัทร่วม บันทึกเป็น "เงินลงทุนในบริษัทร่วม" ด้วยราคาทุนที่จ่ายจริง
  • ขั้นที่ 2 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรขาดทุนประจำปี: เมื่อบริษัทร่วมประกาศงบการเงินประจำปีและมีกำไรสุทธิ ผู้ถือหุ้นต้องบันทึกส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ถือ (เช่น ถือ 30% ก็รับรู้ 30% ของกำไรสุทธิ) เป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุน และเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนในงบแสดงฐานะการเงินด้วยจำนวนเดียวกัน หากบริษัทร่วมขาดทุนก็บันทึกกลับด้านคือลดมูลค่าเงินลงทุนลง
  • ขั้นที่ 3 ปรับปรุงเมื่อได้รับเงินปันผล: เมื่อบริษัทร่วมจ่ายเงินปันผล เงินปันผลที่ได้รับจะไม่บันทึกเป็นรายได้ซ้ำอีก แต่บันทึกเป็นการ "ลดมูลค่าเงินลงทุน" เพราะถือว่าเป็นการทยอยรับคืนส่วนแบ่งกำไรที่เคยรับรู้ไปแล้วในขั้นที่ 2

ตัวอย่างตัวเลขจริง

บริษัท A ถือหุ้น 30% ในบริษัท B ซึ่งจัดเป็นบริษัทร่วมตามเกณฑ์อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ซื้อหุ้นมาด้วยราคาทุน 3,000,000 บาท

รายการผลกระทบต่อบัญชี
ปีที่ 1: บริษัท B มีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาทบริษัท A รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 300,000 บาท (30% x 1,000,000) เป็นรายได้ และเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนเป็น 3,300,000 บาท
ปีที่ 1: บริษัท B จ่ายเงินปันผล 200,000 บาท (ตามสัดส่วน 30%)บริษัท A ได้รับเงินสด 200,000 บาท แต่บันทึกเป็นการลดมูลค่าเงินลงทุน ไม่ใช่รายได้ซ้ำ ทำให้มูลค่าเงินลงทุนคงเหลือ 3,100,000 บาท
ปีที่ 2: บริษัท B ขาดทุนสุทธิ 500,000 บาทบริษัท A รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 150,000 บาท (30% x 500,000) เป็นค่าใช้จ่าย และลดมูลค่าเงินลงทุนเหลือ 2,950,000 บาท

จากตัวอย่างจะเห็นว่ามูลค่าเงินลงทุนในงบการเงินของบริษัท A เปลี่ยนแปลงตามผลประกอบการจริงของบริษัท B ทุกปี ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุนได้ดีกว่าวิธีราคาทุนที่จะคงตัวเลข

3,000,000 บาทไว้ตลอด

ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

ข้อควรระวังสำคัญคือ ส่วนแบ่งกำไรขาดทุนที่รับรู้ตาม Equity Method เป็นเพียง "รายการทางบัญชี" เพื่อให้งบการเงินสะท้อนความจริง

แต่ไม่ใช่รายได้หรือรายจ่ายที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง

เพราะกรมสรรพากรยังคงยึดหลักการรับรู้รายได้เมื่อมีการรับเงินปันผลจริงเท่านั้น (และเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทในประเทศไทยบางกรณีอาจได้รับยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด)

ดังนั้นในการยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.50

กิจการจึงต้องทำการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้กลับมาเป็นกำไรสุทธิทางภาษี โดยหักส่วนแบ่งกำไรที่ยังไม่ได้รับจริงออก และเพิ่มเฉพาะเงินปันผลที่ได้รับจริงเข้าไปแทน

ควรตรวจสอบรายละเอียดการปรับปรุงนี้กับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีให้ชัดเจนในแต่ละกรณี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้วิธีราคาทุนทั้งที่เข้าเกณฑ์บริษัทร่วม: ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนมูลค่าเงินลงทุนที่แท้จริง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตในรายงานการตรวจสอบ
  • นำส่วนแบ่งกำไรตาม Equity Method ไปรวมเป็นรายได้เสียภาษีโดยตรง: ทำให้เสียภาษีเกินความจำเป็น เพราะยังไม่ใช่รายได้ที่รับรู้ทางภาษีจนกว่าจะได้รับเงินปันผลจริง
  • ลืมปรับปรุงมูลค่าเงินลงทุนเมื่อได้รับเงินปันผล: ทำให้มูลค่าเงินลงทุนสูงเกินจริง เพราะไม่ได้หักเงินปันผลที่ได้รับออกจากยอดเงินลงทุนสะสม
  • ไม่ตรวจสอบเกณฑ์อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญให้ครบ: บางกรณีถือหุ้นต่ำกว่า 20% แต่มีสิทธิ์ส่งกรรมการเข้าบริหารจริง ก็อาจเข้าเกณฑ์บริษัทร่วมได้เช่นกัน จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว
  • ไม่ขอข้อมูลงบการเงินของบริษัทร่วมมาใช้คำนวณ: ทำให้ไม่สามารถบันทึกส่วนแบ่งกำไรขาดทุนได้ทันเวลาก่อนปิดงบประจำปีของกิจการตัวเอง

เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง

กิจการที่ถือหุ้นบริษัทร่วมควรขอเอกสารต่อไปนี้จากบริษัทที่ไปลงทุนทุกปี เพื่อให้ผู้ทำบัญชีคำนวณ Equity Method ได้ถูกต้องและทันเวลา

  • งบการเงินประจำปีของบริษัทร่วมที่ผ่านการตรวจสอบหรืออย่างน้อยงบทดลองที่เชื่อถือได้
  • หนังสือรับรองสัดส่วนการถือหุ้น ณ วันสิ้นรอบบัญชี
  • มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเรื่องการจ่ายเงินปันผล (ถ้ามี) พร้อมวันที่จ่ายจริง
  • รายงานการประชุมคณะกรรมการที่แสดงว่าผู้ถือหุ้นมีตัวแทนเข้าร่วมบริหารหรือกำหนดนโยบาย

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของธุรกิจที่มีการลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่นควรตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่าสัดส่วนการถือหุ้นและอำนาจที่มีเข้าเกณฑ์ "บริษัทร่วม" ตาม TAS 28 หรือไม่ หากเข้าเกณฑ์

ควรวางระบบขอรับงบการเงินจากบริษัทที่ไปลงทุนให้ทันก่อนปิดงบประจำปีของตัวเอง

และให้ผู้ทำบัญชีคำนวณ Equity Method พร้อมปรับปรุงรายการทางภาษีให้ถูกต้องแยกจากบัญชี เพราะสองส่วนนี้มีหลักการรับรู้ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

หากไม่มั่นใจเรื่องการจัดประเภทเงินลงทุนหรือการคำนวณส่วนแบ่งกำไรขาดทุน

ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานการบัญชีตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มลงทุน เพื่อไม่ให้ต้องแก้ไขงบการเงินย้อนหลังซึ่งยุ่งยากกว่าการวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

เมื่อสัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนแปลง

หากในอนาคตกิจการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจนเกิน 50% และมีอำนาจควบคุมเด็ดขาด บริษัทนั้นจะเปลี่ยนสถานะจาก "บริษัทร่วม" เป็น "บริษัทย่อย" ทันที

ซึ่งต้องเปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชีจาก Equity Method ไปเป็นการทำงบการเงินรวม

(Consolidated Financial Statements) ตามมาตรฐาน TFRS 10 ในทางกลับกัน หากลดสัดส่วนการถือหุ้นลงต่ำกว่า 20% และไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป

ก็ต้องเปลี่ยนกลับไปใช้วิธีราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรมแทน

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีรายละเอียดทางบัญชีที่ซับซ้อน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทร่วมต่างจากบริษัทย่อยตรงไหน

บริษัทย่อยคือถือหุ้นเกิน 50% และมีอำนาจควบคุมเด็ดขาด ต้องทำงบการเงินรวม ส่วนบริษัทร่วมคือถือหุ้น 20-50% และมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่ถึงขั้นควบคุม จึงใช้ Equity Method

บันทึกบัญชีแทนการทำงบรวม

ถือหุ้นต่ำกว่า 20% แต่มีกรรมการนั่งบริหาร ต้องใช้ Equity Method ไหม

อาจต้องใช้ หากมีข้อเท็จจริงแสดงว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มีสิทธิ์ส่งตัวแทนเข้าเป็นกรรมการหรือมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการเงิน สัดส่วนเปอร์เซ็นต์เป็นเพียงเกณฑ์เบื้องต้น

ควรพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบและปรึกษาผู้สอบบัญชี

ส่วนแบ่งกำไรจาก Equity Method ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไหม

ไม่ต้องเสียภาษีในทันที เพราะเป็นเพียงรายการทางบัญชีที่ยังไม่ใช่รายได้ตามหลักภาษี กิจการต้องปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีกลับเป็นกำไรสุทธิทางภาษี

โดยรับรู้เฉพาะเงินปันผลที่ได้รับจริงแทน ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ได้รับเงินปันผลจากบริษัทร่วม ต้องบันทึกเป็นรายได้ไหม

ไม่บันทึกเป็นรายได้ซ้ำ เพราะภายใต้ Equity Method ได้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรไปแล้วตอนบริษัทร่วมประกาศกำไร เงินปันผลที่ได้รับจริงจึงบันทึกเป็นการลดมูลค่าเงินลงทุนแทน

ถือเป็นการทยอยรับคืนกำไรที่เคยรับรู้ไปแล้ว

บริษัทร่วมขาดทุนหนักจนมูลค่าเงินลงทุนติดลบ ต้องทำอย่างไร

โดยหลักการ Equity Method จะหยุดรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนเมื่อมูลค่าเงินลงทุนลดลงเหลือศูนย์ เว้นแต่กิจการมีภาระผูกพันหรือค้ำประกันเพิ่มเติมต่อบริษัทร่วมนั้น

กรณีนี้มีรายละเอียดทางบัญชีที่ซับซ้อน

ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญมาตรฐานบัญชีโดยตรง

SME ขนาดเล็กที่ถือหุ้นบริษัทร่วมจำนวนไม่มาก จำเป็นต้องใช้ Equity Method หรือไม่

หากเข้าเกณฑ์อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญตามมาตรฐาน TAS 28 ก็ควรใช้ Equity Method ไม่ว่ามูลค่าเงินลงทุนจะมากหรือน้อย เพราะเป็นข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชีที่ใช้บังคับ

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเงินลงทุนแต่อย่างใด

ต้องขอข้อมูลอะไรจากบริษัทร่วมเพื่อบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง

ควรของบการเงินประจำปีของบริษัทร่วม หนังสือรับรองสัดส่วนการถือหุ้น และมติที่ประชุมเรื่องเงินปันผล (ถ้ามี)

เพื่อให้ผู้ทำบัญชีคำนวณส่วนแบ่งกำไรขาดทุนและปรับมูลค่าเงินลงทุนได้ทันเวลาก่อนปิดงบประจำปีของกิจการเอง

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้