การเปลี่ยนสำนักงานบัญชีเป็นเรื่องที่ SME หลายรายต้องเผชิญ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านราคา คุณภาพงาน หรือการขยายกิจการ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการนี้คือการรับเอกสารและข้อมูลทั้งหมดจากสำนักงานเดิมให้ครบถ้วนก่อนเริ่มงานกับสำนักงานใหม่

สารบัญบทความ
  1. ทำไมการส่งมอบเอกสารจึงสำคัญมาก?
  2. หมวดที่ 1: เอกสารทางกฎหมายและการจดทะเบียน
  3. หมวดที่ 2: เอกสารงบการเงินและบัญชี
  4. หมวดที่ 3: เอกสารภาษีและการยื่นแบบ
  5. หมวดที่ 4: ไฟล์ดิจิทัลและรหัสผ่านระบบ
  6. หมวดที่ 5: เอกสารเงินเดือนและทรัพยากรบุคคล
  7. ขั้นตอนที่แนะนำในการรับมอบเอกสาร
  8. หากสำนักงานเดิมไม่ยอมส่งมอบเอกสารควรทำอย่างไร?
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ทำไมการส่งมอบเอกสารจึงสำคัญมาก?

เมื่อบริษัทตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชี หนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการสูญหายหรือขาดหายของเอกสารสำคัญ ซึ่งอาจทำให้สำนักงานบัญชีใหม่ไม่สามารถทำงานได้ถูกต้อง

หรือเกิดปัญหาเมื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

การมีรายการเอกสารที่ชัดเจนและตรวจรับอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

หมวดที่ 1: เอกสารทางกฎหมายและการจดทะเบียน

เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารพื้นฐานของบริษัทที่ต้องมีและครบถ้วนเสมอ

  • หนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด (ออกจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
  • บริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัท
  • ทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุด
  • รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง (ย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี)
  • รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท (ที่สำคัญ)
  • ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) หากจด VAT
  • บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล

หมวดที่ 2: เอกสารงบการเงินและบัญชี

เอกสารเหล่านี้สำคัญมากสำหรับการทำงานต่อเนื่อง

  • งบการเงินประจำปีที่ผ่านการตรวจสอบโดย CPA ย้อนหลัง 5 ปี
  • รายงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Auditor Report) ทุกปี
  • สมุดรายวันและบัญชีแยกประเภทของทุกปี
  • งบทดลองปิดบัญชีล่าสุด
  • รายละเอียดลูกหนี้การค้าและเจ้าหนี้การค้าคงค้าง ณ วันสิ้นงวดล่าสุด
  • รายละเอียดสินค้าคงเหลือ (ถ้ามี)
  • รายการทรัพย์สินถาวรและตารางค่าเสื่อมราคาสะสม
  • รายละเอียดเงินกู้และดอกเบี้ยคงค้าง

หมวดที่ 3: เอกสารภาษีและการยื่นแบบ

สำนักงานบัญชีใหม่จำเป็นต้องมีข้อมูลเหล่านี้เพื่อทำงานได้อย่างถูกต้อง

  • สำเนาแบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ย้อนหลัง 5 ปี
  • สำเนาแบบยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ย้อนหลัง 5 ปี
  • สำเนาแบบ ภ.พ.30 (VAT รายเดือน) ย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี
  • สำเนาแบบ ภ.ง.ด.1, 3, 53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ย้อนหลัง 3 ปี
  • สำเนาแบบ ภ.ง.ด.1ก (รายปีของพนักงาน) ย้อนหลัง 3 ปี
  • ใบเสร็จรับเงินการชำระภาษีทุกรายการ
  • หนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากร (ถ้ามี)
  • หนังสือโต้ตอบกับกรมสรรพากรทุกฉบับ

หมวดที่ 4: ไฟล์ดิจิทัลและรหัสผ่านระบบ

ในยุคดิจิทัล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญไม่แพ้เอกสารกระดาษ

  • ไฟล์ข้อมูลโปรแกรมบัญชี (เช่น Express, Sage, หรือโปรแกรมที่ใช้) ทั้งฐานข้อมูลและ backup
  • รหัสผ่านเข้าระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
  • รหัสผ่านเข้าระบบ DBD e-Filing
  • ข้อมูล username/password ระบบ e-WHT หรือ e-Payment ที่เกี่ยวข้อง
  • ไฟล์ Excel สรุปรายการต่างๆ ที่สำนักงานเดิมจัดทำ
  • อีเมลหรือ Line OA ที่ลงทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ

หมวดที่ 5: เอกสารเงินเดือนและทรัพยากรบุคคล

  • ทะเบียนพนักงานปัจจุบันพร้อมอัตราเงินเดือน
  • สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 12 เดือนของพนักงานทุกคน
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ปีล่าสุด
  • ทะเบียนประกันสังคมและหมายเลขสมาชิก
  • ใบนำส่งประกันสังคมย้อนหลัง 12 เดือน
  • ข้อมูลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี)

ขั้นตอนที่แนะนำในการรับมอบเอกสาร

เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีข้อพิพาทในภายหลัง แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

  • จัดทำรายการเอกสารที่ต้องรับมอบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า
  • นัดประชุมส่งมอบอย่างเป็นทางการกับสำนักงานเดิม
  • ตรวจนับเอกสารทุกรายการพร้อมกันและให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในใบส่งมอบ
  • สแกนหรือถ่ายสำเนาเอกสารสำคัญทันทีหลังรับมอบ
  • ให้สำนักงานบัญชีใหม่ตรวจสอบความครบถ้วนก่อนเซ็นรับ

หากสำนักงานเดิมไม่ยอมส่งมอบเอกสารควรทำอย่างไร?

เอกสารทั้งหมดที่กล่าวถึงเป็นทรัพย์สินของบริษัทลูกค้า ไม่ใช่ของสำนักงานบัญชี สำนักงานเดิมมีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งมอบเอกสารคืนให้บริษัท หากปฏิเสธ

บริษัทมีสิทธิ์ดำเนินการทางกฎหมายได้

และสามารถร้องเรียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ได้อีกทางหนึ่ง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไมการส่งมอบเอกสารจึงสำคัญมาก?ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
หมวดที่ 1: เอกสารทางกฎหมายและการจดทะเบียนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
หมวดที่ 2: เอกสารงบการเงินและบัญชีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ต้องรับเอกสารย้อนหลังกี่ปีเมื่อเปลี่ยนสำนักงานบัญชี?

กรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ 5 ปี และกรณีพิเศษสูงสุด 10 ปี ดังนั้นควรรับเอกสารทางภาษีและงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปีเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานบัญชีเดิมมีสิทธิ์กักเอกสารของบริษัทไว้หรือไม่?

ไม่มีสิทธิ์ เอกสารทางบัญชีและภาษีทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของบริษัทลูกค้า สำนักงานบัญชีมีหน้าที่ส่งคืนเมื่อสัญญาสิ้นสุด หากปฏิเสธสามารถร้องเรียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้

หากเอกสารบางส่วนสูญหาย สำนักงานบัญชีใหม่จะทำอย่างไรได้บ้าง?

สำนักงานบัญชีใหม่สามารถขอสำเนาจากกรมสรรพากรหรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้บางส่วน เช่น สำเนาแบบยื่นภาษี หรืองบการเงินที่นำส่งไว้แล้ว

แต่สมุดบัญชีและเอกสารภายในที่สูญหายอาจต้องจัดทำใหม่จากหลักฐานที่มีอยู่

ควรเปลี่ยนสำนักงานบัญชีช่วงไหนของปีจึงเหมาะสมที่สุด?

ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือต้นปีบัญชีใหม่ เช่น หลังปิดงบสิ้นปีแล้ว เพื่อให้สำนักงานใหม่เริ่มงานจากต้นรอบบัญชีใหม่ ซึ่งทำให้การรับช่วงงานง่ายและสะอาดขึ้นมาก

รหัสผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร สำนักงานบัญชีเดิมต้องส่งมอบหรือไม่?

ต้องส่งมอบ เพราะเป็นข้อมูลการเข้าถึงระบบในนามบริษัท หลังจากรับมอบแล้วควรเปลี่ยนรหัสผ่านทันที และอัปเดตอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้กับระบบให้เป็นของบริษัทโดยตรง

ต้องแจ้งกรมสรรพากรหรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อเปลี่ยนสำนักงานบัญชีหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องแจ้งโดยตรง แต่หากสำนักงานบัญชีใหม่เป็นผู้ทำบัญชีของบริษัท ต้องส่งแบบแจ้งชื่อผู้ทำบัญชีใหม่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยแบบฟอร์มที่กำหนด

การดูแลบัญชีและภาษีให้ครบทุกเดือนต้องอาศัยเวลาและความละเอียดพอสมควร แพ็กเกจดูแลบัญชีรายเดือนของ A Plus Me จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยรับผิดชอบงานส่วนนี้แทนเจ้าของกิจการ