เมื่อบริษัทไทยจ่ายค่า SaaS หรือ subscription ให้บริษัทต่างประเทศ มีหน้าที่ภาษีซ่อนอยู่อย่างน้อยสองทาง ได้แก่ การหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54

และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 ซึ่งหลายกิจการมักมองข้ามจนถูกประเมินย้อนหลัง

สารบัญบทความ
  1. ทำไมการจ่ายค่า SaaS ต่างประเทศถึงมีภาษีมากกว่าที่คิด
  2. จำแนกก่อน: ค่า SaaS ของคุณคือ "ค่าสิทธิ" หรือ "ค่าบริการ"
  3. ภ.ง.ด.54: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและกำหนดเวลานำส่ง
  4. ภ.พ.36: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อต้องนำส่งแทน
  5. ตัวอย่างจริง: บริษัทไทยจ่ายค่า SaaS สหรัฐฯ 10,000 บาท
  6. จุดที่กิจการ SME มักผิดพลาดและวิธีป้องกัน
  7. สรุปหน้าที่และกำหนดเวลาที่ต้องจำ
  8. ตารางนำบทความไปใช้
  9. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

ทำไมการจ่ายค่า SaaS ต่างประเทศถึงมีภาษีมากกว่าที่คิด

เจ้าของกิจการจำนวนมากมองว่าการจ่ายเงินค่า subscription ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Google Workspace, Microsoft 365, Adobe Creative Cloud หรือ Slack

เป็นเพียงค่าใช้จ่ายธรรมดาที่ตัดจ่ายแล้วจบ แต่ในมุมของกรมสรรพากรไทย

การชำระเงินไปยังบริษัทในต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย (No Permanent Establishment) ก่อให้เกิดภาระภาษีแก่ ผู้จ่ายเงินชาวไทย อย่างน้อยสองประเภทพร้อมกัน ได้แก่

  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร — นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบ Reverse Charge ตามมาตรา 83/6(2) — นำส่งด้วยแบบ ภ.พ.36

ความผิดพลาดในจุดนี้ไม่ใช่แค่ค่าปรับเล็กน้อย แต่รวมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนและเบี้ยปรับอีกสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ยื่นขาด

ซึ่งเมื่อคำนวณย้อนหลังหลายปีอาจกลายเป็นยอดที่กระทบกระแสเงินสดได้มาก

จำแนกก่อน: ค่า SaaS ของคุณคือ "ค่าสิทธิ" หรือ "ค่าบริการ"

ประเด็นที่ส่งผลต่ออัตราภาษีโดยตรงคือการจำแนกประเภทเงินได้ ซึ่งกรมสรรพากรได้วางหลักเกณฑ์ไว้ตามหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ 0706/4653 และแนวทางอื่นๆ ดังนี้

กรณีที่ถือเป็น "ค่าสิทธิ" (Royalty) — มาตรา 40(3)

  • การจ่ายค่าใช้งาน ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่มีการกำหนดราคาแยกต่างหาก จากฮาร์ดแวร์หรือบริการอื่น — ถือเป็นค่าตอบแทนเพื่อสิทธิในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์)
  • SaaS ส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้ "เข้าถึง" ซอฟต์แวร์ผ่าน cloud และได้รับ license key หรือสิทธิ์ใช้งาน — มักถูกจัดเป็นค่าสิทธิตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร
  • การจ่ายค่าอบรมที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสูตร — จัดเป็นค่าสิทธิด้วย

กรณีที่ถือเป็น "ค่าบริการ" (Service Fee) — มาตรา 40(8)

  • การจ่ายค่าอบรมที่ ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสูตรใดๆ — ถือเป็นค่าบริการทั่วไป
  • ค่าบริการที่ปรึกษา ค่า consulting หรือค่า support ที่แยกออกมาชัดเจนและไม่มีการให้สิทธิ์ใช้ IP
  • ซอฟต์แวร์ที่รวมไปกับเครื่องจักรโดยไม่มีการกำหนดราคาแยก และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องนั้น — ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย

ในทางปฏิบัติ SaaS และ subscription-based software ส่วนใหญ่ที่กิจการ SME ใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น CRM, ERP, อีเมล, cloud storage, project management, หรือ design tools

มักถูกจัดเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) เนื่องจากผู้ใช้ได้รับสิทธิ์ใน

license การใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ การพิจารณาต้องดูข้อกำหนดในสัญญา (Terms of Service) ด้วยเสมอ หากไม่แน่ใจควรหารือกับที่ปรึกษาภาษี

ภ.ง.ด.54: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและกำหนดเวลานำส่ง

เมื่อจำแนกได้แล้วว่าเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของยอดจ่ายจริง ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54

ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน

อัตราที่ลดลงได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

หากประเทศที่บริษัทผู้รับเงินจดทะเบียนอยู่ มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Treaty — DTA) กับประเทศไทย อัตราหักภาษีอาจลดลงได้ตามที่กำหนดในอนุสัญญานั้น

โดยอัตราสูงสุดที่ใช้ได้จะเป็นอัตราตามอนุสัญญาหากต่ำกว่าอัตราในประมวลรัษฎากร

ตัวอย่างอัตราค่าสิทธิในอนุสัญญาสำคัญ (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตามตารางกรมสรรพากร rd.go.th):

  • สหรัฐอเมริกา: ร้อยละ 5 สำหรับงานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ และซอฟต์แวร์ / ร้อยละ 8 สำหรับอุปกรณ์อุตสาหกรรม / ร้อยละ 15 กรณีอื่นๆ
  • สหราชอาณาจักร: ร้อยละ 5 สำหรับงานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ / ร้อยละ 15 กรณีอื่น
  • ญี่ปุ่น: ร้อยละ 15
  • สิงคโปร์: ร้อยละ 5 สำหรับลิขสิทธิ์และภาพยนตร์ / ร้อยละ 8 สำหรับสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า / ร้อยละ 10 กรณีอื่น
  • เยอรมนี: ร้อยละ 5 สำหรับงานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ / ร้อยละ 15 กรณีอื่น
  • ออสเตรเลีย, อินเดีย, จีน: ร้อยละ 15

บริษัทต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ให้บริการ SaaS รายใหญ่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา (เช่น Google, Microsoft, Salesforce, Adobe) ดังนั้นหากเป็นค่าสิทธิในซอฟต์แวร์ อัตราที่ใช้มักเป็น ร้อยละ

5 แต่ต้องมีเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ (Tax Residency

Certificate) จากบริษัทนั้นประกอบการยื่นด้วย ในกรณีที่ไม่สามารถยืนยันถิ่นที่อยู่ได้ให้ใช้อัตราร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร

หากจ่ายค่าบริการประเภทมาตรา 40(8) ให้บริษัทที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย กรมสรรพากรโดยทั่วไปถือว่าเงินได้นั้นเกิดขึ้นนอกประเทศไทย จึง ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 —

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีโดยละเอียด

หากต้องการความแน่ใจในการจัดประเภทและคำนวณอัตราที่ถูกต้อง บริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษีของเราสามารถช่วยพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบสัญญา จนถึงการจัดเตรียมเอกสารยื่น ภ.ง.ด.54

ภ.พ.36: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อต้องนำส่งแทน

นอกจาก ภ.ง.ด.54 แล้ว ยังมีภาระ VAT ที่มักถูกมองข้ามอีกหนึ่งรายการ ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ประกอบการในไทยซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT

ในไทย ผู้ซื้อมีหน้าที่ นำส่ง VAT แทนผู้ขาย ด้วยแบบ ภ.พ.36 ภายใน

7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้รับบริการหรือชำระเงิน

ฐานภาษีและอัตรา VAT สำหรับ ภ.พ.36

  • ฐานภาษีคือมูลค่าของบริการที่รับจากต่างประเทศ (ยอดที่จ่ายจริง ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ)
  • อัตรา VAT ปัจจุบัน ร้อยละ 7 (พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรา 7% ต้องต่ออายุทุกปีตามพระราชกฤษฎีกา)

ผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 และไม่มีหน้าที่ยื่น

  • ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT: มีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ทุกครั้งที่รับบริการจากต่างประเทศ และ VAT ที่นำส่งนั้นนำไปใช้เป็น ภาษีซื้อ (Input Tax Credit) ได้ในเดือนถัดไป
  • ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT: ยังคงต้องนำส่ง VAT ด้วย ภ.พ.36 แต่ ไม่สามารถนำไปหักเป็นภาษีซื้อได้ — VAT จำนวนนี้จึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการโดยตรง

ทั้ง ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 มีกำหนดนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนเหมือนกัน จึงควรทำปฏิทินภาษีรายเดือนเพื่อไม่ให้พลาดกำหนด

ตัวอย่างจริง: บริษัทไทยจ่ายค่า SaaS สหรัฐฯ 10,000 บาท

สมมติบริษัท A จำกัด จดทะเบียน VAT แล้ว จ่ายค่า subscription ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในสหรัฐอเมริกา 10,000 บาทในเดือนมิถุนายน 2569 โดยซอฟต์แวร์นั้นจัดเป็น "ค่าสิทธิ" และบริษัทสหรัฐฯ

มีใบรับรองถิ่นที่อยู่ภาษีในสหรัฐฯ

  • ภ.ง.ด.54 (WHT ค่าสิทธิ อนุสัญญาไทย-สหรัฐฯ): หักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 = 500 บาท — ผู้รับในสหรัฐฯ ได้รับเงินจริง 9,500 บาท — ยื่นและนำส่ง 500 บาท ภายใน 7 กรกฎาคม 2569
  • ภ.พ.36 (VAT Reverse Charge): 10,000 × 7% = 700 บาท — ยื่นและนำส่ง 700 บาท ภายใน 7 กรกฎาคม 2569 — นำ 700 บาทไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนกรกฎาคมได้
  • ต้นทุนสุทธิของกิจการ: 10,000 + 700 (VAT ที่ได้คืน) - 700 (input tax) = 10,000 บาท (ถ้าเป็น VAT registered) แต่ต้องออกเงินสดเพิ่ม 1,200 บาท (500 + 700) ล่วงหน้าระหว่างรอ input tax credit

หากบริษัทไม่มีใบรับรองถิ่นที่อยู่จากบริษัทสหรัฐฯ อัตรา WHT จะเป็นร้อยละ 15 แทน = 1,500 บาท — ซึ่งสูงกว่ากัน 3 เท่าในเรื่อง WHT

จุดที่กิจการ SME มักผิดพลาดและวิธีป้องกัน

1. ไม่รู้ว่าต้องยื่น ภ.พ.36

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือกิจการไม่ทราบว่าการซื้อ SaaS ต่างประเทศก่อให้เกิดภาระ VAT ที่ต้องนำส่งเอง โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทต่างประเทศรายนั้นยังไม่ได้จดทะเบียน e-Service VAT ในไทย

(ซึ่งบางแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จดทะเบียนแล้ว ให้ตรวจสอบใบเสร็จว่ามี

VAT ไทยระบุหรือไม่)

2. จ่ายเต็มจำนวนโดยไม่หัก

เมื่อจ่ายค่า SaaS ผ่านบัตรเครดิตหรือโอนเงินไปต่างประเทศ บางกิจการโอนเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีนี้กิจการต้อง "ออกภาษีแทน" (Gross-up) โดยนำส่ง WHT

เองโดยไม่หักจากผู้รับ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของบริษัท

3. ไม่มีเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ภาษี

เพื่อใช้อัตราลดในอนุสัญญา ผู้จ่ายต้องมี Tax Residency Certificate ที่ออกโดยหน่วยงานภาษีของประเทศผู้รับ โดยทั่วไปต้องขอจากบริษัทคู่สัญญาล่วงหน้าและต่ออายุทุกปี

4. ไม่ได้ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มจดทะเบียน VAT ไทยแล้วหรือยัง

ตั้งแต่ปี 2564 กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ให้บริการ e-Service จากต่างประเทศจดทะเบียน VAT ในไทยหากมีรายได้เกินเกณฑ์ บางแพลตฟอร์มใหญ่ (เช่น Netflix, Zoom) จดทะเบียนแล้วและเรียกเก็บ VAT

จากผู้ใช้ไทยโดยตรง — ในกรณีนั้นผู้ซื้อไม่ต้องยื่น ภ.พ.36

เพิ่ม แต่ก็ไม่มีสิทธิ์นำ VAT นั้นไปเป็น input tax credit หากซื้อในนามบุคคล ให้ตรวจสอบกับบัญชีของกิจการว่าบริษัทนั้นอยู่ในทะเบียน VAT ของกรมสรรพากรไทยหรือไม่

เพื่อให้มั่นใจว่าการบันทึกบัญชีและการยื่นแบบรายเดือนถูกต้องครบถ้วน ลองพิจารณาบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่ครอบคลุมการตรวจสอบรายการ SaaS ต่างประเทศและการจัดทำ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36

โดยผู้เชี่ยวชาญ

สรุปหน้าที่และกำหนดเวลาที่ต้องจำ

  • ภ.ง.ด.54 (WHT): ยื่นและนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน — อัตรา 15% (หรือตามอนุสัญญา เช่น 5% สำหรับค่าสิทธิซอฟต์แวร์จากสหรัฐฯ) — ใช้เฉพาะกรณีเงินได้ตามมาตรา 40(2)(3)(4)(5)(6)
  • ภ.พ.36 (VAT Reverse Charge): ยื่นและนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่รับบริการ/ชำระเงิน — อัตรา VAT ปัจจุบัน 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งต้องต่ออายุ — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)
  • เอกสารที่ต้องเตรียม: ใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จจากต่างประเทศ, Tax Residency Certificate ของผู้รับ (ถ้าต้องการใช้อัตราอนุสัญญา), สัญญาหรือ Terms of Service เพื่อยืนยันประเภทเงินได้
  • บทลงโทษหากล่าช้า: เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และเบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ยื่นขาด

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไมการจ่ายค่า SaaS ต่างประเทศถึงมีภาษีมากกว่าที่คิดตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
จำแนกก่อน: ค่า SaaS ของคุณคือ "ค่าสิทธิ" หรือ "ค่าบริการ"ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภ.ง.ด.54: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและกำหนดเวลานำส่งตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทจ่ายค่า SaaS ต่างประเทศต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ทุกครั้งไหม

โดยทั่วไปต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ทุกครั้งที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) (ค่าสิทธิ) ให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย ซึ่ง SaaS

ส่วนใหญ่ถูกจัดเป็นค่าสิทธิตามลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตาม หากแพลตฟอร์มนั้นจดทะเบียน VAT

ในไทยแล้วและรับเงินในนามนิติบุคคลต่างประเทศที่มีการยื่นภาษีในไทย ข้อเท็จจริงอาจแตกต่างออกไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี

ถ้าจ่ายค่า SaaS เต็มจำนวนไปแล้วโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายต้องทำอย่างไร

กรณีนี้บริษัทผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเองทั้งหมดโดยไม่หักจากผู้รับ เรียกว่าการ 'ออกภาษีแทน' (Gross-up) ซึ่งจำนวนภาษีที่นำส่งจะกลายเป็นต้นทุนของกิจการ และควรยื่น

ภ.ง.ด.54 ให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มร้อยละ 1.5

ต่อเดือนที่จะเริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดชำระ ในกรณีที่ค้างมานาน ควรประเมินความเสี่ยงและแนวทางปรับปรุงร่วมกับที่ปรึกษาภาษีก่อนยื่นแก้ไข

VAT ที่นำส่งตาม ภ.พ.36 นำมาเป็นภาษีซื้อได้ไหม

ได้ เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT เท่านั้น โดย VAT ที่นำส่งตาม ภ.พ.36 ในเดือน A สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อ (Input Tax Credit) ในเดือน A+1 ได้ ทำให้ต้นทุน VAT

สุทธิเป็นศูนย์สำหรับกิจการที่จดทะเบียน VAT แต่หากกิจการยังไม่ได้จดทะเบียน VAT

ยอด VAT ที่นำส่งจะกลายเป็นต้นทุนถาวรของกิจการโดยไม่มีสิทธิ์นำคืน

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าซอฟต์แวร์ SaaS และ Subscription ต่างประเทศ: เกณฑ์ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าซอฟต์แวร์ SaaS และ Subscription ต่างประเทศ: เกณฑ์ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล