เจ้าของ SME ที่ตัดสินใจเลิกกิจการหลายคนโฟกัสอยู่ที่การจดทะเบียนเลิกบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
จนลืมไปว่าการแจ้งเลิกทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องทำแยกต่างหากและมีกำหนดเวลาชัดเจน
บทความนี้จะอธิบายสองเรื่องที่เชื่อมโยงกันแต่มักถูกมองข้าม คือการยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งเลิกกิจการภายใน 15 วัน และประเด็นสินค้าหรือทรัพย์สินคงเหลือ ณ
วันเลิกกิจการที่กฎหมายถือว่าเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามราคาตลาดแม้จะไม่ได้ขายให้ใครจริงก็ตาม พร้อมตัวอย่างการคำนวณและเช็กลิสต์ขั้นตอนที่นำไปใช้ได้จริงก่อนปิดกิจการ ทั้งนี้
ข้อมูลในบทความเป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการวางแผน
ควรตรวจสอบกับสรรพากรพื้นที่หรือที่ปรึกษาภาษีสำหรับกรณีเฉพาะของกิจการท่าน
สารบัญบทความ
- ภ.พ.09 คืออะไร และทำไมต้องยื่นภายใน 15 วันหลังเลิกกิจการ
- ทำไมสินค้าและทรัพย์สินคงเหลือถึง "ถือเป็นการขาย" ตามมาตรา 77/1(8)
- วิธีคำนวณ VAT จากสินค้าคงเหลือ: ต้องใช้ราคาตลาด ไม่ใช่ราคาทุน
- ขั้นตอนปฏิบัติ: เรียงลำดับงานตั้งแต่เตรียมตัวจนถึงยื่นแบบงวดสุดท้าย
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อแจ้งเลิก VAT พร้อมสินค้าคงเหลือ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ภ.พ.09 คืออะไร และทำไมต้องยื่นภายใน 15 วันหลังเลิกกิจการ
เมื่อกิจการตัดสินใจเลิกประกอบการ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้แล้วมีหน้าที่ยื่น แบบ ภ.พ.09 (คำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม)
โดยระบุว่าเป็นกรณีเลิกประกอบกิจการ
ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ โดยประมวลรัษฎากรมาตรา 85/15 กำหนดให้ยื่นภายใน 15 วันนับแต่วันเลิกประกอบกิจการ ซึ่งจุดที่เจ้าของกิจการมักสับสนคือ
"วันเลิกประกอบกิจการ"
ในทางภาษีไม่จำเป็นต้องเป็นวันเดียวกับวันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับจดทะเบียนเลิกบริษัทเสมอไป แต่หมายถึงวันที่กิจการหยุดขายสินค้าหรือให้บริการจริง
จึงควรกำหนดวันดังกล่าวให้ชัดเจนและสอดคล้องกันในเอกสารทุกชุด
เอกสารที่ต้องเตรียมประกอบการยื่นโดยทั่วไป ได้แก่ แบบ ภ.พ.09 ตามจำนวนชุดที่สรรพากรพื้นที่กำหนด (มักมากกว่าหนึ่งฉบับ) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
ฉบับจริงเพื่อคืนให้เจ้าหน้าที่ หนังสือรับรองบริษัทที่ระบุสถานะเลิกกิจการ (กรณีนิติบุคคล)
และสำเนาบัตรประชาชนของผู้ชำระบัญชีทุกคน ซึ่งหลังจดทะเบียนเลิกบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว บริษัทจะเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี และผู้มีอำนาจลงนามในเอกสารต่าง ๆ
รวมถึงเรื่องภาษีคือ "ผู้ชำระบัญชี"
(ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลเดียวกับกรรมการเดิมที่ได้รับแต่งตั้ง) ทั้งนี้ รายการเอกสารที่แน่นอนอาจแตกต่างกันไปตามที่สรรพากรพื้นที่แต่ละแห่งกำหนด
จึงควรสอบถามยืนยันกับสรรพากรพื้นที่ก่อนยื่นจริง หากยื่นล่าช้าเกิน 15 วัน
นอกจากจะมีความผิดและอาจถูกเรียกเก็บค่าปรับตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดแล้ว กิจการยังต้องคงสถานะผู้ประกอบการจดทะเบียนต่อไปและมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30
ทุกเดือนจนกว่าจะได้รับอนุมัติให้เลิกจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ
ทำไมสินค้าและทรัพย์สินคงเหลือถึง "ถือเป็นการขาย" ตามมาตรา 77/1(8)
ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามมากที่สุดคือ ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(8) ซึ่งนิยามคำว่า "ขาย" ในทางภาษีมูลค่าเพิ่มไว้กว้างกว่าความเข้าใจทั่วไป
โดยกำหนดให้กรณีที่ผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและ/หรือทรัพย์สินที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการอยู่
ณ วันเลิกประกอบกิจการ ให้ถือเป็น "การขาย" แม้จะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นจริงก็ตาม เหตุผลของกฎหมายข้อนี้คือ
สินค้าและทรัพย์สินเหล่านั้นส่วนใหญ่กิจการเคยนำภาษีซื้อไปเครดิตหรือขอคืนไว้แล้วตอนซื้อเข้ามา
หากปิดกิจการโดยไม่คำนวณภาษีขายส่วนนี้ ก็เท่ากับกิจการได้รับประโยชน์จากภาษีซื้อโดยไม่เคยเสียภาษีขายคืนเข้าระบบเลย
สิ่งที่นับรวมอยู่ในเงื่อนไขนี้ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูปที่ยังขายไม่หมด และทรัพย์สินถาวรที่ใช้ในกิจการ เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน
ยานพาหนะที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ
ตราบใดที่ยังมีมูลค่าคงเหลืออยู่ในวันเลิกกิจการ ก็ต้องนำมาคำนวณภาษีขายทั้งสิ้น ข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนมีเฉพาะกรณีผู้ประกอบการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน
โดยผู้ประกอบการรายใหม่ที่เกิดจากการควบรวมหรือผู้รับโอนกิจการต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ต่อเนื่องเช่นกัน
สินค้าคงเหลือส่วนนั้นจึงไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นภาษีขาย ณ วันเลิกกิจการ นอกเหนือจากกรณีนี้
กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นทั่วไปอื่นอีก จึงควรตรวจสอบกับสรรพากรพื้นที่หรือที่ปรึกษาภาษีทุกครั้งก่อนสรุปว่าธุรกรรมของตนเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่
วิธีคำนวณ VAT จากสินค้าคงเหลือ: ต้องใช้ราคาตลาด ไม่ใช่ราคาทุน
เมื่อยืนยันแล้วว่าสินค้าหรือทรัพย์สินใดเข้าข่ายถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) ขั้นตอนต่อไปคือการหา ฐานภาษี ซึ่งประมวลรัษฎากรมาตรา 79/3 กำหนดให้ใช้
ราคาตลาดของสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น ณ วันที่เลิกประกอบกิจการ เป็นฐานในการคำนวณภาษีขาย
ไม่ใช่ราคาทุนที่ซื้อมาหรือมูลค่าทางบัญชีคงเหลือหลังหักค่าเสื่อมราคา ซึ่งหลายครั้งราคาตลาดของสินค้าคงเหลืออาจสูงหรือต่ำกว่าราคาทุนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพสินค้าและสภาวะตลาด ณ
วันนั้น สำหรับทรัพย์สินถาวรที่ใช้งานมานาน
ควรให้ผู้ประเมินอิสระหรือฝ่ายบัญชีช่วยประเมินราคาตลาดที่สมเหตุสมผลและมีหลักฐานอ้างอิงเก็บไว้ เผื่อกรณีถูกตรวจสอบภายหลัง
ตัวอย่างการคำนวณ สมมติบริษัทแห่งหนึ่งเลิกกิจการวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และมีสินค้า/ทรัพย์สินคงเหลือดังนี้
| รายการคงเหลือ ณ วันเลิกกิจการ | ราคาตลาดประเมิน (บาท) | VAT 7% (บาท) |
|---|---|---|
| สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือในสต๊อก | 300,000 | 21,000 |
| วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์คงเหลือ | 80,000 | 5,600 |
| เครื่องจักร/อุปกรณ์สำนักงาน (ราคาตลาดประเมิน) | 150,000 | 10,500 |
| รวมภาษีขายที่ต้องนำส่งงวดสุดท้าย | 530,000 | 37,100 |
ยอดภาษีขาย 37,100 บาทนี้ต้องนำไปรวมคำนวณในแบบ ภ.พ.30 งวดสุดท้ายก่อนวันแจ้งเลิกมีผล ซึ่งมักเป็นยอดที่กิจการไม่ได้เตรียมเงินสดไว้รองรับ
หากไม่วางแผนล่วงหน้าอาจกลายเป็นภาระที่กระทบกระแสเงินสดช่วงปิดกิจการโดยไม่คาดคิด ทั้งนี้
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ที่ใช้ในตัวอย่างนี้เป็นอัตราลดหย่อนชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งรัฐบาลประกาศขยายเวลาต่อเนื่องมาโดยตลอด (ล่าสุดมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2569)
ขณะที่อัตราตามกฎหมายหลักในมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ที่ร้อยละ
10 ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลบังคับใช้จริง ณ วันเลิกกิจการอีกครั้งก่อนคำนวณ
ขั้นตอนปฏิบัติ: เรียงลำดับงานตั้งแต่เตรียมตัวจนถึงยื่นแบบงวดสุดท้าย
เพื่อไม่ให้พลาดทั้งกำหนดเวลา 15 วันของ ภ.พ.09 และการคำนวณภาษีสินค้าคงเหลือ ควรวางลำดับงานดังนี้
- กำหนดวันเลิกประกอบกิจการที่ชัดเจน: ให้สอดคล้องกันทั้งในมติที่ประชุม เอกสาร DBD และเอกสารภาษี เพื่อใช้นับกำหนด 15 วัน
- นับสต๊อกสินค้าและจัดทำบัญชีทรัพย์สินคงเหลือ: ระบุรายการ จำนวน และราคาตลาดประเมิน ณ วันเลิกกิจการให้ครบทุกรายการ
- จัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการคำนวณภาษีขายจากสินค้าคงเหลือให้ครบถ้วน: เช่น รายการตรวจนับสินค้า หลักฐานการประเมินราคาตลาด และเอกสารคำนวณภาษีขาย เพื่อบันทึกในรายงานภาษีขายและรองรับการตรวจสอบภายหลัง เนื่องจากกรณีนี้ไม่มีผู้ซื้อจริงและมีรายละเอียดทางบัญชี-ภาษีเฉพาะ จึงควรสอบถามรูปแบบเอกสารที่ถูกต้องจากสรรพากรพื้นที่หรือนักบัญชีผู้ดูแลก่อนดำเนินการ
- รวมยอดภาษีขายจากสินค้าคงเหลือในแบบ ภ.พ.30 งวดสุดท้าย: พร้อมยอดขายปกติของเดือนนั้น
- ยื่นแบบ ภ.พ.09 พร้อมเอกสารครบชุดภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่จดทะเบียนไว้
- เก็บหลักฐานการประเมินราคาตลาดและเอกสารทั้งหมดไว้อย่างน้อยตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เผื่อสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อแจ้งเลิก VAT พร้อมสินค้าคงเหลือ
ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการมักพลาดในจุดเดิมซ้ำ ๆ ซึ่งนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ควรระวังประเด็นต่อไปนี้เป็นพิเศษ
- คิดว่าสินค้าที่ยังไม่ได้ขายจริงไม่ต้องเสียภาษี: เข้าใจผิดว่าต้องมีการซื้อขายจริงจึงจะเกิดภาษีขาย ทั้งที่มาตรา 77/1(8) ถือเป็นการขายโดยผลของกฎหมายแล้ว
- ใช้ราคาทุนหรือมูลค่าทางบัญชีแทนราคาตลาด: ทำให้คำนวณภาษีขายต่ำกว่าที่ควรและเสี่ยงถูกประเมินเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม
- ปล่อยเวลาเกิน 15 วันโดยไม่ยื่น ภ.พ.09: ทำให้ยังต้องยื่น ภ.พ.30 รายเดือนต่อไปทั้งที่กิจการหยุดดำเนินการแล้ว
- ไม่แยกทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการออกจากทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการ: ทำให้ประเมินฐานภาษีผิดพลาดหรือถูกตั้งข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่
- ไม่เก็บหลักฐานการประเมินราคาตลาดไว้: เมื่อถูกตรวจสอบภายหลังจะไม่มีเอกสารยืนยันว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณสมเหตุสมผล
เพราะการคำนวณภาษีจากสินค้าคงเหลือมีรายละเอียดเฉพาะและกระทบเงินสดช่วงปิดกิจการโดยตรง จึงควรให้นักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเข้ามาช่วยตรวจสอบตัวเลขและจัดเตรียมเอกสารก่อนยื่น ภ.พ.09
อย่างน้อยหนึ่งรอบบัญชีล่วงหน้า
เพื่อให้การปิดกิจการเป็นไปอย่างเรียบร้อยและไม่มีภาระภาษีค้างที่ตามมาทีหลัง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ปิดกิจการแจ้งเลิก VAT ภ.พ.09 สินค้าคงเหลือคิดภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภ.พ.09 ต้องยื่นภายในกี่วันหลังเลิกกิจการ และนับวันไหนเป็นวันเริ่มนับ
ต้องยื่นภายใน 15 วันนับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากรมาตรา 85/15 ซึ่งหมายถึงวันที่กิจการหยุดขายสินค้าหรือให้บริการจริง
ไม่จำเป็นต้องเป็นวันเดียวกับวันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนเลิกบริษัทเสมอไป
จึงควรกำหนดวันดังกล่าวให้ชัดเจนและสอดคล้องกันในเอกสารทุกชุดก่อนยื่น
สินค้าคงเหลือที่ยังไม่ได้ขายตอนปิดกิจการ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจริงหรือไม่
ต้องเสีย เพราะมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้สินค้าและทรัพย์สินที่มีไว้ใช้ในกิจการซึ่งยังคงเหลืออยู่ ณ วันเลิกประกอบกิจการ ถือเป็นการขายโดยผลของกฎหมาย
แม้จะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นจริงก็ตาม
ยกเว้นกรณีควบรวมกิจการหรือโอนกิจการทั้งหมดให้ผู้รับโอนที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน จึงต้องคำนวณภาษีขายตามราคาตลาดและนำส่งในแบบ ภ.พ.30 งวดสุดท้าย
คำนวณ VAT จากสินค้าคงเหลือต้องใช้ราคาอะไร ราคาทุนหรือราคาตลาด
ต้องใช้ราคาตลาดของสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น ณ วันเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ราคาทุนที่ซื้อมาหรือมูลค่าทางบัญชีคงเหลือหลังหักค่าเสื่อมราคา
สำหรับทรัพย์สินถาวรที่ใช้งานมานานควรให้ผู้ประเมินหรือฝ่ายบัญชีช่วยประเมินราคาตลาดและเก็บหลักฐานอ้างอิงไว้
ถ้าไม่มีสินค้าหรือทรัพย์สินคงเหลือเลยตอนปิดกิจการ ยังต้องยื่น ภ.พ.09 หรือไม่
ยังต้องยื่นเช่นเดิม เพราะการยื่น ภ.พ.09 เป็นหน้าที่แยกต่างหากจากประเด็นสินค้าคงเหลือ ตราบใดที่กิจการยังมีสถานะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการ
ก็ต้องแจ้งเลิกภายใน 15 วัน
เพียงแต่ในกรณีนี้จะไม่มียอดภาษีขายจากสินค้าคงเหลือมารวมในงวดสุดท้าย
เพราะการจดทะเบียนบริษัทเกี่ยวข้องกับทั้งเอกสาร ภาษี และบัญชีตั้งแต่วันเริ่มต้น เจ้าของธุรกิจจึงอาจพิจารณาให้ผู้ช่วยดูแลงานจดบริษัทและงานหลังจดของ A Plus Me
เข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนแรก