คำตอบสั้นๆ คือ ธุรกิจนำเที่ยวต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก่อน แล้วจึงยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว (ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

วางหลักประกัน และขึ้นทะเบียนภาษีให้ครบก่อนออกทัวร์ขายจริง

บทความนี้อธิบายลำดับขั้นตอนและภาษีที่เกี่ยวข้องแบบเข้าใจง่าย

สารบัญบทความ
  1. ทำไมธุรกิจทัวร์ต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดขาย
  2. ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัททัวร์นำเที่ยว
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจนำเที่ยว
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทัวร์
  5. ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ธุรกิจทัวร์
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้เริ่มธุรกิจทัวร์
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำก่อนเปิดบริษัททัวร์
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมธุรกิจทัวร์ต้องขอใบอนุญาตก่อนเปิดขาย

ธุรกิจนำเที่ยวเป็นธุรกิจที่กฎหมายควบคุมเป็นการเฉพาะ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและเงินมัดจำของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่ว่าจะเป็นทัวร์ในประเทศ

ทัวร์ต่างประเทศ หรือรับจัดนำเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (Outbound, Inbound,

Domestic) ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยวก่อนเริ่มดำเนินการ หากประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

ทั้งโทษปรับและอาจถูกสั่งปิดกิจการ

สิ่งสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ การขอใบอนุญาตนำเที่ยวกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอต้องเป็น นิติบุคคล เท่านั้น (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด)

บุคคลธรรมดาไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้

ดังนั้นขั้นตอนแรกของการเริ่มธุรกิจทัวร์คือการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้เรียบร้อยก่อน

ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัททัวร์นำเที่ยว

ลำดับการดำเนินการที่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจทัวร์มีดังนี้

  • ขั้นที่ 1 จดทะเบียนนิติบุคคล: จดทะเบียนบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การจัดนำเที่ยว การเป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน
  • ขั้นที่ 2 กำหนดประเภทใบอนุญาตให้ตรงกับรูปแบบธุรกิจ: ใบอนุญาตนำเที่ยวแบ่งตามลักษณะการให้บริการ เช่น นำเที่ยวเฉพาะพื้นที่ นำเที่ยวในประเทศ นำเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร และนำเที่ยวจากในประเทศออกไปต่างประเทศ ผู้ประกอบการต้องเลือกประเภทให้ตรงกับแผนธุรกิจจริง เพราะแต่ละประเภทมีเงื่อนไขหลักประกันที่แตกต่างกัน
  • ขั้นที่ 3 เตรียมหลักประกัน: กฎหมายกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตต้องวางหลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันจากธนาคารตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละประเภทใบอนุญาต เพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยวหากเกิดความเสียหายจากการให้บริการ
  • ขั้นที่ 4 ยื่นคำขอต่อกรมการท่องเที่ยว: ยื่นเอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล รายชื่อกรรมการ สถานที่ตั้งสำนักงาน และเอกสารหลักประกันเพื่อพิจารณาออกใบอนุญาต
  • ขั้นที่ 5 ขึ้นทะเบียนภาษีให้ครบ: ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหากคาดว่ารายได้จะเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และขึ้นทะเบียนประกันสังคมหากมีการจ้างพนักงาน

เอกสารและเงื่อนไขที่มักถูกมองข้าม

ผู้ประกอบการมือใหม่หลายรายมักคาดไม่ถึงว่าการขอใบอนุญาตนำเที่ยวต้องมี ผู้จัดการอย่างน้อยหนึ่งคนที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน ตามที่กฎหมายกำหนด

รวมถึงต้องมีสำนักงานที่ตั้งอยู่จริงและตรวจสอบได้ ไม่สามารถใช้ที่อยู่เสมือน (Virtual Office)

แบบไม่มีการดำเนินงานจริงในการขอใบอนุญาตได้ในบางกรณี รายละเอียดเงื่อนไขคุณสมบัติผู้จัดการ จำนวนหลักประกัน และเอกสารประกอบที่แน่ชัดในแต่ละปี

ควรตรวจสอบกับกรมการท่องเที่ยวโดยตรงหรือที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ

เพราะเกณฑ์อาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ

ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจนำเที่ยว

รายได้จากการให้บริการนำเที่ยวถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร หากรายได้รวมต่อปีเกิน 1,800,000 บาท บริษัททัวร์มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า

(ควรตรวจสอบอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่บังคับใช้ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนกำหนดราคาขาย) ประเด็นที่ผู้ประกอบการทัวร์ต้องระวังเป็นพิเศษคือการกำหนด ฐานภาษี ให้ถูกต้อง

เพราะรายได้ทัวร์มักประกอบด้วยหลายส่วน เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหาร

ค่ามัคคุเทศก์ และค่าบริการจัดการของบริษัท ซึ่งบางส่วนอาจเป็นการส่งต่อค่าใช้จ่ายแทนลูกค้า (Pass-through) และบางส่วนเป็นรายได้ค่าบริการของบริษัทเอง

การแยกรายการให้ชัดเจนตั้งแต่การออกใบเสนอราคาจะช่วยให้คำนวณ VAT และต้นทุนได้ถูกต้องมากขึ้น

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทัวร์

ธุรกิจทัวร์มักมีการจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการหลายประเภท เช่น ค่าจ้างมัคคุเทศก์อิสระ ค่าเช่ารถตู้นำเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม หรือค่านายหน้าให้ตัวแทนขายทัวร์

ซึ่งแต่ละรายการมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทเงินได้ อัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่เจาะจงในแต่ละกรณีควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง เพื่อความถูกต้อง เนื่องจากลักษณะสัญญาและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาอาจส่งผลต่ออัตราที่ใช้บังคับ

ตัวอย่างโครงสร้างต้นทุนทัวร์หนึ่งโปรแกรม

รายการจำนวนเงิน (บาทต่อคน)ลักษณะทางบัญชี
ราคาขายทัวร์ที่เรียกเก็บจากลูกค้า15,900รายได้จากการให้บริการ
ค่าที่พัก + อาหาร + รถรับส่ง (จ่ายให้ซัพพลายเออร์)10,500ต้นทุนบริการ
ค่าจ้างมัคคุเทศก์อิสระ1,200ค่าจ้างบริการ (ต้องหัก ณ ที่จ่าย)
กำไรขั้นต้นก่อนค่าใช้จ่ายดำเนินงาน4,200ส่วนต่างที่นำไปคำนวณกำไรสุทธิ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ธุรกิจทัวร์

เมื่อจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว กำไรสุทธิของธุรกิจทัวร์ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5

ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิ 0-300,000

บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 20%

การวางแผนภาษีที่ดีตั้งแต่ต้นปีบัญชีจะช่วยให้ธุรกิจทัวร์ใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้เต็มที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้เริ่มธุรกิจทัวร์

  • เริ่มขายทัวร์และรับเงินมัดจำจากลูกค้าก่อนได้รับใบอนุญาตนำเที่ยวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายและอาจถูกสั่งคืนเงินลูกค้าทั้งหมด
  • เลือกประเภทใบอนุญาตไม่ตรงกับรูปแบบธุรกิจจริง เช่น ขอใบอนุญาตนำเที่ยวในประเทศแต่ขายแพ็กเกจทัวร์ต่างประเทศด้วย
  • ไม่แยกบันทึกบัญชีระหว่างเงินที่ส่งต่อให้ซัพพลายเออร์กับรายได้ค่าบริการของบริษัทเอง ทำให้ยอดขายในงบการเงินสูงเกินจริงและเสียภาษีผิดพลาด
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าจ้างมัคคุเทศก์อิสระหรือค่าเช่ารถนำเที่ยว ทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นอาจถูกสรรพากรปฏิเสธไม่ให้นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี
  • ไม่ต่ออายุใบอนุญาตนำเที่ยวหรือหลักประกันให้ทันตามกำหนด ทำให้สถานะใบอนุญาตขาดช่วงโดยไม่รู้ตัว

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำก่อนเปิดบริษัททัวร์

  • วางแผนโครงสร้างธุรกิจและประเภทใบอนุญาตให้สอดคล้องกับแผนขยายธุรกิจในอนาคต ไม่ใช่แค่สถานการณ์ปัจจุบัน
  • จัดทำผังบัญชีแยกประเภทรายได้และต้นทุนตามลักษณะโปรแกรมทัวร์ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้คำนวณกำไรต่อโปรแกรมได้แม่นยำ
  • ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการ (ซัพพลายเออร์ โรงแรม รถเช่า มัคคุเทศก์) ว่ามีใบกำกับภาษีถูกต้องหรือไม่ ก่อนทำสัญญาระยะยาว
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีและที่ปรึกษาด้านใบอนุญาตนำเที่ยวคู่ขนานกันตั้งแต่เริ่มวางแผนธุรกิจ เพื่อไม่ให้เสียเวลาแก้ไขภายหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจทัวร์นำเที่ยวต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานใด?

ต้องยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

โดยผู้ยื่นคำขอต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

บุคคลธรรมดาเปิดธุรกิจทัวร์ได้หรือไม่?

ไม่ได้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด

บุคคลธรรมดาจึงต้องจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลก่อนจึงจะยื่นขอใบอนุญาตได้

บริษัททัวร์ต้องวางหลักประกันเท่าไหร่?

จำนวนหลักประกันขึ้นอยู่กับประเภทใบอนุญาตนำเที่ยวที่ขอ เช่น นำเที่ยวในประเทศ นำเที่ยวต่างประเทศ หรือนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่

ควรตรวจสอบจำนวนที่แน่นอนกับกรมการท่องเที่ยวโดยตรงเนื่องจากมีการปรับปรุงเป็นระยะ

รายได้ธุรกิจทัวร์ต้องเสีย VAT เมื่อไหร่?

เมื่อรายได้รวมจากการให้บริการนำเที่ยวเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า

โดยควรตรวจสอบอัตราภาษีที่บังคับใช้ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนกำหนดราคาขาย

ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้มัคคุเทศก์อิสระต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

โดยทั่วไปค่าจ้างบริการที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรตามลักษณะสัญญาจริง

ธุรกิจทัวร์ขนาดเล็กได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?

หากเป็น SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี

ส่วนที่เกินเสียภาษีในอัตราขั้นบันไดตามที่กฎหมายกำหนด

หากเริ่มขายทัวร์ก่อนได้รับใบอนุญาต มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ อาจถูกสั่งคืนเงินลูกค้าทั้งหมด และส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว

จึงควรรอให้ได้รับใบอนุญาตก่อนเปิดขายจริง

สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนแบบไหนเหมาะกับตัวเอง สามารถปรึกษาทีมจดทะเบียนธุรกิจของ A Plus Me เพื่อวางแผนโครงสร้างและเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น