รายได้จากการเป็น Affiliate ขายของบน TikTok Shop ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายหรือค่าตอบแทนจากแบรนด์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณและยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย

โดยรูปแบบการยื่นและอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับว่าทำในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และลักษณะรายได้เข้าข่ายเงินได้ประเภทใด

สารบัญบทความ
  1. รายได้จาก TikTok Shop Affiliate คืออะไร
  2. รายได้จาก Affiliate เข้าข่ายเงินได้ประเภทไหน
  3. กรณีทำในนามบุคคลธรรมดา
  4. กรณีทำในนามนิติบุคคล
  5. ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีบุคคลธรรมดา)
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ Affiliate บน TikTok Shop
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ Affiliate
  8. สรุป: Affiliate ต้องเสียภาษีเหมือนเงินได้ประเภทอื่น
  9. ตารางนำบทความไปใช้
  10. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

รายได้จาก TikTok Shop Affiliate คืออะไร

TikTok Shop Affiliate คือระบบที่เปิดให้ครีเอเตอร์หรือผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย (Influencer) สามารถโปรโมทสินค้าของร้านค้าหรือแบรนด์ต่างๆ ผ่านวิดีโอหรือไลฟ์สด

และได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้นจากลิงก์หรือการแท็กสินค้าของตนเอง โดยอัตราค่าคอมมิชชั่นจะแตกต่างกันไปตามที่ร้านค้าหรือแบรนด์กำหนด

บางแคมเปญอาจให้ค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย

บางแคมเปญอาจมีค่าตอบแทนคงที่เพิ่มเติมจากยอดขาย

ไม่ว่ารายได้จะมาในรูปแบบใด เงินที่ Affiliate ได้รับถือเป็น "เงินได้พึงประเมิน" ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้

ไม่ว่าจะได้รับเงินผ่านการโอนจาก TikTok Shop โดยตรงหรือผ่านตัวกลางอื่นก็ตาม

รายได้จาก Affiliate เข้าข่ายเงินได้ประเภทไหน

ลักษณะรายได้จากการเป็น Affiliate มักถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 2 (ค่านายหน้า/ค่าตอบแทนจากการรับทำงานให้) หรือเงินได้ประเภทที่

8 (เงินได้จากการประกอบธุรกิจอื่นๆ)

ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์และรูปแบบการทำงานจริง เนื่องจากการจัดประเภทเงินได้มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

ผู้มีรายได้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อความชัดเจนว่ารายได้ของตนเข้าข่ายเงินได้ประเภทใด

เพราะจะมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายและวิธีคำนวณภาษี

กรณีทำในนามบุคคลธรรมดา

การยื่นแบบและอัตราภาษี

บุคคลธรรมดาที่มีรายได้จาก Affiliate ต้องนำรายได้ทั้งปีมารวมกับเงินได้อื่น (ถ้ามี) แล้วยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91)

ภายในกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรประกาศในแต่ละปี โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบขั้นบันได

(Progressive Rate) ตั้งแต่ 0% จนถึงอัตราสูงสุด ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ควรตรวจสอบอัตราและขั้นเงินได้ปัจจุบันกับกรมสรรพากร (rd.go.th)

เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ

การหักค่าใช้จ่าย

เงินได้แต่ละประเภทมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามที่กฎหมายกำหนด บางประเภทหักได้แบบเหมาจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ บางประเภทต้องหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน ผู้มี Affiliate

ควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำคอนเทนต์ เช่น

ค่าอุปกรณ์ถ่ายทำ ค่าตัดต่อ ค่าโปรโมทเพิ่มเติม ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีหากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง

กรณีทำในนามนิติบุคคล

หากผู้ที่ทำ Affiliate มีรายได้จำนวนมากและมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รายได้จากค่าคอมมิชชั่น Affiliate จะถูกนำไปคำนวณเป็นรายได้ของนิติบุคคล

และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กำหนด สำหรับ SME

ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับอัตราภาษีพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 300,000

บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000

บาท เสียภาษีในอัตรา 20% การทำในนามนิติบุคคลอาจเหมาะกับผู้ที่มีรายได้สูงและมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจจำนวนมากที่ต้องการหักตามจริง

ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีบุคคลธรรมดา)

สมมติครีเอเตอร์รายหนึ่งมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น Affiliate ตลอดปีรวม 400,000 บาท และไม่มีเงินได้อื่น หลังหักค่าใช้จ่ายตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดสำหรับประเภทเงินได้นั้น

และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวและค่าลดหย่อนอื่นตามสิทธิที่มี

จะเหลือเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่หักได้และค่าลดหย่อนแต่ละรายการมีเงื่อนไขเฉพาะ จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีคำนวณให้ถูกต้องแม่นยำ

แทนการประมาณการด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการยื่นภาษีผิดพลาด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ Affiliate บน TikTok Shop

  • คิดว่ารายได้จาก Affiliate ไม่ต้องเสียภาษีเพราะไม่ใช่เงินเดือนประจำ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะเงินได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นจริงต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามกฎหมาย
  • ไม่เก็บหลักฐานรายรับค่าคอมมิชชั่นแต่ละแคมเปญ ทำให้เมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปีไม่สามารถสรุปยอดรายได้ทั้งปีได้ถูกต้อง
  • สับสนระหว่างรายได้ที่ TikTok Shop โอนให้ กับยอดขายที่เกิดขึ้นจริง ควรตรวจสอบรายงานสรุปค่าคอมมิชชั่นจากระบบ Affiliate ให้ตรงกับยอดเงินที่ได้รับจริง
  • ไม่แยกรายได้จาก Affiliate ออกจากรายได้อื่น เช่น รายได้จากการรับจ้างรีวิว ซึ่งอาจเข้าข่ายเงินได้คนละประเภทและมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน
  • รอจนใกล้กำหนดยื่นภาษีค่อยรวบรวมเอกสาร ทำให้เสี่ยงต่อการยื่นไม่ทันหรือคำนวณผิดพลาดเพราะข้อมูลไม่ครบ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ Affiliate

ผู้ที่มีรายได้จาก TikTok Shop Affiliate ควรบันทึกรายรับทุกครั้งที่ได้รับค่าคอมมิชชั่น พร้อมเก็บสลิปหรือรายงานสรุปจากระบบ Affiliate ไว้เป็นหลักฐาน

หากรายได้เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ควรพิจารณาว่าจะทำในนามบุคคลธรรมดาต่อไปหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันในแง่ภาษีและความรับผิดชอบทางกฎหมาย

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและไม่พลาดกำหนดเวลายื่นแบบ

สรุป: Affiliate ต้องเสียภาษีเหมือนเงินได้ประเภทอื่น

รายได้จากการเป็น Affiliate บน TikTok Shop ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นมากหรือน้อย ล้วนถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปยื่นภาษีตามกฎหมาย

การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีที่ต้องเสีย

ดังนั้นควรเก็บหลักฐานรายรับให้ครบถ้วนตลอดปี และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนยื่นแบบให้ถูกต้อง ไม่ควรปล่อยผ่านเพราะคิดว่ารายได้จากโซเชียลมีเดียไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
รายได้จาก TikTok Shop Affiliate คืออะไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
รายได้จาก Affiliate เข้าข่ายเงินได้ประเภทไหนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
กรณีทำในนามบุคคลธรรมดาตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รายได้จาก TikTok Shop Affiliate ต้องเสียภาษีหรือไม่?

ต้องเสียภาษี เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายหรือค่าตอบแทนจากแบรนด์

ผู้มีรายได้ต้องนำไปรวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนด

รายได้ Affiliate จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน?

อาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 2 หรือประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์และรูปแบบการทำงานจริง

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรเพื่อความชัดเจน เนื่องจากมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่าย

ควรทำ Affiliate ในนามบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนบริษัท?

ขึ้นอยู่กับปริมาณรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง หากรายได้ยังไม่สูงมาก การทำในนามบุคคลธรรมดาอาจสะดวกกว่า แต่หากรายได้เพิ่มขึ้นมากและมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจจำนวนมาก

การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยวางแผนภาษีได้ดีกว่า

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประกอบการตัดสินใจ

ต้องยื่นแบบภาษีตอนไหนสำหรับรายได้ Affiliate?

บุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) ภายในกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรประกาศในแต่ละปี ควรตรวจสอบกำหนดเวลาที่แน่นอนกับกรมสรรพากร (rd.go.th)

เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาในบางปี

ค่าใช้จ่ายในการทำคอนเทนต์ เช่น ค่าอุปกรณ์ถ่ายทำ หักภาษีได้หรือไม่?

หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงและมีหลักฐานการซื้อที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถนำมาใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายได้ตามเงื่อนไขของประเภทเงินได้นั้น

ควรเก็บใบเสร็จทุกรายการที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน Affiliate ไว้ตลอดปี

ถ้าได้รับค่าคอมมิชชั่นจากหลายแบรนด์พร้อมกัน ต้องรวมยื่นอย่างไร?

ต้องนำรายได้จากทุกแคมเปญและทุกแบรนด์มารวมกันเป็นเงินได้ทั้งปีก่อนคำนวณภาษี ไม่สามารถแยกยื่นทีละแคมเปญได้ ควรสรุปยอดรายรับทั้งหมดจากรายงานของระบบ Affiliate

ให้ครบถ้วนก่อนถึงกำหนดยื่นภาษีประจำปี

ไม่ยื่นภาษีรายได้ Affiliate จะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังและเรียกเก็บภาษีที่ค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เนื่องจากแพลตฟอร์มมีการรายงานข้อมูลธุรกรรมทางการเงินตามที่กฎหมายกำหนด

จึงควรยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต

สำหรับ SME ที่ต้องการจัดระบบบัญชีและภาษีให้รัดกุมมากขึ้นโดยไม่ต้องศึกษาทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง ลองพิจารณาภาพรวมบริการที่ปรึกษาบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อประกอบการตัดสินใจ