รายได้จากการเป็น Affiliate ขายของบน TikTok Shop ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายหรือค่าตอบแทนจากแบรนด์ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณและยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย โดยรูปแบบการยื่นและอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับว่าทำในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และลักษณะรายได้เข้าข่ายเงินได้ประเภทใด
รายได้จาก TikTok Shop Affiliate คืออะไร
TikTok Shop Affiliate คือระบบที่เปิดให้ครีเอเตอร์หรือผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย (Influencer) สามารถโปรโมทสินค้าของร้านค้าหรือแบรนด์ต่างๆ ผ่านวิดีโอหรือไลฟ์สด และได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้นจากลิงก์หรือการแท็กสินค้าของตนเอง โดยอัตราค่าคอมมิชชั่นจะแตกต่างกันไปตามที่ร้านค้าหรือแบรนด์กำหนด บางแคมเปญอาจให้ค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย บางแคมเปญอาจมีค่าตอบแทนคงที่เพิ่มเติมจากยอดขาย
ไม่ว่ารายได้จะมาในรูปแบบใด เงินที่ Affiliate ได้รับถือเป็น "เงินได้พึงประเมิน" ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะได้รับเงินผ่านการโอนจาก TikTok Shop โดยตรงหรือผ่านตัวกลางอื่นก็ตาม
รายได้จาก Affiliate เข้าข่ายเงินได้ประเภทไหน
ลักษณะรายได้จากการเป็น Affiliate มักถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 2 (ค่านายหน้า/ค่าตอบแทนจากการรับทำงานให้) หรือเงินได้ประเภทที่ 8 (เงินได้จากการประกอบธุรกิจอื่นๆ) ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์และรูปแบบการทำงานจริง เนื่องจากการจัดประเภทเงินได้มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ผู้มีรายได้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อความชัดเจนว่ารายได้ของตนเข้าข่ายเงินได้ประเภทใด เพราะจะมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายและวิธีคำนวณภาษี
กรณีทำในนามบุคคลธรรมดา
การยื่นแบบและอัตราภาษี
บุคคลธรรมดาที่มีรายได้จาก Affiliate ต้องนำรายได้ทั้งปีมารวมกับเงินได้อื่น (ถ้ามี) แล้วยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) ภายในกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรประกาศในแต่ละปี โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ตั้งแต่ 0% จนถึงอัตราสูงสุด ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ควรตรวจสอบอัตราและขั้นเงินได้ปัจจุบันกับกรมสรรพากร (rd.go.th) เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ
การหักค่าใช้จ่าย
เงินได้แต่ละประเภทมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันตามที่กฎหมายกำหนด บางประเภทหักได้แบบเหมาจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ บางประเภทต้องหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน ผู้มี Affiliate ควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำคอนเทนต์ เช่น ค่าอุปกรณ์ถ่ายทำ ค่าตัดต่อ ค่าโปรโมทเพิ่มเติม ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีหากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง
กรณีทำในนามนิติบุคคล
หากผู้ที่ทำ Affiliate มีรายได้จำนวนมากและมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รายได้จากค่าคอมมิชชั่น Affiliate จะถูกนำไปคำนวณเป็นรายได้ของนิติบุคคล และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กำหนด สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับอัตราภาษีพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 20% การทำในนามนิติบุคคลอาจเหมาะกับผู้ที่มีรายได้สูงและมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจจำนวนมากที่ต้องการหักตามจริง
ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีบุคคลธรรมดา)
สมมติครีเอเตอร์รายหนึ่งมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น Affiliate ตลอดปีรวม 400,000 บาท และไม่มีเงินได้อื่น หลังหักค่าใช้จ่ายตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดสำหรับประเภทเงินได้นั้น และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวและค่าลดหย่อนอื่นตามสิทธิที่มี จะเหลือเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่หักได้และค่าลดหย่อนแต่ละรายการมีเงื่อนไขเฉพาะ จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีคำนวณให้ถูกต้องแม่นยำ แทนการประมาณการด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการยื่นภาษีผิดพลาด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ Affiliate บน TikTok Shop
- คิดว่ารายได้จาก Affiliate ไม่ต้องเสียภาษีเพราะไม่ใช่เงินเดือนประจำ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะเงินได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นจริงต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามกฎหมาย
- ไม่เก็บหลักฐานรายรับค่าคอมมิชชั่นแต่ละแคมเปญ ทำให้เมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปีไม่สามารถสรุปยอดรายได้ทั้งปีได้ถูกต้อง
- สับสนระหว่างรายได้ที่ TikTok Shop โอนให้ กับยอดขายที่เกิดขึ้นจริง ควรตรวจสอบรายงานสรุปค่าคอมมิชชั่นจากระบบ Affiliate ให้ตรงกับยอดเงินที่ได้รับจริง
- ไม่แยกรายได้จาก Affiliate ออกจากรายได้อื่น เช่น รายได้จากการรับจ้างรีวิว ซึ่งอาจเข้าข่ายเงินได้คนละประเภทและมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน
- รอจนใกล้กำหนดยื่นภาษีค่อยรวบรวมเอกสาร ทำให้เสี่ยงต่อการยื่นไม่ทันหรือคำนวณผิดพลาดเพราะข้อมูลไม่ครบ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับ Affiliate
ผู้ที่มีรายได้จาก TikTok Shop Affiliate ควรบันทึกรายรับทุกครั้งที่ได้รับค่าคอมมิชชั่น พร้อมเก็บสลิปหรือรายงานสรุปจากระบบ Affiliate ไว้เป็นหลักฐาน หากรายได้เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ควรพิจารณาว่าจะทำในนามบุคคลธรรมดาต่อไปหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันในแง่ภาษีและความรับผิดชอบทางกฎหมาย การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและไม่พลาดกำหนดเวลายื่นแบบ
สรุป: Affiliate ต้องเสียภาษีเหมือนเงินได้ประเภทอื่น
รายได้จากการเป็น Affiliate บน TikTok Shop ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นมากหรือน้อย ล้วนถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปยื่นภาษีตามกฎหมาย การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีที่ต้องเสีย ดังนั้นควรเก็บหลักฐานรายรับให้ครบถ้วนตลอดปี และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนยื่นแบบให้ถูกต้อง ไม่ควรปล่อยผ่านเพราะคิดว่ารายได้จากโซเชียลมีเดียไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ขายของ TikTok Shop แบบ Affiliate เสียภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
รายได้จาก TikTok Shop Affiliate ต้องเสียภาษีหรือไม่?
ต้องเสียภาษี เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะได้รับในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายหรือค่าตอบแทนจากแบรนด์ ผู้มีรายได้ต้องนำไปรวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนด
รายได้ Affiliate จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน?
อาจเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 2 หรือประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์และรูปแบบการทำงานจริง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรเพื่อความชัดเจน เนื่องจากมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่าย
ควรทำ Affiliate ในนามบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนบริษัท?
ขึ้นอยู่กับปริมาณรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง หากรายได้ยังไม่สูงมาก การทำในนามบุคคลธรรมดาอาจสะดวกกว่า แต่หากรายได้เพิ่มขึ้นมากและมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจจำนวนมาก การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยวางแผนภาษีได้ดีกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประกอบการตัดสินใจ
ต้องยื่นแบบภาษีตอนไหนสำหรับรายได้ Affiliate?
บุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) ภายในกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรประกาศในแต่ละปี ควรตรวจสอบกำหนดเวลาที่แน่นอนกับกรมสรรพากร (rd.go.th) เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาในบางปี
ค่าใช้จ่ายในการทำคอนเทนต์ เช่น ค่าอุปกรณ์ถ่ายทำ หักภาษีได้หรือไม่?
หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงและมีหลักฐานการซื้อที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถนำมาใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายได้ตามเงื่อนไขของประเภทเงินได้นั้น ควรเก็บใบเสร็จทุกรายการที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน Affiliate ไว้ตลอดปี
ถ้าได้รับค่าคอมมิชชั่นจากหลายแบรนด์พร้อมกัน ต้องรวมยื่นอย่างไร?
ต้องนำรายได้จากทุกแคมเปญและทุกแบรนด์มารวมกันเป็นเงินได้ทั้งปีก่อนคำนวณภาษี ไม่สามารถแยกยื่นทีละแคมเปญได้ ควรสรุปยอดรายรับทั้งหมดจากรายงานของระบบ Affiliate ให้ครบถ้วนก่อนถึงกำหนดยื่นภาษีประจำปี
ไม่ยื่นภาษีรายได้ Affiliate จะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังและเรียกเก็บภาษีที่ค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เนื่องจากแพลตฟอร์มมีการรายงานข้อมูลธุรกรรมทางการเงินตามที่กฎหมายกำหนด จึงควรยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต