เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งได้รับหนังสือแจ้งประเมินภาษีย้อนหลังหลายปี มักตกใจเมื่อเห็นตัวเลขเงินเพิ่มที่คำนวณสะสมมานาน บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่าเงินเพิ่มตามมาตรา 27

แห่งประมวลรัษฎากรมีเพดานสูงสุดเท่าไร คำนวณอย่างไรเมื่อถูกประเมินหลายปีพร้อมกัน

และภาษีประเภทไหนบ้างที่ได้รับความคุ้มครองเพดานนี้ (รวมถึง VAT ซึ่งมีเพดานภายใต้บทบัญญัติของตัวเอง) เพื่อให้ประเมินภาระที่แท้จริงได้ก่อนเข้าเจรจากับกรมสรรพากร

สารบัญบทความ
  1. เงินเพิ่มภาษีคืออะไร ต่างจากเบี้ยปรับอย่างไร
  2. เพดานเงินเพิ่มตามมาตรา 27 คำนวณอย่างไร
  3. ถูกประเมินภาษีย้อนหลังหลายปี เพดานคิดแยกปีหรือรวมยอด
  4. เพดานนี้คุ้มครองภาษีประเภทไหนบ้าง
  5. เมื่อถูกประเมินภาษีย้อนหลัง ควรทำอย่างไร
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินเพิ่มภาษีคืออะไร ต่างจากเบี้ยปรับอย่างไร

เวลาผู้ประกอบการได้รับหนังสือแจ้งประเมินภาษีจากกรมสรรพากร มักเห็นตัวเลข 2 ก้อนที่แยกออกจากภาษีต้นเงิน คือ "เบี้ยปรับ" กับ "เงินเพิ่ม" ซึ่งหลายคนเข้าใจปนกันทั้งที่เป็นคนละเรื่อง

เบี้ยปรับ (Penalty)

เป็นค่าปรับทางกฎหมายที่เกิดจากการยื่นแบบผิดหรือไม่ยื่นแบบ สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ในมาตรา 22 กรณียื่นแบบไม่ถูกต้อง (เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีที่ขาด) และมาตรา 26

กรณีไม่ยื่นแบบเลย (เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ขาด)

ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลมีบทบัญญัติเฉพาะของตัวเองคือมาตรา 67 ตรี ทั้งสามกรณีนี้กรมสรรพากรมีดุลพินิจลดหรืองดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ส่วนเงินเพิ่ม (Surcharge)

เปรียบเสมือนดอกเบี้ยผิดนัดชำระ คิดจากจำนวนภาษีที่ค้างตามมาตรา 27

แห่งประมวลรัษฎากร โดยหลักการแล้วเจ้าพนักงานไม่มีอำนาจงดเงินเพิ่มได้เหมือนเบี้ยปรับ เว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 คิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง โดยไม่รวมเบี้ยปรับ นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดยื่นแบบและชำระภาษีของแต่ละรอบ เช่น

วันถัดจากวันครบกำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 ไปจนถึงวันที่ชำระภาษีจริง

หากค้างชำระข้ามปี ตัวเลขนี้จะสะสมต่อเนื่องจนกว่าจะจ่าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธุรกิจที่ถูกประเมินภาษีย้อนหลังหลายปีมักเห็นยอดเงินเพิ่มสูงกว่าที่คาดไว้มาก

เพดานเงินเพิ่มตามมาตรา 27 คำนวณอย่างไร

ข่าวดีสำหรับธุรกิจที่ถูกประเมินภาษีย้อนหลังนานคือ กฎหมายกำหนดเพดานไว้ชัดเจน มาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากรระบุว่าเงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง

ไม่ว่าภาษีนั้นจะเกิดจากการประเมินของเจ้าพนักงาน คำวินิจฉัยอุทธรณ์

หรือคำพิพากษาของศาลก็ตาม พูดให้เข้าใจง่ายคือ ไม่ว่าจะค้างชำระนานแค่ไหน เงินเพิ่มตามมาตรา 27 จะไม่มีวันเกิน 100% ของภาษีต้นเงินก้อนนั้น

เมื่ออัตราอยู่ที่ 1.5% ต่อเดือน เพดาน 100% จะถูกแตะเมื่อค้างชำระราวเดือนที่ 67 หรือประมาณ 5 ปี 7 เดือนนับจากวันครบกำหนดชำระ หลังจากจุดนี้ตัวเลขเงินเพิ่มจะหยุดนิ่ง

ไม่เพิ่มขึ้นอีกไม่ว่าจะค้างต่อไปอีกกี่ปีก็ตาม ตัวอย่างการสะสมตามช่วงเวลา:

  • ค้างครบ 1 ปี (12 เดือน) เงินเพิ่มเท่ากับ 18% ของภาษี
  • ค้างครบ 3 ปี (36 เดือน) เงินเพิ่มเท่ากับ 54% ของภาษี
  • ค้างครบ 5 ปี (60 เดือน) เงินเพิ่มเท่ากับ 90% ของภาษี
  • ค้างครบ 5 ปี 7 เดือน (67 เดือน) ขึ้นไป เงินเพิ่มชนเพดานที่ 100% ของภาษี และจะไม่เพิ่มขึ้นอีก

ตัวอย่าง บริษัทแห่งหนึ่งถูกประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของปีภาษี 2562 จำนวน 800,000 บาท ซึ่งครบกำหนดชำระตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2563

แต่กว่าการตรวจสอบและแจ้งประเมินจะเสร็จสิ้นก็ล่วงเข้าเดือนกรกฎาคม 2569 รวมระยะเวลาค้างชำระประมาณ 74 เดือน

หรือราว 6 ปี 2 เดือน หากคำนวณตามสูตรตรง ๆ (1.5% คูณ 74 เดือน) จะได้เงินเพิ่มถึง 111% ของภาษี หรือ 888,000 บาท แต่เพราะมีเพดานตามมาตรา 27 เงินเพิ่มจริงจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน

800,000 บาทเท่านั้น เท่ากับภาระรวมภาษีบวกเงินเพิ่ม

(ยังไม่รวมเบี้ยปรับ) อยู่ที่ไม่เกิน 1,600,000 บาท ไม่ใช่ 1,688,000 บาทตามสูตรดิบที่ไม่มีเพดาน

ถูกประเมินภาษีย้อนหลังหลายปี เพดานคิดแยกปีหรือรวมยอด

ประเด็นที่ SME มักเข้าใจผิดคือคิดว่าเพดาน 100% นี้ใช้รวมทุกปีภาษีที่ถูกประเมินเป็นก้อนเดียว แต่ในทางปฏิบัติ เพดานตามมาตรา 27 ผูกกับ "จำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง"

ของแต่ละรายการที่ถูกประเมิน จึงคำนวณแยกเป็นรายภาษี รายรอบ

ตามแต่ละแบบแสดงรายการที่ยื่น เช่น ภ.ง.ด.50 ของปีภาษี 2562 หนึ่งก้อน และปีภาษี 2564 อีกหนึ่งก้อน แต่ละก้อนมีเพดาน 100% ของภาษีที่ต้องเสียของปีนั้นเป็นของตัวเอง

จะนำยอดที่เกินเพดานของปีหนึ่งไปหักลบกับยอดที่ยังไม่ถึงเพดานของอีกปีไม่ได้

ในทางปฏิบัติควรให้นักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจทานการคำนวณทุกครั้ง เพราะหนังสือแจ้งประเมินบางกรณีอาจมีความคลาดเคลื่อน

ปีภาษีที่ถูกประเมินภาษีที่ต้องชำระระยะเวลาที่ค้างชำระเงินเพิ่มตามเพดานมาตรา 27
ปีภาษี 2562 (ครบกำหนดชำระ พ.ค. 2563)300,000 บาท74 เดือน (6 ปี 2 เดือน)300,000 บาท (คำนวณตามสูตรได้ 111% แต่ถูกจำกัดไว้ที่เพดาน 100%)
ปีภาษี 2564 (ครบกำหนดชำระ พ.ค. 2565)500,000 บาท50 เดือน (4 ปี 2 เดือน)375,000 บาท (75% ของภาษี ยังไม่ถึงเพดาน)
ปีภาษี 2566 (ครบกำหนดชำระ พ.ค. 2567)1,000,000 บาท26 เดือน (2 ปี 2 เดือน)390,000 บาท (39% ของภาษี ยังไม่ถึงเพดาน)

รวมภาษีทั้ง 3 ปี 1,800,000 บาท ขณะที่เงินเพิ่มรวมตามเพดานที่คำนวณแยกรายปีอยู่ที่ 1,065,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องคำนวณทีละปีให้ถูกต้อง ไม่ใช่หยิบยอดภาษีรวมมาคูณเพดาน 100%

เพียงครั้งเดียว เพราะจะทำให้ประเมินภาระผิดไปจากความเป็นจริง

และควรให้นักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจทานตัวเลขเงินเพิ่มที่กรมสรรพากรคำนวณมาในหนังสือแจ้งประเมินทุกครั้ง เพราะในทางปฏิบัติเคยพบกรณีคำนวณเงินเพิ่มคลาดเคลื่อนจากเพดานโดยไม่ตั้งใจ

ซึ่งผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ทักท้วงและขอให้แก้ไขให้ถูกต้องได้

เพดานนี้คุ้มครองภาษีประเภทไหนบ้าง

มาตรา 27 อยู่ในหมวดวิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมินของลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ซึ่งครอบคลุมเงินเพิ่มของภาษีเงินได้เป็นหลัก ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 และ ภ.ง.ด.94)

และกรณีที่ผู้จ่ายเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วแต่นำส่งกรมสรรพากรไม่ครบหรือไม่นำส่งเลย (ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53) ก็อยู่ภายใต้เพดานนี้เช่นกัน

เพราะถือเป็นเงินเพิ่มจากการนำส่งภาษีล่าช้าตามความหมายของมาตรา 27

ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่มีเพดานเงินเพิ่ม เพราะเงินเพิ่มจากการยื่นแบบ ภ.พ.30 ล่าช้าไม่ได้คำนวณตามมาตรา 27 โดยตรง แต่มีบทบัญญัติเฉพาะแยกต่างหากคือมาตรา

89/1 ซึ่งกำหนดอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนเช่นเดียวกัน

และที่สำคัญคือมาตรา 89/1 มีข้อความกำหนดเพดานในลักษณะเดียวกับมาตรา 27 ไว้ด้วยว่า เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ดังนั้นเงินเพิ่ม VAT

จึงมีเพดานไม่เกิน 100% ของภาษีต้นเงินเช่นเดียวกับภาษีเงินได้

เพียงแต่เป็นเพดานที่กำหนดไว้คนละมาตรากันเท่านั้น ธุรกิจที่ถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมกันหลายประเภทจึงยังต้องคำนวณเงินเพิ่มแยกทีละก้อนตามมาตราที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 27

สำหรับภาษีเงินได้ และมาตรา 89/1 สำหรับ VAT)

แต่ไม่มีก้อนใดที่ปราศจากเพดานกำกับไว้เลย ทั้งนี้ ภาษีอากรประเภทอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ (เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์)

อาจมีบทบัญญัติเรื่องเงินเพิ่มและเพดานที่แตกต่างออกไป ควรตรวจสอบกับนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเป็นรายกรณี

เมื่อถูกประเมินภาษีย้อนหลัง ควรทำอย่างไร

แม้เพดานตามมาตรา 27 และมาตรา 89/1 จะช่วยจำกัดความเสียหายส่วนเงินเพิ่มได้ระดับหนึ่ง แต่ยอดรวมภาษีบวกเงินเพิ่มและอาจมีเบี้ยปรับเพิ่มอีก

ก็ยังเป็นเงินก้อนใหญ่ที่กระทบกระแสเงินสดของธุรกิจได้มาก สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อได้รับหนังสือแจ้งประเมิน

ได้แก่

  • ตรวจสอบวันครบกำหนดชำระของแต่ละปีภาษีที่ถูกประเมินให้ชัดเจน เพราะเป็นจุดเริ่มต้นนับเงินเพิ่มของปีนั้น
  • ให้นักบัญชีคำนวณเงินเพิ่มแยกรายปีเทียบกับตัวเลขที่กรมสรรพากรแจ้งมา เพื่อตรวจว่าเพดาน 100% ถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องหรือไม่
  • หากไม่เห็นด้วยกับยอดภาษีต้นเงินหรือการประเมิน ต้องยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน (ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร) และควรทราบว่าการยื่นอุทธรณ์ไม่ทำให้ได้รับการทุเลาการชำระภาษี จึงยังต้องเตรียมชำระภาษีตามที่ประเมินไว้ก่อน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติทุเลาเป็นการเฉพาะ
  • สอบถามความเป็นไปได้ในการผ่อนชำระกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หากยอดรวมสูงเกินสภาพคล่องที่มีอยู่ในครั้งเดียว
  • อย่าปล่อยให้ค้างต่อไปโดยไม่ติดต่อ เพราะแม้เงินเพิ่มจะมีเพดาน แต่เบี้ยปรับและความเสี่ยงทางกฎหมายอื่นอาจไม่มีเพดานลักษณะเดียวกัน

การเข้าใจเพดานเงินเพิ่มตามมาตรา 27 (และมาตรา 89/1 สำหรับ VAT) อย่างถูกต้อง ช่วยให้เจ้าของธุรกิจประเมินภาระที่แท้จริงได้ตั้งแต่ต้น ไม่ตื่นตระหนกกับตัวเลขที่อาจคำนวณเกินจริง

และวางแผนเจรจากับกรมสรรพากรได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ทั้งนี้

บทความนี้เป็นการให้ความรู้ทั่วไป กรณีจริงของแต่ละธุรกิจมีรายละเอียดแตกต่างกัน ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อตรวจสอบตัวเลขและวางแผนเฉพาะกรณีของท่าน

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง เพดานเงินเพิ่มภาษีมาตรา 27 ค้างหลายปีเสียสูงสุดเท่าไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินเพิ่มภาษีตามมาตรา 27 คิดอัตราเท่าไหร่ และมีเพดานสูงสุดเท่าไหร่

คิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระจนถึงวันที่ชำระจริง

แต่กฎหมายกำหนดเพดานไว้ว่าเงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง หรือไม่เกิน 100%

ของภาษีต้นเงิน ซึ่งจะแตะเพดานนี้เมื่อค้างชำระประมาณ 67 เดือน หรือราว 5 ปี 7 เดือน

ถูกประเมินภาษีย้อนหลังหลายปีพร้อมกัน เพดาน 100% คิดรวมทุกปีหรือแยกปี

คิดแยกเป็นรายปีภาษีหรือรายแบบแสดงรายการ แต่ละปีมีเพดาน 100% ของภาษีปีนั้นเป็นของตัวเอง จะนำยอดที่เกินเพดานของปีหนึ่งไปหักลบกับยอดของอีกปีที่ยังไม่ถึงเพดานไม่ได้

จึงต้องคำนวณและตรวจสอบเงินเพิ่มทีละปีให้ถูกต้อง

เพดานเงินเพิ่มตามมาตรา 27 คุ้มครองภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วยหรือไม่

VAT ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรา 27 โดยตรง แต่มีบทบัญญัติเฉพาะของตัวเองคือมาตรา 89/1 ซึ่งกำหนดอัตราเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนเช่นเดียวกัน

และมีข้อความกำหนดเพดานในลักษณะเดียวกันว่าเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง

ดังนั้นเงินเพิ่มจากการยื่น ภ.พ.30 ล่าช้าจึงมีเพดานไม่เกิน 100% ของภาษีต้นเงินเช่นเดียวกับภาษีเงินได้ เพียงแต่คำนวณแยกกันคนละมาตรา

เงินเพิ่มกับเบี้ยปรับต่างกันอย่างไร เบี้ยปรับมีเพดานแบบเดียวกันหรือไม่

เงินเพิ่มเปรียบเสมือนดอกเบี้ยผิดนัดชำระ กฎหมายไม่เปิดช่องให้เจ้าพนักงานลดหรืองดได้ตามดุลพินิจ แต่มีเพดานตามมาตรา 27 (หรือมาตรา 89/1 สำหรับ VAT)

ส่วนเบี้ยปรับเป็นค่าปรับทางกฎหมายตามมาตรา 22 หรือ 26 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) หรือมาตรา 67 ตรี

(ภาษีเงินได้นิติบุคคล) ซึ่งกรมสรรพากรมีดุลพินิจลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่ไม่มีเพดานตายตัวแบบเงินเพิ่ม

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ