คำตอบสั้นๆ คือ ช่างสักไม่ว่าจะเปิดร้านเป็นหลักแหล่งหรือรับงานแบบฟรีแลนซ์ ล้วนมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย
และหากรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดยังต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย บทความนี้อธิบายทางเลือกจดทะเบียนธุรกิจ
ภาระภาษีของทั้งเจ้าของร้านและช่างสักฟรีแลนซ์ รวมถึงประเด็นใบอนุญาตที่มักถูกมองข้าม
สารบัญบทความ
- ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้าง
- ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา)
- เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไร
- ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่
- ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสักลาย
- ตัวอย่างการวางแผนภาษีของช่างสักที่มีรายได้เติบโต
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านสักและช่างสักฟรีแลนซ์
- แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้าง
ธุรกิจสักลายในประเทศไทยมีรูปแบบการดำเนินงานหลากหลาย ตั้งแต่ช่างสักที่รับงานคนเดียวแบบฟรีแลนซ์ตามบ้านหรือสตูดิโอเช่าเก้าอี้รายวัน
ไปจนถึงร้านสักที่มีหน้าร้านถาวรและจ้างช่างสักหลายคน
แต่ละรูปแบบมีผลต่อการจดทะเบียนธุรกิจและภาระภาษีที่แตกต่างกัน โดยหลักการแล้วช่างสักสามารถเลือกดำเนินธุรกิจได้ 2 แนวทางหลัก คือ ดำเนินการในนามบุคคลธรรมดา หรือ
จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน)
ช่างสักฟรีแลนซ์ที่เพิ่งเริ่มต้นและมีรายได้ไม่สูงมาก ส่วนใหญ่มักดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาก่อน เพราะขั้นตอนง่ายกว่าและไม่ต้องทำบัญชีตามมาตรฐานนิติบุคคล
แต่เมื่อรายได้เติบโตขึ้นจนมีลูกค้าประจำจำนวนมากและกำไรสุทธิสูง
การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่า เนื่องจากได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME
ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา)
รายได้จากการรับจ้างสักลายจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(6) หรือ 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่ลักษณะการให้บริการว่าเข้าข่ายวิชาชีพอิสระหรือการรับจ้างทำของทั่วไป
ซึ่งมีผลต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แตกต่างกัน
ช่างสักฟรีแลนซ์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง คือ ภ.ง.ด.94 (ยื่นครึ่งปีสำหรับรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ภายในเดือนกันยายน) และ ภ.ง.ด.90
(ยื่นรอบปีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป)
เนื่องจากอัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและการจัดประเภทเงินได้ที่แน่นอนขึ้นกับลักษณะงานจริงของแต่ละคน (เช่น มีหน้าร้านของตัวเองหรือรับจ้างในสตูดิโอคนอื่น)
ช่างสักควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันประเภทเงินได้และอัตราหักค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องสำหรับกรณีของตนเอง
เมื่อรับงานผ่านสตูดิโอที่เป็นนิติบุคคล
หากช่างสักฟรีแลนซ์รับงานผ่านสตูดิโอสักที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อสตูดิโอจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสัก สตูดิโอมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย
ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)
ให้ช่างสักเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปี ช่างสักควรขอใบนี้ทุกครั้งที่รับเงิน เพราะใช้เป็นหลักฐานเครดิตภาษีเมื่อยื่นแบบประจำปี ทั้งนี้อัตราหัก ณ
ที่จ่ายที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือสตูดิโอผู้จ่ายเงินอีกครั้ง
เพราะขึ้นกับการจัดประเภทเงินได้ของงานแต่ละลักษณะ
เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไร
เมื่อร้านสักจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME
ดังนี้
- กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
- กำไรสุทธิ 300,001-3,000,000 บาท: อัตรา 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%
นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) และครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) แล้ว ร้านสักที่มีพนักงานหรือช่างสักประจำยังต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน (ภ.ง.ด.1)
และยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 5
เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี
ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่
บริการสักลายและการขายสินค้าประกอบ เช่น ครีมบำรุงรอยสัก อุปกรณ์ดูแลผิว จัดเป็นการให้บริการและขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักทั่วไป เมื่อรายได้รวมของร้านเกิน 1,800,000
บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30
วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ และต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการเรียกเก็บเงิน (ควรตรวจสอบอัตรา VAT ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้อ้างอิง)
ร้านสักที่รับงานผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น รับจองคิวผ่าน Instagram หรือ Line และรับชำระเงินผ่านการโอน ควรทำระบบบันทึกรายรับให้เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น
เพราะเมื่อถึงเวลาต้องพิสูจน์รายได้กับสรรพากร
ข้อมูลจากแอปพลิเคชันธนาคารเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ ควรมีระบบใบเสร็จหรือบันทึกยอดขายประกอบด้วย
ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสักลาย
นอกเหนือจากภาษี ร้านสักลายยังเข้าข่ายกิจการที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับบริการ ซึ่งอาจต้องขออนุญาตหรือแจ้งดำเนินกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น
สำนักงานเขตหรือเทศบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
เนื่องจากการสักเกี่ยวข้องกับการใช้เข็มและสีที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการติดเชื้อหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัย
รายละเอียดของประเภทใบอนุญาตและหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการ เจ้าของร้านควรตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ที่ตั้งร้านโดยตรง
เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินกิจการถูกต้องตามกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างการวางแผนภาษีของช่างสักที่มีรายได้เติบโต
สมมติช่างสักฟรีแลนซ์คนหนึ่งเริ่มต้นมีรายได้ปีละประมาณ 500,000 บาท จากการรับงานตามสตูดิโอเช่าเก้าอี้ 2-3 แห่ง เมื่อฐานลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นจนรายได้ต่อปีแตะ 1.5-2 ล้านบาท
และเริ่มมีความคิดเปิดสตูดิโอของตัวเองพร้อมจ้างช่างสักเพิ่ม
จุดนี้เป็นช่วงเวลาที่ควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างจริงจัง เพราะ:
- ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไร 300,000 บาทแรก และอัตราภาษี 15% สำหรับกำไรส่วนถัดไป ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าเมื่อรายได้สูงขึ้น
- สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าองค์กรหรือลูกค้าต่างชาติที่ต้องการใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จในนามบริษัท
- สามารถออกเอกสารทางบัญชีที่เป็นระบบมากขึ้น รองรับการขอสินเชื่อธุรกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจดทะเบียนนิติบุคคลควรพิจารณาควบคู่กับต้นทุนการทำบัญชีและการยื่นงบการเงินประจำปีที่เพิ่มขึ้น จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสถานะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านสักและช่างสักฟรีแลนซ์
- ไม่ยื่นภาษีเพราะคิดว่ารายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด รายได้ทุกบาทที่ได้รับจากการให้บริการต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตามกฎหมาย
- ไม่เก็บหลักฐานรายรับอย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อถูกขอตรวจสอบย้อนหลัง ไม่สามารถพิสูจน์รายได้และต้นทุนที่แท้จริงได้
- ไม่ขอใบหัก ณ ที่จ่ายจากสตูดิโอที่ว่าจ้าง ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
- ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปีเพื่อพิจารณาจด VAT ทำให้จดทะเบียนช้ากว่ากำหนดและอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
- นำรายจ่ายส่วนตัวมาปนกับรายจ่ายธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ทำให้ถูกสรรพากรปฏิเสธรายจ่ายในการคำนวณภาษี
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- เก็บบันทึกรายรับทุกงานอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะรับเงินสดหรือโอนผ่านธนาคาร
- ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับงานผ่านสตูดิโอหรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
- ติดตามยอดรายได้สะสมรายปีเพื่อประเมินว่าใกล้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง
- ตรวจสอบข้อกำหนดใบอนุญาตหรือการแจ้งกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเปิดหน้าร้าน
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อรายได้เริ่มเติบโต เพื่อประเมินว่าควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลหรือยัง
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้าง | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา) | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไร | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ช่างสักฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีไหมถ้ารับงานเป็นครั้งคราว
ต้องยื่น รายได้จากการรับจ้างสักลายทุกบาทถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะรับงานประจำหรือรับเป็นครั้งคราว ต้องนำมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่
เมื่อรายได้รวมของร้านจากบริการสักและการขายสินค้าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด
สตูดิโอสักที่จ้างช่างสักฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม
โดยหลักการทั่วไป สตูดิโอที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสักฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและออกใบ 50 ทวิให้
แต่ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากขึ้นกับประเภทเงินได้ของงานแต่ละลักษณะ
เปิดร้านสักควรจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
หากรายได้ยังไม่สูงและเพิ่งเริ่มต้น การดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาสะดวกกว่า แต่เมื่อกำไรสุทธิเติบโตขึ้นมาก การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าเพราะได้สิทธิ์อัตราภาษี
SME แบบขั้นบันได
ร้านสักต้องขอใบอนุญาตพิเศษหรือไม่
ธุรกิจสักลายเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยเนื่องจากใช้เข็มและสีสัมผัสผิวหนังโดยตรง จึงอาจต้องแจ้งหรือขออนุญาตประกอบกิจการกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่
ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่แน่นอนกับหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง
รับเงินค่าสักผ่านการโอนเงินอย่างเดียว ต้องทำบัญชีไหม
ควรทำบันทึกรายรับอย่างเป็นระบบแม้จะรับเงินผ่านการโอน เพราะเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง ข้อมูลจากแอปธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการพิสูจน์ที่มาของรายได้แต่ละรายการ
ช่างสักที่รับงานหลายสตูดิโอพร้อมกัน ต้องรวมรายได้อย่างไร
ต้องนำรายได้จากทุกสตูดิโอและทุกช่องทางมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ต้องจด VAT หรือไม่ เพราะกฎหมายพิจารณาจากรายได้รวมทั้งหมดของบุคคลนั้น
ไม่ใช่แยกตามแต่ละสตูดิโอ
เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร
ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้