คำตอบสั้นๆ คือ ช่างสักไม่ว่าจะเปิดร้านเป็นหลักแหล่งหรือรับงานแบบฟรีแลนซ์ ล้วนมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย และหากรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดยังต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย บทความนี้อธิบายทางเลือกจดทะเบียนธุรกิจ ภาระภาษีของทั้งเจ้าของร้านและช่างสักฟรีแลนซ์ รวมถึงประเด็นใบอนุญาตที่มักถูกมองข้าม

ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้าง

ธุรกิจสักลายในประเทศไทยมีรูปแบบการดำเนินงานหลากหลาย ตั้งแต่ช่างสักที่รับงานคนเดียวแบบฟรีแลนซ์ตามบ้านหรือสตูดิโอเช่าเก้าอี้รายวัน ไปจนถึงร้านสักที่มีหน้าร้านถาวรและจ้างช่างสักหลายคน แต่ละรูปแบบมีผลต่อการจดทะเบียนธุรกิจและภาระภาษีที่แตกต่างกัน โดยหลักการแล้วช่างสักสามารถเลือกดำเนินธุรกิจได้ 2 แนวทางหลัก คือ ดำเนินการในนามบุคคลธรรมดา หรือ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน)

ช่างสักฟรีแลนซ์ที่เพิ่งเริ่มต้นและมีรายได้ไม่สูงมาก ส่วนใหญ่มักดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาก่อน เพราะขั้นตอนง่ายกว่าและไม่ต้องทำบัญชีตามมาตรฐานนิติบุคคล แต่เมื่อรายได้เติบโตขึ้นจนมีลูกค้าประจำจำนวนมากและกำไรสุทธิสูง การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่า เนื่องจากได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME

ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา)

รายได้จากการรับจ้างสักลายจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(6) หรือ 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่ลักษณะการให้บริการว่าเข้าข่ายวิชาชีพอิสระหรือการรับจ้างทำของทั่วไป ซึ่งมีผลต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แตกต่างกัน ช่างสักฟรีแลนซ์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง คือ ภ.ง.ด.94 (ยื่นครึ่งปีสำหรับรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ภายในเดือนกันยายน) และ ภ.ง.ด.90 (ยื่นรอบปีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป)

เนื่องจากอัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและการจัดประเภทเงินได้ที่แน่นอนขึ้นกับลักษณะงานจริงของแต่ละคน (เช่น มีหน้าร้านของตัวเองหรือรับจ้างในสตูดิโอคนอื่น) ช่างสักควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันประเภทเงินได้และอัตราหักค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องสำหรับกรณีของตนเอง

เมื่อรับงานผ่านสตูดิโอที่เป็นนิติบุคคล

หากช่างสักฟรีแลนซ์รับงานผ่านสตูดิโอสักที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อสตูดิโอจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสัก สตูดิโอมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้ช่างสักเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปี ช่างสักควรขอใบนี้ทุกครั้งที่รับเงิน เพราะใช้เป็นหลักฐานเครดิตภาษีเมื่อยื่นแบบประจำปี ทั้งนี้อัตราหัก ณ ที่จ่ายที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือสตูดิโอผู้จ่ายเงินอีกครั้ง เพราะขึ้นกับการจัดประเภทเงินได้ของงานแต่ละลักษณะ

เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไร

เมื่อร้านสักจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME ดังนี้

  • กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001-3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) และครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) แล้ว ร้านสักที่มีพนักงานหรือช่างสักประจำยังต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน (ภ.ง.ด.1) และยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่

บริการสักลายและการขายสินค้าประกอบ เช่น ครีมบำรุงรอยสัก อุปกรณ์ดูแลผิว จัดเป็นการให้บริการและขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักทั่วไป เมื่อรายได้รวมของร้านเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ และต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการเรียกเก็บเงิน (ควรตรวจสอบอัตรา VAT ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้อ้างอิง)

ร้านสักที่รับงานผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น รับจองคิวผ่าน Instagram หรือ Line และรับชำระเงินผ่านการโอน ควรทำระบบบันทึกรายรับให้เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อถึงเวลาต้องพิสูจน์รายได้กับสรรพากร ข้อมูลจากแอปพลิเคชันธนาคารเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ ควรมีระบบใบเสร็จหรือบันทึกยอดขายประกอบด้วย

ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสักลาย

นอกเหนือจากภาษี ร้านสักลายยังเข้าข่ายกิจการที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับบริการ ซึ่งอาจต้องขออนุญาตหรือแจ้งดำเนินกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขตหรือเทศบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข เนื่องจากการสักเกี่ยวข้องกับการใช้เข็มและสีที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการติดเชื้อหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัย

รายละเอียดของประเภทใบอนุญาตและหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการ เจ้าของร้านควรตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ที่ตั้งร้านโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินกิจการถูกต้องตามกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างการวางแผนภาษีของช่างสักที่มีรายได้เติบโต

สมมติช่างสักฟรีแลนซ์คนหนึ่งเริ่มต้นมีรายได้ปีละประมาณ 500,000 บาท จากการรับงานตามสตูดิโอเช่าเก้าอี้ 2-3 แห่ง เมื่อฐานลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นจนรายได้ต่อปีแตะ 1.5-2 ล้านบาท และเริ่มมีความคิดเปิดสตูดิโอของตัวเองพร้อมจ้างช่างสักเพิ่ม จุดนี้เป็นช่วงเวลาที่ควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างจริงจัง เพราะ:

  • ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไร 300,000 บาทแรก และอัตราภาษี 15% สำหรับกำไรส่วนถัดไป ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าเมื่อรายได้สูงขึ้น
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าองค์กรหรือลูกค้าต่างชาติที่ต้องการใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จในนามบริษัท
  • สามารถออกเอกสารทางบัญชีที่เป็นระบบมากขึ้น รองรับการขอสินเชื่อธุรกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจดทะเบียนนิติบุคคลควรพิจารณาควบคู่กับต้นทุนการทำบัญชีและการยื่นงบการเงินประจำปีที่เพิ่มขึ้น จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสถานะ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านสักและช่างสักฟรีแลนซ์

  • ไม่ยื่นภาษีเพราะคิดว่ารายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด รายได้ทุกบาทที่ได้รับจากการให้บริการต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตามกฎหมาย
  • ไม่เก็บหลักฐานรายรับอย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อถูกขอตรวจสอบย้อนหลัง ไม่สามารถพิสูจน์รายได้และต้นทุนที่แท้จริงได้
  • ไม่ขอใบหัก ณ ที่จ่ายจากสตูดิโอที่ว่าจ้าง ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปีเพื่อพิจารณาจด VAT ทำให้จดทะเบียนช้ากว่ากำหนดและอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
  • นำรายจ่ายส่วนตัวมาปนกับรายจ่ายธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ทำให้ถูกสรรพากรปฏิเสธรายจ่ายในการคำนวณภาษี

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

  • เก็บบันทึกรายรับทุกงานอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะรับเงินสดหรือโอนผ่านธนาคาร
  • ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับงานผ่านสตูดิโอหรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
  • ติดตามยอดรายได้สะสมรายปีเพื่อประเมินว่าใกล้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง
  • ตรวจสอบข้อกำหนดใบอนุญาตหรือการแจ้งกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเปิดหน้าร้าน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อรายได้เริ่มเติบโต เพื่อประเมินว่าควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลหรือยัง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ร้านสักลาย-ช่างสักฟรีแลนซ์ ยื่นภาษีและจดทะเบียนอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ช่างสักฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีไหมถ้ารับงานเป็นครั้งคราว

ต้องยื่น รายได้จากการรับจ้างสักลายทุกบาทถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะรับงานประจำหรือรับเป็นครั้งคราว ต้องนำมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่

เมื่อรายได้รวมของร้านจากบริการสักและการขายสินค้าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด

สตูดิโอสักที่จ้างช่างสักฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

โดยหลักการทั่วไป สตูดิโอที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสักฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและออกใบ 50 ทวิให้ แต่ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากขึ้นกับประเภทเงินได้ของงานแต่ละลักษณะ

เปิดร้านสักควรจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

หากรายได้ยังไม่สูงและเพิ่งเริ่มต้น การดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาสะดวกกว่า แต่เมื่อกำไรสุทธิเติบโตขึ้นมาก การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าเพราะได้สิทธิ์อัตราภาษี SME แบบขั้นบันได

ร้านสักต้องขอใบอนุญาตพิเศษหรือไม่

ธุรกิจสักลายเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยเนื่องจากใช้เข็มและสีสัมผัสผิวหนังโดยตรง จึงอาจต้องแจ้งหรือขออนุญาตประกอบกิจการกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่แน่นอนกับหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง

รับเงินค่าสักผ่านการโอนเงินอย่างเดียว ต้องทำบัญชีไหม

ควรทำบันทึกรายรับอย่างเป็นระบบแม้จะรับเงินผ่านการโอน เพราะเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง ข้อมูลจากแอปธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการพิสูจน์ที่มาของรายได้แต่ละรายการ

ช่างสักที่รับงานหลายสตูดิโอพร้อมกัน ต้องรวมรายได้อย่างไร

ต้องนำรายได้จากทุกสตูดิโอและทุกช่องทางมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ต้องจด VAT หรือไม่ เพราะกฎหมายพิจารณาจากรายได้รวมทั้งหมดของบุคคลนั้น ไม่ใช่แยกตามแต่ละสตูดิโอ