คำตอบสั้นๆ คือ ช่างสักไม่ว่าจะเปิดร้านเป็นหลักแหล่งหรือรับงานแบบฟรีแลนซ์ ล้วนมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย

และหากรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดยังต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย บทความนี้อธิบายทางเลือกจดทะเบียนธุรกิจ

ภาระภาษีของทั้งเจ้าของร้านและช่างสักฟรีแลนซ์ รวมถึงประเด็นใบอนุญาตที่มักถูกมองข้าม

สารบัญบทความ
  1. ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้าง
  2. ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา)
  3. เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไร
  4. ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่
  5. ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสักลาย
  6. ตัวอย่างการวางแผนภาษีของช่างสักที่มีรายได้เติบโต
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านสักและช่างสักฟรีแลนซ์
  8. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้าง

ธุรกิจสักลายในประเทศไทยมีรูปแบบการดำเนินงานหลากหลาย ตั้งแต่ช่างสักที่รับงานคนเดียวแบบฟรีแลนซ์ตามบ้านหรือสตูดิโอเช่าเก้าอี้รายวัน

ไปจนถึงร้านสักที่มีหน้าร้านถาวรและจ้างช่างสักหลายคน

แต่ละรูปแบบมีผลต่อการจดทะเบียนธุรกิจและภาระภาษีที่แตกต่างกัน โดยหลักการแล้วช่างสักสามารถเลือกดำเนินธุรกิจได้ 2 แนวทางหลัก คือ ดำเนินการในนามบุคคลธรรมดา หรือ

จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน)

ช่างสักฟรีแลนซ์ที่เพิ่งเริ่มต้นและมีรายได้ไม่สูงมาก ส่วนใหญ่มักดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาก่อน เพราะขั้นตอนง่ายกว่าและไม่ต้องทำบัญชีตามมาตรฐานนิติบุคคล

แต่เมื่อรายได้เติบโตขึ้นจนมีลูกค้าประจำจำนวนมากและกำไรสุทธิสูง

การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่า เนื่องจากได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME

ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา)

รายได้จากการรับจ้างสักลายจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(6) หรือ 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่ลักษณะการให้บริการว่าเข้าข่ายวิชาชีพอิสระหรือการรับจ้างทำของทั่วไป

ซึ่งมีผลต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แตกต่างกัน

ช่างสักฟรีแลนซ์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง คือ ภ.ง.ด.94 (ยื่นครึ่งปีสำหรับรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ภายในเดือนกันยายน) และ ภ.ง.ด.90

(ยื่นรอบปีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป)

เนื่องจากอัตราหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและการจัดประเภทเงินได้ที่แน่นอนขึ้นกับลักษณะงานจริงของแต่ละคน (เช่น มีหน้าร้านของตัวเองหรือรับจ้างในสตูดิโอคนอื่น)

ช่างสักควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันประเภทเงินได้และอัตราหักค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องสำหรับกรณีของตนเอง

เมื่อรับงานผ่านสตูดิโอที่เป็นนิติบุคคล

หากช่างสักฟรีแลนซ์รับงานผ่านสตูดิโอสักที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อสตูดิโอจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสัก สตูดิโอมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย

ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)

ให้ช่างสักเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปี ช่างสักควรขอใบนี้ทุกครั้งที่รับเงิน เพราะใช้เป็นหลักฐานเครดิตภาษีเมื่อยื่นแบบประจำปี ทั้งนี้อัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือสตูดิโอผู้จ่ายเงินอีกครั้ง

เพราะขึ้นกับการจัดประเภทเงินได้ของงานแต่ละลักษณะ

เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไร

เมื่อร้านสักจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME

ดังนี้

  • กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001-3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) และครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) แล้ว ร้านสักที่มีพนักงานหรือช่างสักประจำยังต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน (ภ.ง.ด.1)

และยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 5

เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่

บริการสักลายและการขายสินค้าประกอบ เช่น ครีมบำรุงรอยสัก อุปกรณ์ดูแลผิว จัดเป็นการให้บริการและขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักทั่วไป เมื่อรายได้รวมของร้านเกิน 1,800,000

บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30

วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ และต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการเรียกเก็บเงิน (ควรตรวจสอบอัตรา VAT ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้อ้างอิง)

ร้านสักที่รับงานผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น รับจองคิวผ่าน Instagram หรือ Line และรับชำระเงินผ่านการโอน ควรทำระบบบันทึกรายรับให้เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น

เพราะเมื่อถึงเวลาต้องพิสูจน์รายได้กับสรรพากร

ข้อมูลจากแอปพลิเคชันธนาคารเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ ควรมีระบบใบเสร็จหรือบันทึกยอดขายประกอบด้วย

ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสักลาย

นอกเหนือจากภาษี ร้านสักลายยังเข้าข่ายกิจการที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับบริการ ซึ่งอาจต้องขออนุญาตหรือแจ้งดำเนินกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น

สำนักงานเขตหรือเทศบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข

เนื่องจากการสักเกี่ยวข้องกับการใช้เข็มและสีที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการติดเชื้อหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัย

รายละเอียดของประเภทใบอนุญาตและหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการ เจ้าของร้านควรตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ที่ตั้งร้านโดยตรง

เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินกิจการถูกต้องตามกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างการวางแผนภาษีของช่างสักที่มีรายได้เติบโต

สมมติช่างสักฟรีแลนซ์คนหนึ่งเริ่มต้นมีรายได้ปีละประมาณ 500,000 บาท จากการรับงานตามสตูดิโอเช่าเก้าอี้ 2-3 แห่ง เมื่อฐานลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นจนรายได้ต่อปีแตะ 1.5-2 ล้านบาท

และเริ่มมีความคิดเปิดสตูดิโอของตัวเองพร้อมจ้างช่างสักเพิ่ม

จุดนี้เป็นช่วงเวลาที่ควรพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างจริงจัง เพราะ:

  • ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีกำไร 300,000 บาทแรก และอัตราภาษี 15% สำหรับกำไรส่วนถัดไป ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าเมื่อรายได้สูงขึ้น
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าองค์กรหรือลูกค้าต่างชาติที่ต้องการใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จในนามบริษัท
  • สามารถออกเอกสารทางบัญชีที่เป็นระบบมากขึ้น รองรับการขอสินเชื่อธุรกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจดทะเบียนนิติบุคคลควรพิจารณาควบคู่กับต้นทุนการทำบัญชีและการยื่นงบการเงินประจำปีที่เพิ่มขึ้น จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสถานะ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของร้านสักและช่างสักฟรีแลนซ์

  • ไม่ยื่นภาษีเพราะคิดว่ารายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด รายได้ทุกบาทที่ได้รับจากการให้บริการต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตามกฎหมาย
  • ไม่เก็บหลักฐานรายรับอย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อถูกขอตรวจสอบย้อนหลัง ไม่สามารถพิสูจน์รายได้และต้นทุนที่แท้จริงได้
  • ไม่ขอใบหัก ณ ที่จ่ายจากสตูดิโอที่ว่าจ้าง ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปีเพื่อพิจารณาจด VAT ทำให้จดทะเบียนช้ากว่ากำหนดและอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
  • นำรายจ่ายส่วนตัวมาปนกับรายจ่ายธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ทำให้ถูกสรรพากรปฏิเสธรายจ่ายในการคำนวณภาษี

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

  • เก็บบันทึกรายรับทุกงานอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะรับเงินสดหรือโอนผ่านธนาคาร
  • ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับงานผ่านสตูดิโอหรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
  • ติดตามยอดรายได้สะสมรายปีเพื่อประเมินว่าใกล้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง
  • ตรวจสอบข้อกำหนดใบอนุญาตหรือการแจ้งกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเปิดหน้าร้าน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อรายได้เริ่มเติบโต เพื่อประเมินว่าควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลหรือยัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ช่างสักมีสถานะทางกฎหมายแบบไหนได้บ้างตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีเงินได้ของช่างสักฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เปิดร้านสักเป็นนิติบุคคล ต้องเสียภาษีอย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ช่างสักฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีไหมถ้ารับงานเป็นครั้งคราว

ต้องยื่น รายได้จากการรับจ้างสักลายทุกบาทถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะรับงานประจำหรือรับเป็นครั้งคราว ต้องนำมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ร้านสักต้องจด VAT เมื่อไหร่

เมื่อรายได้รวมของร้านจากบริการสักและการขายสินค้าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด

สตูดิโอสักที่จ้างช่างสักฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

โดยหลักการทั่วไป สตูดิโอที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าตอบแทนให้ช่างสักฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและออกใบ 50 ทวิให้

แต่ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากขึ้นกับประเภทเงินได้ของงานแต่ละลักษณะ

เปิดร้านสักควรจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

หากรายได้ยังไม่สูงและเพิ่งเริ่มต้น การดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาสะดวกกว่า แต่เมื่อกำไรสุทธิเติบโตขึ้นมาก การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยประหยัดภาษีได้มากกว่าเพราะได้สิทธิ์อัตราภาษี

SME แบบขั้นบันได

ร้านสักต้องขอใบอนุญาตพิเศษหรือไม่

ธุรกิจสักลายเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยเนื่องจากใช้เข็มและสีสัมผัสผิวหนังโดยตรง จึงอาจต้องแจ้งหรือขออนุญาตประกอบกิจการกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่

ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่แน่นอนกับหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง

รับเงินค่าสักผ่านการโอนเงินอย่างเดียว ต้องทำบัญชีไหม

ควรทำบันทึกรายรับอย่างเป็นระบบแม้จะรับเงินผ่านการโอน เพราะเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง ข้อมูลจากแอปธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการพิสูจน์ที่มาของรายได้แต่ละรายการ

ช่างสักที่รับงานหลายสตูดิโอพร้อมกัน ต้องรวมรายได้อย่างไร

ต้องนำรายได้จากทุกสตูดิโอและทุกช่องทางมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ต้องจด VAT หรือไม่ เพราะกฎหมายพิจารณาจากรายได้รวมทั้งหมดของบุคคลนั้น

ไม่ใช่แยกตามแต่ละสตูดิโอ

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้