คำตอบสั้น ๆ คือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนตามมาตรฐาน TAS 40 คือที่ดินหรืออาคารที่ถือครองไว้เพื่อหารายได้ค่าเช่าหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต

ไม่ใช่เพื่อใช้ในการดำเนินงานของกิจการเอง

กิจการสามารถเลือกวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้เริ่มแรกด้วยวิธีราคาทุน (หักค่าเสื่อมราคาสะสม) หรือวิธีมูลค่ายุติธรรม (ปรับกำไรขาดทุนทุกงวดโดยไม่คิดค่าเสื่อมราคา)

โดยต้องเลือกใช้นโยบายเดียวกันกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทุกรายการของกิจการ

สารบัญบทความ
  1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร
  2. ต่างจากที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่ใช้เองอย่างไร
  3. สองวิธีวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้เริ่มแรก
  4. ตัวอย่างการคำนวณเปรียบเทียบสองวิธี
  5. ข้อควรพิจารณาก่อนเลือกวิธีมูลค่ายุติธรรม
  6. ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่มีอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนคืออะไร

มาตรฐานการบัญชี TAS 40 นิยาม อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) ว่าคือที่ดิน อาคาร หรือส่วนหนึ่งของอาคารที่ถือครองไว้

(โดยเจ้าของหรือโดยผู้เช่าตามสัญญาเช่าการเงิน) เพื่อหาประโยชน์จากรายได้ค่าเช่า

หรือจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า หรือทั้งสองอย่าง โดยไม่ได้ใช้เพื่อผลิตหรือจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการ หรือใช้ในการบริหารงานของกิจการเอง

และไม่ได้มีไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่

อาคารสำนักงานที่ปล่อยเช่าให้บริษัทอื่น คอนโดมิเนียมที่ซื้อไว้ปล่อยเช่ารายเดือน หรือที่ดินเปล่าที่ถือครองไว้เพื่อรอขายในอนาคตโดยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไร

ต่างจากที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่ใช้เองอย่างไร

จุดแยกสำคัญระหว่างอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (TAS 40) กับที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินงาน (TAS 16) คือวัตถุประสงค์การถือครอง หากกิจการใช้อาคารนั้นเป็นสำนักงาน

โรงงาน หรือหน้าร้านของตนเอง

ถือเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินงานตาม TAS 16 ต้องคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานตามปกติ

แต่หากถือครองไว้เพื่อหารายได้ค่าเช่าจากบุคคลภายนอกหรือเพื่อเก็งกำไรจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น จะจัดเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนตาม TAS 40

ซึ่งมีทางเลือกวิธีวัดมูลค่าที่แตกต่างออกไป กรณีที่อาคารหนึ่งหลังใช้ทั้งเพื่อดำเนินงานเองบางส่วนและปล่อยเช่าบางส่วน

กิจการต้องพิจารณาว่าสามารถแยกขายส่วนที่ปล่อยเช่าออกจากกันได้หรือไม่ หากแยกได้จะบันทึกแต่ละส่วนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องแยกกัน

แต่หากแยกไม่ได้และส่วนที่ใช้เองมีสัดส่วนน้อยมาก อาจจัดทั้งอาคารเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมด

สองวิธีวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้เริ่มแรก

เมื่อรับรู้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนครั้งแรกด้วยราคาทุน กิจการต้องเลือกนโยบายบัญชีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้เพื่อใช้วัดมูลค่าในงวดถัดไป

และต้องใช้นโยบายเดียวกันกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทุกรายการที่กิจการถือครอง

ประเด็นวิธีราคาทุน (Cost Model)วิธีมูลค่ายุติธรรม (Fair Value Model)
การวัดมูลค่าราคาทุนหักค่าเสื่อมราคาสะสมและผลขาดทุนจากการด้อยค่าปรับมูลค่าตามราคาตลาดยุติธรรม ณ วันสิ้นงวดทุกครั้ง
ค่าเสื่อมราคาคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานตามปกติไม่คิดค่าเสื่อมราคา
ผลต่างมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไม่รับรู้จนกว่าจะขายหรือด้อยค่ารับรู้เป็นกำไรหรือขาดทุนในงบกำไรขาดทุนทุกงวด
ความผันผวนของกำไรต่ำกว่า เพราะไม่ปรับมูลค่าตามราคาตลาดสูงกว่า เพราะกำไรขาดทุนผันผวนตามราคาตลาดอสังหาฯ

ตัวอย่างการคำนวณเปรียบเทียบสองวิธี

สมมติบริษัทซื้ออาคารพาณิชย์เพื่อปล่อยเช่าในราคา 10,000,000 บาท ประมาณอายุการใช้งาน 20 ปี ปลายปีแรกผู้ประเมินอิสระประเมินมูลค่าตลาดของอาคารอยู่ที่ 10,800,000 บาท

รายการวิธีราคาทุนวิธีมูลค่ายุติธรรม
ค่าเสื่อมราคาปีแรก (10,000,000 / 20 ปี)500,000 บาท (บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย)ไม่คิดค่าเสื่อมราคา
มูลค่าตามบัญชีปลายปี10,000,000 - 500,000 = 9,500,000 บาท10,800,000 บาท (ตามมูลค่าตลาด)
ผลกระทบต่อกำไรขาดทุนปีแรกขาดทุนจากค่าเสื่อมราคา 500,000 บาทกำไรจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายุติธรรม 800,000 บาท

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างประกอบหลักการเท่านั้น การประเมินมูลค่ายุติธรรมจริงต้องใช้ผู้ประเมินราคาอิสระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อควรพิจารณาก่อนเลือกวิธีมูลค่ายุติธรรม

การเลือกใช้วิธีมูลค่ายุติธรรมมีข้อดีคือสะท้อนมูลค่าตลาดปัจจุบันของอสังหาริมทรัพย์ได้ดีกว่า ทำให้งบแสดงฐานะการเงินแสดงมูลค่าสินทรัพย์ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

แต่ก็มีข้อควรระวังคือ

กิจการต้องจ้างผู้ประเมินราคาอิสระเพื่อประเมินมูลค่ายุติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

และกำไรขาดทุนที่รับรู้จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมอาจทำให้ผลประกอบการผันผวนตามสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละปี

ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการวางแผนกำไรและเงินปันผลของกิจการ ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้สอบบัญชีเพื่อประเมินความเหมาะสมของแต่ละวิธีตามลักษณะธุรกิจและเป้าหมายการรายงานทางการเงิน

ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

กำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่รับรู้ในงบกำไรขาดทุนตามหลักบัญชี

อาจไม่ถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในงวดเดียวกันตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

เนื่องจากเป็นกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการขาย (Unrealized Gain/Loss) กิจการที่เลือกใช้วิธีมูลค่ายุติธรรมจึงมักต้องปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิทางภาษีในแบบ

ภ.ง.ด.50 โดยตัดรายการกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงออก

และรับรู้ผลกำไรขาดทุนทางภาษีเมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นจริงเท่านั้น ควรตรวจสอบรายละเอียดและวิธีปรับปรุงที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทุกรอบปิดงบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • จัดประเภทอสังหาริมทรัพย์ผิด: นำอาคารที่ใช้เป็นสำนักงานของตัวเองไปบันทึกเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ทั้งที่ควรบันทึกตาม TAS 16 เพราะใช้เพื่อดำเนินงานเอง ไม่ได้ถือไว้เพื่อหารายได้ค่าเช่า
  • เปลี่ยนวิธีวัดมูลค่าไปมาโดยไม่มีเหตุผลรองรับ: มาตรฐานกำหนดให้ใช้นโยบายเดียวกันกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทุกรายการอย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมและเปิดเผยผลกระทบ
  • ไม่ปรับปรุงกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงออกจากกำไรสุทธิทางภาษี: ทำให้ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลผิดพลาด โดยเฉพาะกิจการที่ใช้วิธีมูลค่ายุติธรรม
  • ใช้ผู้ประเมินราคาที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือประเมินไม่สม่ำเสมอ: ทำให้มูลค่ายุติธรรมที่แสดงในงบการเงินขาดความน่าเชื่อถือ
  • ลืมเปิดเผยข้อมูลสำคัญในหมายเหตุประกอบงบการเงิน: เช่น วิธีที่เลือกใช้ วิธีการประเมินมูลค่ายุติธรรม และข้อจำกัดในการขายหรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์นั้น

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่มีอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า

ผู้ประกอบการที่ถือครองอาคารหรือที่ดินไว้เพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร

ควรเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบวัตถุประสงค์การถือครองให้ชัดเจนก่อนว่าเข้าเงื่อนไขเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนตาม TAS 40 หรือไม่

จากนั้นพิจารณาร่วมกับผู้สอบบัญชีว่าควรเลือกวิธีราคาทุนหรือวิธีมูลค่ายุติธรรม โดยคำนึงถึงต้นทุนการประเมินราคา ความสม่ำเสมอของกำไรที่ต้องการรายงาน และผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

หากมีอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งควรจัดทำทะเบียนแยกตามประเภทการใช้งานเพื่อให้บันทึกบัญชีถูกต้องตั้งแต่ต้น

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

การเลือกวิธีวัดมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนมีผลกระทบระยะยาวต่อความผันผวนของกำไรและภาระภาษีของกิจการ

ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้สอบบัญชีและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีร่วมกันก่อนตัดสินใจเลือกวิธี

โดยเฉพาะกิจการที่มีแผนขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าในระยะยาว ควรวางนโยบายบัญชีให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อความสม่ำเสมอและลดความเสี่ยงจากการตีความผิดพลาด

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนตาม TAS 40 คืออะไร

คือที่ดินหรืออาคารที่ถือครองไว้เพื่อหารายได้ค่าเช่าหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต ไม่ได้ใช้เพื่อดำเนินงานของกิจการเองและไม่ได้มีไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ

ต่างจากอาคารสำนักงานที่ใช้เองอย่างไร

อาคารที่ใช้เป็นสำนักงานหรือโรงงานของกิจการเองบันทึกตามมาตรฐาน TAS 16 ต้องคิดค่าเสื่อมราคาตามปกติ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อหารายได้ค่าเช่าจากบุคคลภายนอกจะบันทึกตาม TAS

40 ซึ่งมีทางเลือกวิธีวัดมูลค่าต่างออกไป

วิธีราคาทุนกับวิธีมูลค่ายุติธรรมต่างกันอย่างไร

วิธีราคาทุนบันทึกด้วยราคาทุนหักค่าเสื่อมราคาสะสมเหมือนสินทรัพย์ทั่วไป ส่วนวิธีมูลค่ายุติธรรมปรับมูลค่าตามราคาตลาด ณ วันสิ้นงวดทุกครั้งและรับรู้ผลต่างเป็นกำไรขาดทุนทันที

โดยไม่คิดค่าเสื่อมราคา

เลือกวิธีมูลค่ายุติธรรมแล้วเปลี่ยนกลับเป็นวิธีราคาทุนได้ไหม

โดยหลักการต้องใช้นโยบายเดียวกันอย่างสม่ำเสมอกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทุกรายการ

การเปลี่ยนแปลงต้องมีเหตุผลรองรับตามหลักการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีและควรปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนดำเนินการ

กำไรจากมูลค่ายุติธรรมที่เพิ่มขึ้น ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทันทีหรือไม่

โดยทั่วไปกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการขายมักไม่นำมาคำนวณภาษีในงวดเดียวกัน ต้องปรับปรุงออกจากกำไรสุทธิทางภาษีในแบบ ภ.ง.ด.50 ควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ต้องใช้ผู้ประเมินราคาแบบใดในการประเมินมูลค่ายุติธรรม

ควรใช้ผู้ประเมินราคาอิสระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการยอมรับตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มูลค่ายุติธรรมที่แสดงในงบการเงินมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้

อาคารที่ใช้เองบางส่วนและปล่อยเช่าบางส่วนจัดประเภทอย่างไร

หากแยกส่วนที่ปล่อยเช่าออกจากกันได้ ให้บันทึกแต่ละส่วนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องแยกกัน แต่หากแยกไม่ได้และส่วนที่ใช้เองมีสัดส่วนน้อยมาก

อาจจัดทั้งอาคารเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมด ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง

หากต้องการดูแลบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ลองศึกษาบริการบัญชี ภาษี และวางระบบการเงินสำหรับ SME ของ A Plus Me เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนงาน