สั้นๆ ก่อนเลย: ขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์มักถูกมองเป็น "ค่าสิทธิ" ส่วนรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ถือเป็น "ค่าบริการ" ทั้งสองแบบเสีย VAT 7% เหมือนกัน
แต่ประเภทเงินได้และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจต่างกัน
ซึ่งมีผลต่อการออกเอกสารและการวางแผนกระแสเงินสดของธุรกิจซอฟต์แวร์อย่างมาก
สารบัญบทความ
- ทำไมต้องแยกให้ชัดระหว่างไลเซนส์กับบริการพัฒนา
- ขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ คือ "ค่าสิทธิ" ในทางภาษี
- รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ คือ "ค่าบริการ" ในทางภาษี
- ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ SME ซอฟต์แวร์เจอบ่อย
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจซอฟต์แวร์
- แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ธุรกิจซอฟต์แวร์
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
ทำไมต้องแยกให้ชัดระหว่างไลเซนส์กับบริการพัฒนา
ธุรกิจซอฟต์แวร์ไทยจำนวนมากทำหลายอย่างพร้อมกันในสัญญาเดียว ทั้งขายสิทธิใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูป (License) รับจ้างพัฒนาระบบเฉพาะตามความต้องการลูกค้า (Custom Development)
และให้บริการดูแลบำรุงรักษาระบบต่อเนื่อง (Maintenance) แม้ทั้งหมดจะเป็น
"งานซอฟต์แวร์" เหมือนกัน แต่ในทางบัญชีและภาษี แต่ละแบบมีลักษณะทางกฎหมายที่ต่างกัน และนำไปสู่การปฏิบัติทางภาษีที่ต่างกันด้วย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ เจ้าของกิจการคิดว่าตราบใดที่เก็บ VAT 7% ครบ ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แต่ในความเป็นจริง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ VAT เท่านั้น แต่อยู่ที่
ประเภทเงินได้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าลูกค้าผู้จ่ายเงินต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายในอัตราเท่าไหร่ และต้องระบุประเภทเงินได้อะไรในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
ขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ คือ "ค่าสิทธิ" ในทางภาษี
เมื่อธุรกิจขายสิทธิให้ลูกค้าใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปที่พัฒนาไว้แล้ว โดยลูกค้าไม่ได้ซื้อกรรมสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ แต่ซื้อสิทธิในการใช้งาน (เช่น การขาย License แบบรายปี หรือ
Subscription SaaS) ลักษณะเงินได้แบบนี้ในทางภาษีมักถูกจัดเป็น ค่าสิทธิ
(Royalty) ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 3 สำหรับบุคคลธรรมดา หรือเข้าลักษณะรายได้ค่าสิทธิสำหรับนิติบุคคล
- VAT: การให้สิทธิใช้ซอฟต์แวร์ในไทยถือเป็นการให้บริการ ต้องเสีย VAT ในอัตราที่บังคับใช้ ณ ปัจจุบัน (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร เนื่องจากอัตรามาตรฐานทั่วไปคือ 7% แต่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดช่วงเวลาบังคับใช้เป็นรอบๆ)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ค่าสิทธิที่จ่ายให้นิติบุคคลไทยมักมีอัตราหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะที่แตกต่างจากค่าบริการทั่วไป และหากผู้รับเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย จะมีการหักภาษีตามมาตรา 70 ในอัตราที่อาจแตกต่างกันไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนออกเอกสารทุกครั้ง เพราะการระบุประเภทเงินได้ผิดอาจทำให้หักภาษีผิดอัตราทั้งก้อน
รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ คือ "ค่าบริการ" ในทางภาษี
ในทางกลับกัน หากลูกค้าจ้างให้เขียนโปรแกรมขึ้นใหม่ตามสเปกที่ตกลงกัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บแอปพลิเคชัน ระบบ ERP เฉพาะองค์กร หรือแอปมือถือที่ออกแบบเฉพาะเจาะจง ลักษณะนี้ถือเป็นการ
ให้บริการ (Service) ไม่ใช่การขายสิทธิ
เพราะงานที่ส่งมอบเป็นผลงานที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง แม้ลิขสิทธิ์ในโค้ดอาจตกลงกันว่าใครเป็นเจ้าของก็ตาม
- VAT: ค่าบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เสีย VAT ในอัตราเดียวกับค่าสิทธิ (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน) เพราะเป็นการให้บริการที่ทำในไทยหรือใช้ประโยชน์ในไทย
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ค่าจ้างทำของหรือค่าบริการโดยทั่วไป มักถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ต่างจากค่าสิทธิ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องตามประเภทผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) กับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนทุกครั้ง เพื่อไม่ให้หักผิดอัตราจนต้องแก้ไขย้อนหลัง
ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ SME ซอฟต์แวร์เจอบ่อย
บริษัท A พัฒนาระบบบริหารร้านอาหาร (POS) แบบสำเร็จรูป แล้วขาย License รายปีให้ร้านอาหาร 50 สาขา
พร้อมกันนั้นก็รับจ้างพัฒนาโมดูลเฉพาะเพิ่มเติมให้ลูกค้ารายหนึ่งที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบบัญชีภายในของตัวเอง
ในกรณีนี้ บริษัท A ต้องแยกสัญญาและใบแจ้งหนี้เป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือ (1) ค่า License รายปีของระบบ POS สำเร็จรูป และ (2) ค่าบริการพัฒนาโมดูลเฉพาะ แม้ VAT
จะเก็บในอัตราเดียวกันทั้งสองรายการ แต่ลูกค้าผู้จ่ายเงินอาจต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายคนละอัตราและระบุประเภทเงินได้คนละแบบใน 50 ทวิ หากบริษัท A ไม่แยกให้ชัด ลูกค้าอาจหักภาษีผิดอัตราไปทั้งก้อน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาตอนกระทบยอดภาษีปลายปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจซอฟต์แวร์
- รวมค่าไลเซนส์กับค่าบริการในบิลเดียวโดยไม่แยกรายการ ทำให้ทั้งบริษัทและลูกค้าสับสนว่าควรหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราใด
- ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุชัดว่างานส่วนใดเป็นการขายสิทธิ ส่วนใดเป็นบริการ ทำให้เมื่อถูกตรวจสอบภาษี ไม่มีหลักฐานยืนยันเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา
- ลืมพิจารณาว่าลูกค้าอยู่ต่างประเทศหรือในประเทศ เพราะกรณีขายซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าต่างประเทศอาจเข้าเงื่อนไข VAT อัตรา 0% สำหรับบริการที่ใช้ประโยชน์นอกประเทศ ซึ่งต้องพิสูจน์ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดอย่างเคร่งครัด
- ไม่ปรับปรุงสัญญา Subscription ให้สอดคล้องกับรูปแบบเงินได้ เช่น SaaS แบบรายเดือนที่รวมทั้งสิทธิใช้งานและบริการอัปเดตระบบ ควรตกลงกับผู้เชี่ยวชาญภาษีว่าจะจัดประเภทเงินได้อย่างไรให้สอดคล้องกับลักษณะการให้บริการจริง
- คิดว่า VAT กับภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่จริงเป็นภาษีคนละฐาน คนละกฎเกณฑ์ การเข้าใจผิดจุดนี้มักนำไปสู่การยื่นแบบผิดทั้งภ.พ.30 และภ.ง.ด.
แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ธุรกิจซอฟต์แวร์
สิ่งแรกที่ควรทำคือแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาขายไลเซนส์ สัญญาจ้างพัฒนา หรือสัญญาบริการบำรุงรักษา แต่ละฉบับควรระบุขอบเขตงาน มูลค่า
และลักษณะการส่งมอบให้ชัดเจน
เพื่อให้ฝ่ายบัญชีสามารถออกใบกำกับภาษีแยกรายการได้ถูกต้อง และลูกค้าสามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้องตรงกับประเภทเงินได้
สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ผสมทั้งไลเซนส์และบริการ แนะนำให้ตั้งรหัสบัญชีแยกตามประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้รายงานผลประกอบการและการยื่นภาษีทำได้ง่ายและถูกต้อง และที่สำคัญที่สุดคือ
เมื่อไม่แน่ใจว่าธุรกรรมใดควรจัดเป็นค่าสิทธิหรือค่าบริการ
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงก่อนออกเอกสาร เพราะการแก้ไขย้อนหลังมักมีต้นทุนสูงกว่าการวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกมาก
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| ทำไมต้องแยกให้ชัดระหว่างไลเซนส์กับบริการพัฒนา | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ คือ "ค่าสิทธิ" ในทางภาษี | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ คือ "ค่าบริการ" ในทางภาษี | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์กับรับจ้างพัฒนา ต้องเสีย VAT ต่างกันไหม
โดยหลักการทั้งสองแบบถือเป็นการให้บริการและเสีย VAT ในอัตราเดียวกัน แต่ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรทุกครั้ง เพราะพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดอัตรา VAT
มีการต่ออายุเป็นรอบและอาจเปลี่ยนแปลงได้
ทำไมค่าไลเซนส์กับค่าบริการพัฒนาต้องแยกใบแจ้งหนี้
เพราะทั้งสองรายการอาจเข้าเกณฑ์ประเภทเงินได้และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน หากรวมในบิลเดียวลูกค้าอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตราหรือระบุประเภทเงินได้ผิดในหนังสือรับรอง 50
ทวิ ทำให้เกิดปัญหาตอนกระทบยอดภาษี
ขายซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าต่างประเทศต้องเสีย VAT ไหม
หากเข้าเงื่อนไขการให้บริการที่ใช้ประโยชน์นอกประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด อาจได้รับสิทธิ VAT อัตรา 0% แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันการใช้บริการในต่างประเทศครบถ้วน
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบเงื่อนไขก่อนดำเนินการ
ธุรกิจ SaaS แบบ Subscription รายเดือนควรจัดประเภทเงินได้อย่างไร
ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบริการว่ามีองค์ประกอบใดเป็นหลัก หากเน้นให้สิทธิใช้งานระบบเป็นหลักมักเข้าลักษณะค่าสิทธิ แต่หากรวมบริการดูแล อัปเดต และซัพพอร์ตอย่างต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ
อาจต้องพิจารณาแยกส่วนหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะสม
ถ้าจัดประเภทเงินได้ผิด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
อาจทำให้หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตรา ยื่นแบบภาษีผิดประเภท และเมื่อถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังอาจต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
จึงควรตรวจสอบสัญญาและลักษณะงานจริงก่อนออกเอกสารทุกครั้ง
ควรเก็บเอกสารอะไรไว้ยืนยันประเภทเงินได้
ควรเก็บสัญญาที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน ใบเสนอราคาที่แยกรายการไลเซนส์และบริการ ใบกำกับภาษี และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายที่ตรงกับประเภทเงินได้ในสัญญา เพื่อใช้ยืนยันหากถูกตรวจสอบ
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน