บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่กำลังวางแผนซื้อซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลเข้าบริษัท

และอยากรู้ว่ารายจ่ายก้อนนี้จะช่วยประหยัดภาษีได้มากแค่ไหนภายใต้มาตรการ SME Digital Transformation

คุณจะได้รู้ว่าธุรกิจแบบไหนมีสิทธิ์ใช้สิทธิ์หักรายจ่าย 2 เท่า รายจ่ายประเภทใดเข้าเกณฑ์ (และประเภทใดที่กฎหมายยกเว้นไว้) เพดาน 300,000 บาทคำนวณอย่างไร

พร้อมตัวอย่างการคำนวณและเอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นภาษีปลายปีเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์

สารบัญบทความ
  1. มาตรการ SME Digital Transformation คืออะไร และใครมีสิทธิ์ใช้
  2. รายจ่ายอะไรเข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า และเพดาน 300,000 บาทคำนวณอย่างไร
  3. ตัวอย่างคำนวณประหยัดภาษีจากการลงทุนดิจิทัล
  4. เอกสารและขั้นตอนที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ภ.ง.ด.50
  5. ข้อผิดพลาดที่มักทำให้เสียสิทธิ์หรือถูกสรรพากรปฏิเสธ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

มาตรการ SME Digital Transformation คืออะไร และใครมีสิทธิ์ใช้

มาตรการนี้คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีกำหนดระยะเวลาชัดเจน ไม่ใช่สิทธิ์ถาวร ให้ผู้ประกอบการ SME

นำรายจ่ายจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง (คือรายจ่ายตามจริง 1

เท่าที่หักได้อยู่แล้วตามปกติ บวกสิทธิ์หักเพิ่มอีก 1 เท่า) ออกตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 802) พ.ศ. 2569

ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

โดยให้สิทธิ์เฉพาะรายจ่ายที่จ่ายไประหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2570 เพื่อจูงใจให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลเร็วขึ้น

เจ้าของกิจการจึงควรวางแผนการลงทุนให้อยู่ในกรอบเวลานี้

เพราะเมื่อพ้นกำหนดแล้วสิทธิ์นี้จะสิ้นสุดลง เว้นแต่ภาครัฐจะออกมาตรการต่ออายุเพิ่มเติมในอนาคต

นิติบุคคลที่จะใช้สิทธิ์นี้ได้ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติครบทุกข้อดังนี้

  • ทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิ์ ไม่เกิน 5,000,000 บาท
  • รายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นไม่เกิน 30,000,000 บาท
  • ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับรายจ่ายรายการเดียวกัน กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบเงื่อนไขนี้ให้ชัดเจนก่อนใช้สิทธิ์ควบคู่กัน

เกณฑ์ทุนชำระแล้วและรายได้นี้เป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้กำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME (ยกเว้นกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก เสีย 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 ถึง

3,000,000 บาท และเสีย 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท)

ดังนั้นธุรกิจที่เข้าเกณฑ์อัตราภาษี SME อยู่แล้วส่วนใหญ่จะมีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ควบคู่กันไปด้วย เว้นแต่จะติดเงื่อนไขเรื่องสิทธิ BOI/EEC ข้างต้น

แต่ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบตัวเลขทุนชำระแล้วและรายได้จริง ณ วันปิดบัญชีทุกปี

เพราะสิทธิ์นี้พิจารณาเป็นรายปี ปีใดตัวเลขเกินเกณฑ์ก็จะไม่มีสิทธิ์ในปีนั้น

รายจ่ายอะไรเข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า และเพดาน 300,000 บาทคำนวณอย่างไร

จุดสำคัญของมาตรการนี้คือรายจ่ายที่จะนำมาใช้สิทธิ์ต้องเป็นการซื้อ ว่าจ้างทำ หรือใช้บริการจาก

ผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เท่านั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก

  • ซอฟต์แวร์ (Software) เช่น โปรแกรมบัญชี ระบบ ERP ระบบ POS หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กรที่ขึ้นทะเบียนกับ depa
  • ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware / Smart Device) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบดิจิทัลโดยตรงและขึ้นทะเบียนกับ depa เช่น อุปกรณ์ POS เครื่องสแกนบาร์โค้ด หรือเซนเซอร์ IoT — ทั้งนี้ไม่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กสำหรับใช้งานทั่วไป ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ ไม่เข้าเกณฑ์หัก 2 เท่าไม่ว่าจะซื้อจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa หรือไม่ก็ตาม
  • บริการดิจิทัล (Digital Services) เช่น บริการระบบคลาวด์ (Cloud Service) บริการวิเคราะห์ข้อมูล หรือบริการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนกับ depa

ส่วนเพดานสิทธิ์ 300,000 บาท หมายถึง หักเพิ่มได้อีก 1 เท่า เฉพาะรายจ่ายจริงที่เข้าเกณฑ์ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อรอบระยะเวลาบัญชี

หากบริษัทมีรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์รวมมากกว่า 300,000 บาทในปีนั้น ส่วนที่เกินยังหักได้ตามจริง 1

เท่าตามหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่จะไม่ได้รับสิทธิ์คูณ 2 เพิ่มอีก และหากรายจ่ายรายการใดต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และคิดค่าเสื่อมราคาตามหลักบัญชี

จังหวะการใช้สิทธิ์หักเพิ่มอาจต้องเป็นไปตามรอบการรับรู้รายจ่ายของสินทรัพย์นั้น

ไม่ใช่หักเต็มจำนวนได้ทันทีเสมอไป จึงควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบวิธีบันทึกบัญชีของแต่ละรายการก่อนสรุปตัวเลข

หัวข้อรายละเอียด
ระยะเวลามาตรการรายจ่ายที่จ่ายระหว่าง 24 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2570
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทุนชำระแล้ว ≤ 5 ล้านบาท รายได้ ≤ 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี และไม่ใช้สิทธิ BOI/EEC ซ้ำซ้อนกับรายจ่ายเดียวกัน
รายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์/อุปกรณ์อัจฉริยะ บริการดิจิทัล จากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa (ไม่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป)
สิทธิ์หักรายจ่าย2 เท่าของที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนไม่เกิน 300,000 บาทต่อรอบบัญชี
เอกสารหลักฐานใบกำกับภาษี หลักฐานการชำระเงิน และหลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ของสินค้า/บริการที่ซื้อ
แบบภาษีที่ใช้ยื่นภ.ง.ด.50 (ปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษีตอนสิ้นรอบบัญชี)

ตัวอย่างคำนวณประหยัดภาษีจากการลงทุนดิจิทัล

สมมติบริษัท SME แห่งหนึ่ง (ทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท รายได้ปีนั้น 18 ล้านบาท ไม่ได้รับการส่งเสริม BOI) ลงทุนระบบดิจิทัลในรอบบัญชีปี 2569 (อยู่ในช่วงเวลาที่มาตรการมีผลบังคับใช้ คือ

24 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2570) รวม 3

รายการจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa ทั้งหมด

  • ระบบ ERP/คลาวด์บัญชี (ค่าสมัครใช้บริการรายปี) 180,000 บาท
  • อุปกรณ์ POS และเครื่องสแกนบาร์โค้ดที่ขึ้นทะเบียนกับ depa (ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป) 90,000 บาท
  • บริการวิเคราะห์ข้อมูลรายเดือน (Digital Service) 30,000 บาท

รวมรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ทั้งปี 300,000 บาทพอดี ซึ่งเท่ากับเพดานสิทธิ์ (บริษัทนี้ไม่ได้นำค่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ซื้อให้พนักงานใช้งานทั่วไปมารวมคำนวณ

เพราะไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย) บริษัทจึงหักได้ดังนี้

  • รายจ่ายตามจริง (1 เท่า): บันทึกในบัญชีตามปกติ 300,000 บาท
  • สิทธิ์หักเพิ่มทางภาษี (อีก 1 เท่า): ปรับปรุงเพิ่มในแบบ ภ.ง.ด.50 อีก 300,000 บาท รวมหักได้ทางภาษีทั้งสิ้น 600,000 บาท
  • ผลประหยัดภาษี: หากกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ในช่วงที่เสียภาษีอัตรา 15% (กำไรสุทธิ 300,001–3,000,000 บาทตามเกณฑ์ SME) รายจ่ายส่วนเพิ่ม 300,000 บาทจะช่วยประหยัดภาษีได้ประมาณ 45,000 บาท (300,000 × 15%)

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบความเข้าใจ จำนวนภาษีที่ประหยัดได้จริงขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและอัตราภาษีของแต่ละบริษัทในปีนั้น รวมถึงลักษณะการบันทึกบัญชีของแต่ละรายการ

(รายจ่ายที่ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และคิดค่าเสื่อมราคาอาจต้องทยอยใช้สิทธิ์ตามรอบบัญชีแทนการหักเต็มจำนวนในปีเดียว) จึงควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณให้ตรงกับข้อมูลจริงของกิจการ

เอกสารและขั้นตอนที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ภ.ง.ด.50

เพราะสิทธิ์หัก 2 เท่านี้เป็นการปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษี (ไม่ปรากฏในบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินตามปกติ)

เจ้าของกิจการจึงต้องเก็บเอกสารให้ครบเพื่อรองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร

  • ตรวจสอบรายชื่อผู้ขาย/สินค้าในบัญชีบริการดิจิทัลของ depa ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อยืนยันว่าสินค้าหรือบริการนั้นขึ้นทะเบียนจริงและยังอยู่ในช่วงเวลาที่มาตรการมีผล
  • ใบกำกับภาษีเต็มรูป จากผู้ขายซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลทุกรายการที่จะใช้สิทธิ์
  • หลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ของสินค้า/บริการนั้น ๆ เช่น เลขที่ขึ้นทะเบียนหรือเอกสารยืนยันจากผู้ขาย (ควรขอให้ผู้ขายระบุไว้ในสัญญาหรือใบเสนอราคาด้วย)
  • หลักฐานการชำระเงิน เช่น สลิปโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน ที่ตรงกับใบกำกับภาษี
  • สัญญาซื้อขายหรือสัญญาบริการ ที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน โดยเฉพาะกรณีบริการดิจิทัลที่จ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี
  • รายงานสรุปรายจ่ายดิจิทัล แยกเป็นหมวดหมู่ และแยกรายการที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป (ไม่เข้าเกณฑ์) ออกจากฮาร์ดแวร์ที่ขึ้นทะเบียน เพื่อให้ผู้ทำบัญชีใช้อ้างอิงตอนปรับปรุงกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด.50

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบและแยกรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ออกจากรายจ่ายอื่นตั้งแต่ต้นปี แทนที่จะรวบรวมมาสรุปตอนปิดงบปลายปี

เพราะบางกรณีต้องขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ขายซึ่งใช้เวลาประสานงาน

และควรตรวจสอบด้วยว่ากิจการมีเงื่อนไขอื่นที่อาจทำให้เสียสิทธิ์ เช่น การได้รับส่งเสริม BOI ในกิจการเดียวกันหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่มักทำให้เสียสิทธิ์หรือถูกสรรพากรปฏิเสธ

จากประสบการณ์ให้คำปรึกษา SME ที่ต้องการใช้สิทธิ์นี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้

  • ซื้อจากผู้ขายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ depa แม้สินค้าจะเป็นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ดิจิทัลจริง แต่ถ้าผู้ขายหรือสินค้านั้นไม่มีสถานะขึ้นทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด จะไม่เข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า
  • รวมค่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปเข้าไปในรายจ่ายที่ขอใช้สิทธิ์ เช่น เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กสำหรับพนักงานใช้งานทั่วไป ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ ไม่ว่าจะซื้อจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa หรือไม่ก็ตาม
  • ไม่ตรวจสอบทุนชำระแล้วและรายได้ก่อนใช้สิทธิ์ บางบริษัทมีรายได้โตขึ้นจนเกิน 30 ล้านบาทในปีนั้นแต่ยังใช้สิทธิ์ตามความเข้าใจเดิม ทำให้ต้องปรับปรุงย้อนหลังเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขการรับสิทธิ BOI/EEC ซ้ำซ้อน กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วอาจไม่มีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ควบคู่กันสำหรับรายจ่ายรายการเดียวกัน ควรให้ที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบก่อนวางแผน
  • ไม่เก็บหลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ของสินค้า/บริการที่ซื้อไว้เป็นหลักฐาน ทำให้เมื่อสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง ไม่สามารถพิสูจน์คุณสมบัติของรายจ่ายนั้นได้

มาตรการ SME Digital Transformation เป็นโอกาสที่ดีสำหรับ SME ที่วางแผนจะลงทุนระบบดิจิทัลในช่วงปี 2568-2570 อยู่แล้ว

เพราะช่วยลดภาระภาษีได้จริงโดยไม่ต้องเปลี่ยนแผนการลงทุนเดิมมากนัก เพียงแต่ต้องวางแผนเรื่องผู้ขาย ประเภทรายจ่าย

และเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ใช้สิทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและไม่มีปัญหาตอนตรวจสอบภาษี

ทั้งนี้เงื่อนไขและรายละเอียดปลีกย่อยอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรหรือ depa ได้ในภายหลัง

จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สิทธิ์ทุกครั้ง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง SME Digital Transformation หักภาษี 2 เท่า สูงสุด 300,000 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจแบบไหนมีสิทธิ์ใช้มาตรการหักภาษี 2 เท่านี้บ้าง

ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30,000,000 บาท

และต้องไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย BOI หรือ EEC

สำหรับรายจ่ายรายการเดียวกัน หากทุนหรือรายได้เกินเกณฑ์ในปีใด จะไม่มีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ในปีนั้น ทั้งนี้สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะรายจ่ายที่จ่ายระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึง 31

ธันวาคม 2570 เท่านั้น

เพดาน 300,000 บาท นับต่อปีหรือต่อรายการ

นับเป็นยอดรวมรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดที่จ่ายจริงต่อรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ใช่ต่อใบแจ้งหนี้หรือต่อรายการ หากรวมกันเกิน 300,000 บาทในปีนั้น ส่วนที่เกินยังหักได้ตามจริง 1

เท่าตามปกติ แต่จะไม่ได้รับสิทธิ์คูณ 2 เพิ่มอีก

ซื้อฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์จากร้านทั่วไปที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ depa ใช้สิทธิ์นี้ได้ไหม

ไม่ได้ เงื่อนไขสำคัญของมาตรการนี้คือต้องซื้อ ว่าจ้างทำ หรือใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เท่านั้น

นอกจากนี้กฎหมายยังยกเว้นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น

เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กสำหรับใช้งานทั่วไป ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า แม้จะซื้อจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa ก็ตาม ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ขาย/สินค้าในบัญชีของ depa

หรือขอหลักฐานการขึ้นทะเบียนจากผู้ขายไว้ก่อนตัดสินใจซื้อ

ถ้าไม่แน่ใจว่ารายจ่ายรายการใดเข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า ควรทำอย่างไร

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนบันทึกบัญชี เพื่อแยกรายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ 2 เท่าออกจากรายจ่ายดิจิทัลทั่วไปหรือรายการที่กฎหมายยกเว้น และรวบรวมใบกำกับภาษี

หลักฐานการชำระเงิน และหลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ให้ครบก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้