บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่กำลังวางแผนซื้อซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลเข้าบริษัท
และอยากรู้ว่ารายจ่ายก้อนนี้จะช่วยประหยัดภาษีได้มากแค่ไหนภายใต้มาตรการ SME Digital Transformation
คุณจะได้รู้ว่าธุรกิจแบบไหนมีสิทธิ์ใช้สิทธิ์หักรายจ่าย 2 เท่า รายจ่ายประเภทใดเข้าเกณฑ์ (และประเภทใดที่กฎหมายยกเว้นไว้) เพดาน 300,000 บาทคำนวณอย่างไร
พร้อมตัวอย่างการคำนวณและเอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นภาษีปลายปีเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์
สารบัญบทความ
- มาตรการ SME Digital Transformation คืออะไร และใครมีสิทธิ์ใช้
- รายจ่ายอะไรเข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า และเพดาน 300,000 บาทคำนวณอย่างไร
- ตัวอย่างคำนวณประหยัดภาษีจากการลงทุนดิจิทัล
- เอกสารและขั้นตอนที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ภ.ง.ด.50
- ข้อผิดพลาดที่มักทำให้เสียสิทธิ์หรือถูกสรรพากรปฏิเสธ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
มาตรการ SME Digital Transformation คืออะไร และใครมีสิทธิ์ใช้
มาตรการนี้คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีกำหนดระยะเวลาชัดเจน ไม่ใช่สิทธิ์ถาวร ให้ผู้ประกอบการ SME
นำรายจ่ายจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง (คือรายจ่ายตามจริง 1
เท่าที่หักได้อยู่แล้วตามปกติ บวกสิทธิ์หักเพิ่มอีก 1 เท่า) ออกตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 802) พ.ศ. 2569
ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
โดยให้สิทธิ์เฉพาะรายจ่ายที่จ่ายไประหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2570 เพื่อจูงใจให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลเร็วขึ้น
เจ้าของกิจการจึงควรวางแผนการลงทุนให้อยู่ในกรอบเวลานี้
เพราะเมื่อพ้นกำหนดแล้วสิทธิ์นี้จะสิ้นสุดลง เว้นแต่ภาครัฐจะออกมาตรการต่ออายุเพิ่มเติมในอนาคต
นิติบุคคลที่จะใช้สิทธิ์นี้ได้ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติครบทุกข้อดังนี้
- ทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิ์ ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- รายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นไม่เกิน 30,000,000 บาท
- ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับรายจ่ายรายการเดียวกัน กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบเงื่อนไขนี้ให้ชัดเจนก่อนใช้สิทธิ์ควบคู่กัน
เกณฑ์ทุนชำระแล้วและรายได้นี้เป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้กำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME (ยกเว้นกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก เสีย 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 ถึง
3,000,000 บาท และเสีย 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท)
ดังนั้นธุรกิจที่เข้าเกณฑ์อัตราภาษี SME อยู่แล้วส่วนใหญ่จะมีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ควบคู่กันไปด้วย เว้นแต่จะติดเงื่อนไขเรื่องสิทธิ BOI/EEC ข้างต้น
แต่ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบตัวเลขทุนชำระแล้วและรายได้จริง ณ วันปิดบัญชีทุกปี
เพราะสิทธิ์นี้พิจารณาเป็นรายปี ปีใดตัวเลขเกินเกณฑ์ก็จะไม่มีสิทธิ์ในปีนั้น
รายจ่ายอะไรเข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า และเพดาน 300,000 บาทคำนวณอย่างไร
จุดสำคัญของมาตรการนี้คือรายจ่ายที่จะนำมาใช้สิทธิ์ต้องเป็นการซื้อ ว่าจ้างทำ หรือใช้บริการจาก
ผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เท่านั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก
- ซอฟต์แวร์ (Software) เช่น โปรแกรมบัญชี ระบบ ERP ระบบ POS หรือซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กรที่ขึ้นทะเบียนกับ depa
- ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware / Smart Device) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบดิจิทัลโดยตรงและขึ้นทะเบียนกับ depa เช่น อุปกรณ์ POS เครื่องสแกนบาร์โค้ด หรือเซนเซอร์ IoT — ทั้งนี้ไม่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กสำหรับใช้งานทั่วไป ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ ไม่เข้าเกณฑ์หัก 2 เท่าไม่ว่าจะซื้อจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa หรือไม่ก็ตาม
- บริการดิจิทัล (Digital Services) เช่น บริการระบบคลาวด์ (Cloud Service) บริการวิเคราะห์ข้อมูล หรือบริการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนกับ depa
ส่วนเพดานสิทธิ์ 300,000 บาท หมายถึง หักเพิ่มได้อีก 1 เท่า เฉพาะรายจ่ายจริงที่เข้าเกณฑ์ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อรอบระยะเวลาบัญชี
หากบริษัทมีรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์รวมมากกว่า 300,000 บาทในปีนั้น ส่วนที่เกินยังหักได้ตามจริง 1
เท่าตามหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่จะไม่ได้รับสิทธิ์คูณ 2 เพิ่มอีก และหากรายจ่ายรายการใดต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และคิดค่าเสื่อมราคาตามหลักบัญชี
จังหวะการใช้สิทธิ์หักเพิ่มอาจต้องเป็นไปตามรอบการรับรู้รายจ่ายของสินทรัพย์นั้น
ไม่ใช่หักเต็มจำนวนได้ทันทีเสมอไป จึงควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบวิธีบันทึกบัญชีของแต่ละรายการก่อนสรุปตัวเลข
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ระยะเวลามาตรการ | รายจ่ายที่จ่ายระหว่าง 24 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2570 |
| คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ | บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทุนชำระแล้ว ≤ 5 ล้านบาท รายได้ ≤ 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี และไม่ใช้สิทธิ BOI/EEC ซ้ำซ้อนกับรายจ่ายเดียวกัน |
| รายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ | ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์/อุปกรณ์อัจฉริยะ บริการดิจิทัล จากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa (ไม่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป) |
| สิทธิ์หักรายจ่าย | 2 เท่าของที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนไม่เกิน 300,000 บาทต่อรอบบัญชี |
| เอกสารหลักฐาน | ใบกำกับภาษี หลักฐานการชำระเงิน และหลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ของสินค้า/บริการที่ซื้อ |
| แบบภาษีที่ใช้ยื่น | ภ.ง.ด.50 (ปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษีตอนสิ้นรอบบัญชี) |
ตัวอย่างคำนวณประหยัดภาษีจากการลงทุนดิจิทัล
สมมติบริษัท SME แห่งหนึ่ง (ทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท รายได้ปีนั้น 18 ล้านบาท ไม่ได้รับการส่งเสริม BOI) ลงทุนระบบดิจิทัลในรอบบัญชีปี 2569 (อยู่ในช่วงเวลาที่มาตรการมีผลบังคับใช้ คือ
24 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2570) รวม 3
รายการจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa ทั้งหมด
- ระบบ ERP/คลาวด์บัญชี (ค่าสมัครใช้บริการรายปี) 180,000 บาท
- อุปกรณ์ POS และเครื่องสแกนบาร์โค้ดที่ขึ้นทะเบียนกับ depa (ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป) 90,000 บาท
- บริการวิเคราะห์ข้อมูลรายเดือน (Digital Service) 30,000 บาท
รวมรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ทั้งปี 300,000 บาทพอดี ซึ่งเท่ากับเพดานสิทธิ์ (บริษัทนี้ไม่ได้นำค่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ซื้อให้พนักงานใช้งานทั่วไปมารวมคำนวณ
เพราะไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย) บริษัทจึงหักได้ดังนี้
- รายจ่ายตามจริง (1 เท่า): บันทึกในบัญชีตามปกติ 300,000 บาท
- สิทธิ์หักเพิ่มทางภาษี (อีก 1 เท่า): ปรับปรุงเพิ่มในแบบ ภ.ง.ด.50 อีก 300,000 บาท รวมหักได้ทางภาษีทั้งสิ้น 600,000 บาท
- ผลประหยัดภาษี: หากกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ในช่วงที่เสียภาษีอัตรา 15% (กำไรสุทธิ 300,001–3,000,000 บาทตามเกณฑ์ SME) รายจ่ายส่วนเพิ่ม 300,000 บาทจะช่วยประหยัดภาษีได้ประมาณ 45,000 บาท (300,000 × 15%)
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบความเข้าใจ จำนวนภาษีที่ประหยัดได้จริงขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและอัตราภาษีของแต่ละบริษัทในปีนั้น รวมถึงลักษณะการบันทึกบัญชีของแต่ละรายการ
(รายจ่ายที่ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และคิดค่าเสื่อมราคาอาจต้องทยอยใช้สิทธิ์ตามรอบบัญชีแทนการหักเต็มจำนวนในปีเดียว) จึงควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณให้ตรงกับข้อมูลจริงของกิจการ
เอกสารและขั้นตอนที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ภ.ง.ด.50
เพราะสิทธิ์หัก 2 เท่านี้เป็นการปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษี (ไม่ปรากฏในบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินตามปกติ)
เจ้าของกิจการจึงต้องเก็บเอกสารให้ครบเพื่อรองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
- ตรวจสอบรายชื่อผู้ขาย/สินค้าในบัญชีบริการดิจิทัลของ depa ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อยืนยันว่าสินค้าหรือบริการนั้นขึ้นทะเบียนจริงและยังอยู่ในช่วงเวลาที่มาตรการมีผล
- ใบกำกับภาษีเต็มรูป จากผู้ขายซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการดิจิทัลทุกรายการที่จะใช้สิทธิ์
- หลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ของสินค้า/บริการนั้น ๆ เช่น เลขที่ขึ้นทะเบียนหรือเอกสารยืนยันจากผู้ขาย (ควรขอให้ผู้ขายระบุไว้ในสัญญาหรือใบเสนอราคาด้วย)
- หลักฐานการชำระเงิน เช่น สลิปโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน ที่ตรงกับใบกำกับภาษี
- สัญญาซื้อขายหรือสัญญาบริการ ที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน โดยเฉพาะกรณีบริการดิจิทัลที่จ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี
- รายงานสรุปรายจ่ายดิจิทัล แยกเป็นหมวดหมู่ และแยกรายการที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป (ไม่เข้าเกณฑ์) ออกจากฮาร์ดแวร์ที่ขึ้นทะเบียน เพื่อให้ผู้ทำบัญชีใช้อ้างอิงตอนปรับปรุงกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด.50
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบและแยกรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ออกจากรายจ่ายอื่นตั้งแต่ต้นปี แทนที่จะรวบรวมมาสรุปตอนปิดงบปลายปี
เพราะบางกรณีต้องขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ขายซึ่งใช้เวลาประสานงาน
และควรตรวจสอบด้วยว่ากิจการมีเงื่อนไขอื่นที่อาจทำให้เสียสิทธิ์ เช่น การได้รับส่งเสริม BOI ในกิจการเดียวกันหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่มักทำให้เสียสิทธิ์หรือถูกสรรพากรปฏิเสธ
จากประสบการณ์ให้คำปรึกษา SME ที่ต้องการใช้สิทธิ์นี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้
- ซื้อจากผู้ขายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ depa แม้สินค้าจะเป็นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ดิจิทัลจริง แต่ถ้าผู้ขายหรือสินค้านั้นไม่มีสถานะขึ้นทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด จะไม่เข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า
- รวมค่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปเข้าไปในรายจ่ายที่ขอใช้สิทธิ์ เช่น เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กสำหรับพนักงานใช้งานทั่วไป ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ ไม่ว่าจะซื้อจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa หรือไม่ก็ตาม
- ไม่ตรวจสอบทุนชำระแล้วและรายได้ก่อนใช้สิทธิ์ บางบริษัทมีรายได้โตขึ้นจนเกิน 30 ล้านบาทในปีนั้นแต่ยังใช้สิทธิ์ตามความเข้าใจเดิม ทำให้ต้องปรับปรุงย้อนหลังเมื่อถูกตรวจสอบ
- ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขการรับสิทธิ BOI/EEC ซ้ำซ้อน กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วอาจไม่มีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ควบคู่กันสำหรับรายจ่ายรายการเดียวกัน ควรให้ที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบก่อนวางแผน
- ไม่เก็บหลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ของสินค้า/บริการที่ซื้อไว้เป็นหลักฐาน ทำให้เมื่อสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง ไม่สามารถพิสูจน์คุณสมบัติของรายจ่ายนั้นได้
มาตรการ SME Digital Transformation เป็นโอกาสที่ดีสำหรับ SME ที่วางแผนจะลงทุนระบบดิจิทัลในช่วงปี 2568-2570 อยู่แล้ว
เพราะช่วยลดภาระภาษีได้จริงโดยไม่ต้องเปลี่ยนแผนการลงทุนเดิมมากนัก เพียงแต่ต้องวางแผนเรื่องผู้ขาย ประเภทรายจ่าย
และเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ใช้สิทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและไม่มีปัญหาตอนตรวจสอบภาษี
ทั้งนี้เงื่อนไขและรายละเอียดปลีกย่อยอาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรหรือ depa ได้ในภายหลัง
จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สิทธิ์ทุกครั้ง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง SME Digital Transformation หักภาษี 2 เท่า สูงสุด 300,000 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจแบบไหนมีสิทธิ์ใช้มาตรการหักภาษี 2 เท่านี้บ้าง
ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30,000,000 บาท
และต้องไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย BOI หรือ EEC
สำหรับรายจ่ายรายการเดียวกัน หากทุนหรือรายได้เกินเกณฑ์ในปีใด จะไม่มีสิทธิ์ใช้มาตรการนี้ในปีนั้น ทั้งนี้สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะรายจ่ายที่จ่ายระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึง 31
ธันวาคม 2570 เท่านั้น
เพดาน 300,000 บาท นับต่อปีหรือต่อรายการ
นับเป็นยอดรวมรายจ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดที่จ่ายจริงต่อรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ใช่ต่อใบแจ้งหนี้หรือต่อรายการ หากรวมกันเกิน 300,000 บาทในปีนั้น ส่วนที่เกินยังหักได้ตามจริง 1
เท่าตามปกติ แต่จะไม่ได้รับสิทธิ์คูณ 2 เพิ่มอีก
ซื้อฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์จากร้านทั่วไปที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ depa ใช้สิทธิ์นี้ได้ไหม
ไม่ได้ เงื่อนไขสำคัญของมาตรการนี้คือต้องซื้อ ว่าจ้างทำ หรือใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เท่านั้น
นอกจากนี้กฎหมายยังยกเว้นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น
เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กสำหรับใช้งานทั่วไป ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า แม้จะซื้อจากผู้ขายที่ขึ้นทะเบียนกับ depa ก็ตาม ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ขาย/สินค้าในบัญชีของ depa
หรือขอหลักฐานการขึ้นทะเบียนจากผู้ขายไว้ก่อนตัดสินใจซื้อ
ถ้าไม่แน่ใจว่ารายจ่ายรายการใดเข้าเกณฑ์หัก 2 เท่า ควรทำอย่างไร
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนบันทึกบัญชี เพื่อแยกรายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ 2 เท่าออกจากรายจ่ายดิจิทัลทั่วไปหรือรายการที่กฎหมายยกเว้น และรวบรวมใบกำกับภาษี
หลักฐานการชำระเงิน และหลักฐานการขึ้นทะเบียนกับ depa ให้ครบก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50
สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้