บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น และเคยควักเงินส่วนตัวให้บริษัทกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยเพื่อเสริมสภาพคล่อง
คุณจะได้เข้าใจว่ากรณีนี้เข้าเกณฑ์การประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4)
แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ ต่างจากกรณีที่ผู้ให้กู้เป็นนิติบุคคลอย่างไร และควรเตรียมเอกสารอะไรไว้รองรับหากถูกตรวจสอบ (ข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะกรณี
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสำหรับสถานการณ์ของคุณ)
สารบัญบทความ
- "เงินกู้ยืมกรรมการ" มีสองทิศทาง ต้องแยกให้ถูกก่อนประเมินความเสี่ยง
- กรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดาให้บริษัทกู้ไม่คิดดอกเบี้ย เข้าเกณฑ์มาตรา 65 ทวิ (4) หรือไม่
- ข้อยกเว้นสำคัญ: ผู้ถือหุ้นที่เป็น "นิติบุคคล" ให้กู้ ความเสี่ยงเปลี่ยนทันที
- เอกสารที่ควรมีให้ครบ แม้ไม่เข้าเกณฑ์ประเมินดอกเบี้ยย้อนหลัง
- ถ้ากรรมการอยากเริ่มคิดดอกเบี้ยจริงในอนาคต ต้องจัดการภาษีอย่างไร
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
"เงินกู้ยืมกรรมการ" มีสองทิศทาง ต้องแยกให้ถูกก่อนประเมินความเสี่ยง
"เงินกู้ยืมกรรมการ" ในงบการเงินของ SME ไทย มีสองทิศทางที่ความเสี่ยงภาษีต่างกันโดยสิ้นเชิง ทิศทางแรกคือกรรมการดึงเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว ทำให้บริษัทเป็นผู้ให้กู้
(บันทึกเป็น "ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ" ฝั่งสินทรัพย์)
ทิศทางที่สองคือกรรมการหรือผู้ถือหุ้นนำเงินส่วนตัวมาให้บริษัทกู้ยืมเสริมสภาพคล่อง ทำให้บริษัทเป็นผู้กู้ (บันทึกเป็น "เจ้าหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ" ฝั่งหนี้สิน)
บทความนี้เจาะทิศทางที่สอง
คือกรรมการหรือผู้ถือหุ้นให้บริษัทกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย
หัวใจของเรื่องนี้คือมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการคำนวณกำไรสุทธิของ "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" กำหนดว่า
หากกิจการให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายได้ของฝ่ายที่ให้กู้ มาตรานี้เล็งเป้าไปที่ผู้ให้กู้ที่ต้องคำนวณกำไรสุทธิแบบนิติบุคคลเป็นหลัก
ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดว่ากรณีกรรมการให้บริษัทกู้จะเข้าเกณฑ์นี้หรือไม่
กรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดาให้บริษัทกู้ไม่คิดดอกเบี้ย เข้าเกณฑ์มาตรา 65 ทวิ (4) หรือไม่
คำตอบตามหลักกฎหมายคือ โดยทั่วไปไม่เข้าเกณฑ์ที่จะถูกประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรก บริษัทในธุรกรรมนี้มีสถานะเป็น "ผู้กู้" ไม่ใช่
"ผู้ให้กู้"
จึงไม่มีรายได้ดอกเบี้ยที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทเลย ข้อสอง มาตรา 65 ทวิ (4) อยู่ในหมวดว่าด้วยการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
จึงเป็นเงื่อนไขที่ใช้ปรับปรุงกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่านั้น
เมื่อฝ่ายที่ให้กู้คือกรรมการซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคลที่ต้องคำนวณกำไรสุทธิตามหมวดภาษีเงินได้นิติบุคคล
จึงไม่มีฐานให้เจ้าพนักงานประเมินดอกเบี้ยรับสมมุติเข้าไปในรายได้ของกรรมการคนนั้น
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ากรรมการหรือผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาให้บริษัทกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยเลย โดยหลักการแล้วไม่สร้างภาระภาษีดอกเบี้ยรับย้อนหลังให้ทั้งสองฝ่าย
เพราะไม่มีฝ่ายใดมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเกิดขึ้นจริงหรือถูกประเมินสมมุติขึ้นมา
แต่ข้อสรุปนี้ใช้เฉพาะกรณีที่ผู้ให้กู้เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น และไม่ได้แปลว่าธุรกรรมนี้ปลอดความเสี่ยงทุกด้าน ยังมีประเด็นเอกสารและการบันทึกบัญชีที่ต้องระวังตามที่จะอธิบายต่อไป
และหากกรณีของคุณมีรายละเอียดพิเศษ เช่น
มีธุรกรรมเกี่ยวโยงหลายทอด ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินเฉพาะกรณี
ข้อยกเว้นสำคัญ: ผู้ถือหุ้นที่เป็น "นิติบุคคล" ให้กู้ ความเสี่ยงเปลี่ยนทันที
สถานการณ์พลิกกลับทันทีหากผู้ถือหุ้นที่ให้บริษัทกู้ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นบริษัทอื่น เช่น บริษัทแม่ในกลุ่ม หรือบริษัทที่ถือหุ้นไขว้กันในเครือ เพราะกรณีนี้
"ผู้ให้กู้" เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
จึงต้องคำนวณกำไรสุทธิของตนเองตามมาตรา 65 ทวิ (4) เต็มรูปแบบ หากให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดเป็นรายได้ของบริษัทผู้ถือหุ้นนั้นย้อนหลังได้
แม้จะไม่เคยได้รับดอกเบี้ยจริงก็ตาม
| ลักษณะผู้ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท | เข้าเกณฑ์มาตรา 65 ทวิ (4) หรือไม่ | ความเสี่ยงหลักที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| กรรมการ/ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา | โดยหลักไม่เข้าเกณฑ์ ไม่มีการประเมินดอกเบี้ยรับสมมุติ | เอกสารสัญญา อากรแสตมป์ และการบันทึกบัญชีให้ถูกประเภท |
| บริษัทผู้ถือหุ้น/บริษัทในเครือ (นิติบุคคล) | เข้าเกณฑ์เต็มรูปแบบ ต้องมีเหตุอันสมควรรองรับ | ถูกประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม |
หากธุรกิจของคุณมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลปะปนอยู่ด้วย ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเงินที่ไหลเข้าบริษัทมาจากบุคคลธรรมดาหรือบริษัทในเครือ
เพราะเป็นตัวกำหนดว่าต้องมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงราคาตลาดและเอกสาร "เหตุอันสมควร" รองรับหรือไม่
เอกสารที่ควรมีให้ครบ แม้ไม่เข้าเกณฑ์ประเมินดอกเบี้ยย้อนหลัง
แม้เงินกู้ยืมจากกรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดาจะไม่เข้าเกณฑ์การประเมินดอกเบี้ยตามมาตรา 65 ทวิ (4) แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำเอกสาร เพราะยังปรากฏเป็นรายการหนี้สินในงบการเงิน
ซึ่งผู้สอบบัญชีหรือธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อมีสิทธิตั้งคำถามถึงที่มาของเงินได้เสมอ SME จึงควรเตรียมเอกสารต่อไปนี้ให้ครบ
- สัญญาเงินกู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุจำนวนเงิน วันที่รับเงิน เงื่อนไขชำระคืน และอัตราดอกเบี้ย (หรือระบุชัดว่าไม่คิดดอกเบี้ย)
- อากรแสตมป์บนสัญญาเงินกู้ยืม ตามลักษณะแห่งตราสาร 5 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร อัตรา 1 บาทต่อทุก 2,000 บาท (หรือเศษของ 2,000 บาท) ของวงเงินกู้ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อฉบับ โดยตามกฎหมายผู้ให้กู้ (กรรมการ/ผู้ถือหุ้น) เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรนี้ หากไม่ติดอากรให้ครบถ้วน สัญญาจะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าแล้ว (สามารถเสียอากรย้อนหลังเพื่อแก้ไขได้ แต่จะมีเงินเพิ่มตามกฎหมาย)
- มติที่ประชุมคณะกรรมการ อนุมัติการรับเงินกู้ยืมจากกรรมการ เพื่อยืนยันว่าธุรกรรมผ่านการพิจารณาถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล
- หลักฐานการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ไม่ใช่เงินสด เพื่อพิสูจน์ที่มาของเงินและวันรับเงินจริงให้ตรงกับบันทึกบัญชี
- บันทึกบัญชีแยกประเภทให้ถูกต้อง เป็น "เงินกู้ยืมกรรมการ" แยกจาก "เจ้าหนี้การค้า" เพื่อไม่ให้งบการเงินสับสนเวลาขอสินเชื่อหรือถูกตรวจสอบ
ถ้ากรรมการอยากเริ่มคิดดอกเบี้ยจริงในอนาคต ต้องจัดการภาษีอย่างไร
บางกิจการเลือกให้กรรมการคิดดอกเบี้ยจากเงินที่ให้บริษัทกู้ เพื่อให้กรรมการมีรายได้ทดแทนการดึงเงินสดออกจากบริษัทรูปแบบอื่น กรณีนี้มีภาระภาษีที่ต้องจัดการให้ถูกต้องทั้งสองฝั่ง
- ฝั่งบริษัทผู้จ่ายดอกเบี้ย: ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากดอกเบี้ยที่จ่ายให้กรรมการซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ตามเงินได้มาตรา 40(4)(ก) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 นำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเป็นวันที่ 15 หากยื่นแบบและชำระผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร)
- ดอกเบี้ยจ่ายเป็นรายจ่ายหักภาษีได้ของบริษัท หากใช้เพื่อกิจการจริงและอัตราสมเหตุสมผลเทียบตลาด แต่ถ้าสูงผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ เจ้าพนักงานประเมินอาจปฏิเสธส่วนที่เกินสมควรว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม
- ฝั่งกรรมการผู้รับดอกเบี้ย: ต้องนำดอกเบี้ยไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90) โดยภาษีที่ถูกหักไว้นำไปใช้เป็นเครดิตภาษีได้ สิทธิเลือกไม่นำดอกเบี้ยบางประเภทมารวมคำนวณ (เสียภาษีแบบ final tax) มีเงื่อนไขเฉพาะและจำกัดเฉพาะดอกเบี้ยบางประเภทตามกฎหมาย จึงไม่ควรสันนิษฐานเองว่าใช้ได้กับทุกกรณี ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือสรรพากรก่อนยื่นแบบ
ไม่ว่าจะให้บริษัทกู้ยืมแบบไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอระหว่างสิ่งที่ตกลงกันจริงกับสิ่งที่บันทึกในบัญชีและเอกสารประกอบ
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น
ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ การปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่ก่อนโอนเงินเข้าบริษัทจะช่วยลดความเสี่ยงเมื่อถูกตรวจสอบในอนาคต
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการไม่คิดดอกเบี้ย บริษัทเสี่ยงภาษีหรือไม่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดาให้บริษัทกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย ผิดกฎหมายภาษีหรือไม่
ไม่ผิด และโดยหลักไม่เข้าเกณฑ์การประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมาตรานี้อยู่ในหมวดการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ใช้ปรับปรุงกำไรสุทธิของฝ่ายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้เท่านั้น ในกรณีนี้บริษัทเป็นฝ่ายกู้ยืมเงิน ไม่ใช่ผู้ให้กู้
และกรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดาก็ไม่ได้อยู่ในบังคับของมาตรานี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม
กรณีที่มีรายละเอียดพิเศษควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะราย
ถ้าผู้ถือหุ้นที่ให้บริษัทกู้เป็นบริษัทอื่น (นิติบุคคล) ต่างจากกรณีกรรมการที่เป็นบุคคลธรรมดาอย่างไร
ต่างกันมาก เพราะบริษัทผู้ถือหุ้นที่ให้กู้จัดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จึงต้องคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (4)
หากให้กู้ไม่คิดดอกเบี้ยหรือต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดให้กับบริษัทผู้ถือหุ้นนั้นได้ แม้จะไม่เคยได้รับดอกเบี้ยจริง
แม้ไม่เข้าเกณฑ์ประเมินย้อนหลัง ยังต้องทำสัญญาเงินกู้ยืมกรรมการหรือไม่
ควรทำเสมอ สัญญาเงินกู้ยืมที่ระบุวงเงิน เงื่อนไข และกำหนดชำระคืน พร้อมติดอากรแสตมป์ตามลักษณะแห่งตราสาร 5 อัตรา 1 บาทต่อทุก 2,000 บาทของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
ผู้ให้กู้เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรตามกฎหมาย) ช่วยยืนยันที่มาของเงิน
ป้องกันความสับสนในงบการเงิน และทำให้สัญญาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลแพ่งได้ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร หากติดอากรครบถ้วน
ถ้ากรรมการอยากเริ่มคิดดอกเบี้ยจากบริษัทในอนาคต ต้องทำอย่างไร
บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 จากดอกเบี้ยที่จ่ายให้กรรมการ (บุคคลธรรมดา) ตามมาตรา 40(4)(ก) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 นำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ขยายเป็นวันที่ 15
กรณียื่นและชำระผ่านอินเทอร์เน็ต)
พร้อมให้กรรมการนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยใช้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็นเครดิต
เพราะการจดทะเบียนบริษัทเกี่ยวข้องกับทั้งเอกสาร ภาษี และบัญชีตั้งแต่วันเริ่มต้น เจ้าของธุรกิจจึงอาจพิจารณาให้ผู้ช่วยดูแลงานจดบริษัทและงานหลังจดของ A Plus Me
เข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนแรก