นักเขียนบทละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์ มักได้รับเงินสองลักษณะปนกันคือค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์เมื่อผลงานถูกนำไปใช้ซ้ำหรือขายต่อ ซึ่งเงินได้สองแบบนี้จัดอยู่คนละมาตราของประมวลรัษฎากรและมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน หากไม่แยกให้ถูกต้องอาจทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรหรือยื่นแบบผิดประเภทเงินได้

นักเขียนบทละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์ มักได้รับเงินสองลักษณะปนกันคือค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์เมื่อผลงานถูกนำไปใช้ซ้ำหรือขายต่อ ซึ่งเงินได้สองแบบนี้จัดอยู่คนละมาตราของประมวลรัษฎากรและมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน หากไม่แยกให้ถูกต้องอาจทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรหรือยื่นแบบผิดประเภทเงินได้

เงินได้ของนักเขียนบทมีกี่ลักษณะ

นักเขียนบทละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ มักมีรายได้หลักสองรูปแบบที่ต้องแยกพิจารณา คือ (1) ค่าจ้างเขียนบทตามสัญญาว่าจ้างจากค่ายละครหรือบริษัทผู้สร้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า และ (2) ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนการนำบทประพันธ์ไปใช้ซ้ำ เช่น การนำละครไปฉายซ้ำ ขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ หรือดัดแปลงเป็นสื่ออื่น ทั้งสองลักษณะนี้แม้จะมาจากงานเขียนบทเหมือนกัน แต่จัดเป็นเงินได้คนละประเภทตามประมวลรัษฎากร ซึ่งมีผลต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายและภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ค่าจ้างเขียนบท เข้าข่ายเงินได้ประเภทใด

ค่าจ้างเขียนบทที่นักเขียนรับตามสัญญาว่าจ้างเป็นครั้งคราวหรือเป็นโปรเจกต์ มักเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2) ในลักษณะรับทำงานให้ หรือมาตรา 40(8) ในกรณีที่มีลักษณะเป็นการรับจ้างทำของอย่างเป็นธุรกิจ ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาและความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนกับผู้ว่าจ้างว่าเป็นลูกจ้างประจำ ผู้รับจ้างอิสระ หรือมีลักษณะเป็นวิชาชีพอิสระ ผู้ประกอบการหรือนักเขียนควรตรวจสอบลักษณะสัญญาที่ใช้จริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี เพราะแต่ละประเภทเงินได้มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน

ค่าลิขสิทธิ์ เข้าข่ายมาตรา 40(3)

เมื่อบทละครหรือซีรีส์ที่นักเขียนสร้างสรรค์ถูกนำไปใช้ซ้ำ เช่น ขายลิขสิทธิ์ให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่างประเทศ นำไปรีเมกใหม่ หรือให้สิทธิ์ฉายซ้ำ ค่าตอบแทนส่วนนี้มักเข้าข่ายเงินได้ประเภทค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ซึ่งกฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างจากเงินได้ประเภทอื่น การแยกให้ชัดว่าเงินก้อนใดเป็นค่าจ้างเขียนบทครั้งแรกและเงินก้อนใดเป็นค่าลิขสิทธิ์จากการใช้ซ้ำ จึงมีผลโดยตรงต่อภาระภาษีที่ต้องเสียในแต่ละปี นักเขียนควรขอให้ผู้ว่าจ้างระบุแยกรายการในสัญญาและเอกสารการจ่ายเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ลักษณะเงินได้ตัวอย่างประเด็นภาษีที่ต้องตรวจสอบ
ค่าจ้างเขียนบทตามสัญญาค่าเขียนบทละคร 20 ตอนให้ค่ายละครประเภทเงินได้ (40(2)/40(8)) และอัตราหัก ณ ที่จ่าย
ค่าลิขสิทธิ์จากการใช้ซ้ำขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ, รีเมกเงินได้ตามมาตรา 40(3) และอัตราหักค่าใช้จ่าย
ค่าที่ปรึกษาบทเพิ่มเติมที่ปรึกษาปรับบทระหว่างถ่ายทำตรวจสอบว่าเป็นค่าจ้างหรือค่าวิชาชีพอิสระ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้ว่าจ้างต้องทำ

เมื่อบริษัทผู้ผลิตละครหรือซีรีส์จ่ายเงินให้นักเขียนบท ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างเขียนบทหรือค่าลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายเงินซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ก่อนจ่ายเงินให้นักเขียน อัตราที่แน่นอนของแต่ละประเภทเงินได้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล เพราะอัตราหัก ณ ที่จ่ายของค่าจ้างทำงานกับค่าลิขสิทธิ์มักไม่เท่ากัน นักเขียนบทควรเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายทุกฉบับไว้เป็นหลักฐานสำหรับใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นักเขียนบทที่มีรายได้ทั้งค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์ในปีเดียวกัน ต้องนำเงินได้แต่ละประเภทมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี โดยเงินได้แต่ละมาตรามีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน บางประเภทหักแบบเหมาได้ในอัตราหนึ่ง บางประเภทต้องหักตามจริงพร้อมหลักฐาน นักเขียนที่มีค่าใช้จ่ายจริงสูง เช่น ค่าค้นคว้าข้อมูล ค่าเดินทางไปสัมภาษณ์แหล่งข้อมูล อาจพิจารณาเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนมากกว่า ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนให้ถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุดตามสิทธิที่กฎหมายให้

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมตินักเขียนบทรายหนึ่งได้รับค่าจ้างเขียนบทละคร 20 ตอน จากค่ายละครในประเทศ 600,000 บาท และในปีเดียวกันได้รับค่าลิขสิทธิ์จากการขายบทไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศรีเมกอีก 300,000 บาท นักเขียนต้องแยกพิจารณาว่าเงินสองก้อนนี้เป็นเงินได้คนละประเภทตามประมวลรัษฎากร มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน และผู้จ่ายเงินแต่ละรายอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ต่างกันด้วย นักเขียนควรเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากทั้งสองแหล่งไว้ให้ครบ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นแบบประจำปีเพื่อคำนวณภาษีที่ต้องชำระเพิ่มหรือขอคืนให้ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • รวมค่าจ้างเขียนบทกับค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ประเภทเดียวกัน ทำให้หักค่าใช้จ่ายผิดอัตราและเสียภาษีคลาดเคลื่อน
  • ไม่เก็บสัญญาที่ระบุแยกชัดว่าเงินก้อนใดเป็นค่าจ้างงานครั้งแรกและก้อนใดเป็นค่าลิขสิทธิ์จากการใช้ซ้ำ
  • ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างแต่ละราย ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
  • ขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศโดยไม่ตรวจสอบภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินได้จากต่างประเทศ
  • ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับเงินได้แต่ละประเภท ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ควรได้

การวางแผนภาษีสำหรับนักเขียนบทที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ

อาชีพนักเขียนบทมักมีรายได้ไม่สม่ำเสมอตลอดปี บางปีมีโปรเจกต์ใหญ่รายได้สูง บางปีอาจมีรายได้น้อยระหว่างรอโปรเจกต์ใหม่ นักเขียนที่มีรายได้สูงในบางปีควรวางแผนสำรองเงินสำหรับชำระภาษีล่วงหน้า และพิจารณาสิทธิลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ที่ตนมีสิทธิใช้ เช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อลดภาระภาษีในปีที่มีรายได้สูง การมีที่ปรึกษาภาษีที่เข้าใจลักษณะรายได้แบบโปรเจกต์จะช่วยวางแผนกระแสเงินสดและภาษีได้ดีกว่าการจัดการเองโดยไม่มีความรู้เฉพาะทาง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

นักเขียนบทควรขอให้ผู้ว่าจ้างระบุแยกรายการค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์ในสัญญาและเอกสารจ่ายเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายทุกฉบับ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับเงินได้แต่ละประเภทก่อนยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง นักเขียนบทละคร-ซีรีส์: ภาษีค่าลิขสิทธิ์และค่าเขียนบท ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าจ้างเขียนบทกับค่าลิขสิทธิ์ต่างกันอย่างไรทางภาษี

ค่าจ้างเขียนบทมักเป็นเงินได้จากการรับทำงาน ส่วนค่าลิขสิทธิ์จากการนำบทไปใช้ซ้ำมักเข้าข่ายเงินได้ค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ซึ่งมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างจากเงินได้ประเภทอื่น

นักเขียนบทต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

โดยทั่วไปเมื่อรับเงินจากนิติบุคคล ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล

ขายลิขสิทธิ์บทละครให้ต่างประเทศต้องเสียภาษีอย่างไร

เงินได้จากการขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศยังถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในประเทศไทย ควรตรวจสอบภาระภาษีที่เกี่ยวข้องและประเด็นสนธิสัญญาภาษีซ้อนกับผู้เชี่ยวชาญก่อนทำสัญญา

นักเขียนบทควรเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับยื่นภาษี

ควรเก็บสัญญาว่าจ้างที่แยกรายการค่าจ้างและค่าลิขสิทธิ์ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างทุกราย และหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงหากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง

รายได้ไม่สม่ำเสมอของนักเขียนบท ควรวางแผนภาษีอย่างไร

ควรสำรองเงินสำหรับชำระภาษีในปีที่มีรายได้สูง และพิจารณาสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อบริหารภาระภาษีให้สมดุลตลอดหลายปี

ค่าที่ปรึกษาปรับบทระหว่างถ่ายทำ นับเป็นเงินได้ประเภทใด

ต้องพิจารณาลักษณะงานจริงว่าเป็นค่าจ้างทำงานเพิ่มเติมหรือค่าวิชาชีพอิสระ ซึ่งมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายและอัตราหัก ณ ที่จ่าย ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

หากไม่แยกค่าจ้างกับค่าลิขสิทธิ์ในสัญญา จะมีผลอย่างไร

อาจทำให้หักค่าใช้จ่ายผิดอัตราและเสียภาษีคลาดเคลื่อนจากที่ควรเป็น รวมถึงผู้จ่ายเงินอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท ควรระบุแยกรายการให้ชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญา