นักเขียนบทละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์ มักได้รับเงินสองลักษณะปนกันคือค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์เมื่อผลงานถูกนำไปใช้ซ้ำหรือขายต่อ

ซึ่งเงินได้สองแบบนี้จัดอยู่คนละมาตราของประมวลรัษฎากรและมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน

หากไม่แยกให้ถูกต้องอาจทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรหรือยื่นแบบผิดประเภทเงินได้

สารบัญบทความ
  1. เงินได้ของนักเขียนบทมีกี่ลักษณะ
  2. ค่าจ้างเขียนบท เข้าข่ายเงินได้ประเภทใด
  3. ค่าลิขสิทธิ์ เข้าข่ายมาตรา 40(3)
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้ว่าจ้างต้องทำ
  5. การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  6. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. การวางแผนภาษีสำหรับนักเขียนบทที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินได้ของนักเขียนบทมีกี่ลักษณะ

นักเขียนบทละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ มักมีรายได้หลักสองรูปแบบที่ต้องแยกพิจารณา คือ (1) ค่าจ้างเขียนบทตามสัญญาว่าจ้างจากค่ายละครหรือบริษัทผู้สร้าง

ซึ่งมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า และ (2)

ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนการนำบทประพันธ์ไปใช้ซ้ำ เช่น การนำละครไปฉายซ้ำ ขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ หรือดัดแปลงเป็นสื่ออื่น ทั้งสองลักษณะนี้แม้จะมาจากงานเขียนบทเหมือนกัน

แต่จัดเป็นเงินได้คนละประเภทตามประมวลรัษฎากร

ซึ่งมีผลต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายและภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ค่าจ้างเขียนบท เข้าข่ายเงินได้ประเภทใด

ค่าจ้างเขียนบทที่นักเขียนรับตามสัญญาว่าจ้างเป็นครั้งคราวหรือเป็นโปรเจกต์ มักเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2) ในลักษณะรับทำงานให้ หรือมาตรา 40(8)

ในกรณีที่มีลักษณะเป็นการรับจ้างทำของอย่างเป็นธุรกิจ

ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาและความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนกับผู้ว่าจ้างว่าเป็นลูกจ้างประจำ ผู้รับจ้างอิสระ หรือมีลักษณะเป็นวิชาชีพอิสระ

ผู้ประกอบการหรือนักเขียนควรตรวจสอบลักษณะสัญญาที่ใช้จริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

เพราะแต่ละประเภทเงินได้มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน

ค่าลิขสิทธิ์ เข้าข่ายมาตรา 40(3)

เมื่อบทละครหรือซีรีส์ที่นักเขียนสร้างสรรค์ถูกนำไปใช้ซ้ำ เช่น ขายลิขสิทธิ์ให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงต่างประเทศ นำไปรีเมกใหม่ หรือให้สิทธิ์ฉายซ้ำ

ค่าตอบแทนส่วนนี้มักเข้าข่ายเงินได้ประเภทค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3)

ซึ่งกฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในอัตราที่แตกต่างจากเงินได้ประเภทอื่น การแยกให้ชัดว่าเงินก้อนใดเป็นค่าจ้างเขียนบทครั้งแรกและเงินก้อนใดเป็นค่าลิขสิทธิ์จากการใช้ซ้ำ

จึงมีผลโดยตรงต่อภาระภาษีที่ต้องเสียในแต่ละปี

นักเขียนควรขอให้ผู้ว่าจ้างระบุแยกรายการในสัญญาและเอกสารการจ่ายเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ลักษณะเงินได้ตัวอย่างประเด็นภาษีที่ต้องตรวจสอบ
ค่าจ้างเขียนบทตามสัญญาค่าเขียนบทละคร 20 ตอนให้ค่ายละครประเภทเงินได้ (40(2)/40(8)) และอัตราหัก ณ ที่จ่าย
ค่าลิขสิทธิ์จากการใช้ซ้ำขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ, รีเมกเงินได้ตามมาตรา 40(3) และอัตราหักค่าใช้จ่าย
ค่าที่ปรึกษาบทเพิ่มเติมที่ปรึกษาปรับบทระหว่างถ่ายทำตรวจสอบว่าเป็นค่าจ้างหรือค่าวิชาชีพอิสระ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้ว่าจ้างต้องทำ

เมื่อบริษัทผู้ผลิตละครหรือซีรีส์จ่ายเงินให้นักเขียนบท ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างเขียนบทหรือค่าลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายเงินซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ก่อนจ่ายเงินให้นักเขียน

อัตราที่แน่นอนของแต่ละประเภทเงินได้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล เพราะอัตราหัก ณ ที่จ่ายของค่าจ้างทำงานกับค่าลิขสิทธิ์มักไม่เท่ากัน

นักเขียนบทควรเก็บหนังสือรับรองหัก ณ

ที่จ่ายทุกฉบับไว้เป็นหลักฐานสำหรับใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นักเขียนบทที่มีรายได้ทั้งค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์ในปีเดียวกัน ต้องนำเงินได้แต่ละประเภทมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปี

โดยเงินได้แต่ละมาตรามีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน บางประเภทหักแบบเหมาได้ในอัตราหนึ่ง

บางประเภทต้องหักตามจริงพร้อมหลักฐาน นักเขียนที่มีค่าใช้จ่ายจริงสูง เช่น ค่าค้นคว้าข้อมูล ค่าเดินทางไปสัมภาษณ์แหล่งข้อมูล

อาจพิจารณาเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนมากกว่า

ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนให้ถูกต้องและได้ประโยชน์สูงสุดตามสิทธิที่กฎหมายให้

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมตินักเขียนบทรายหนึ่งได้รับค่าจ้างเขียนบทละคร 20 ตอน จากค่ายละครในประเทศ 600,000 บาท และในปีเดียวกันได้รับค่าลิขสิทธิ์จากการขายบทไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศรีเมกอีก 300,000 บาท

นักเขียนต้องแยกพิจารณาว่าเงินสองก้อนนี้เป็นเงินได้คนละประเภทตามประมวลรัษฎากร มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน และผู้จ่ายเงินแต่ละรายอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ต่างกันด้วย

นักเขียนควรเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากทั้งสองแหล่งไว้ให้ครบ

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นแบบประจำปีเพื่อคำนวณภาษีที่ต้องชำระเพิ่มหรือขอคืนให้ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • รวมค่าจ้างเขียนบทกับค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ประเภทเดียวกัน ทำให้หักค่าใช้จ่ายผิดอัตราและเสียภาษีคลาดเคลื่อน
  • ไม่เก็บสัญญาที่ระบุแยกชัดว่าเงินก้อนใดเป็นค่าจ้างงานครั้งแรกและก้อนใดเป็นค่าลิขสิทธิ์จากการใช้ซ้ำ
  • ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างแต่ละราย ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
  • ขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศโดยไม่ตรวจสอบภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินได้จากต่างประเทศ
  • ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับเงินได้แต่ละประเภท ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ควรได้

การวางแผนภาษีสำหรับนักเขียนบทที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ

อาชีพนักเขียนบทมักมีรายได้ไม่สม่ำเสมอตลอดปี บางปีมีโปรเจกต์ใหญ่รายได้สูง บางปีอาจมีรายได้น้อยระหว่างรอโปรเจกต์ใหม่

นักเขียนที่มีรายได้สูงในบางปีควรวางแผนสำรองเงินสำหรับชำระภาษีล่วงหน้า และพิจารณาสิทธิลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ที่ตนมีสิทธิใช้ เช่น

เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อลดภาระภาษีในปีที่มีรายได้สูง

การมีที่ปรึกษาภาษีที่เข้าใจลักษณะรายได้แบบโปรเจกต์จะช่วยวางแผนกระแสเงินสดและภาษีได้ดีกว่าการจัดการเองโดยไม่มีความรู้เฉพาะทาง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

นักเขียนบทควรขอให้ผู้ว่าจ้างระบุแยกรายการค่าจ้างเขียนบทและค่าลิขสิทธิ์ในสัญญาและเอกสารจ่ายเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายทุกฉบับ

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับเงินได้แต่ละประเภทก่อนยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าจ้างเขียนบทกับค่าลิขสิทธิ์ต่างกันอย่างไรทางภาษี

ค่าจ้างเขียนบทมักเป็นเงินได้จากการรับทำงาน ส่วนค่าลิขสิทธิ์จากการนำบทไปใช้ซ้ำมักเข้าข่ายเงินได้ค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ซึ่งมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างจากเงินได้ประเภทอื่น

นักเขียนบทต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

โดยทั่วไปเมื่อรับเงินจากนิติบุคคล ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล

ขายลิขสิทธิ์บทละครให้ต่างประเทศต้องเสียภาษีอย่างไร

เงินได้จากการขายลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศยังถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในประเทศไทย ควรตรวจสอบภาระภาษีที่เกี่ยวข้องและประเด็นสนธิสัญญาภาษีซ้อนกับผู้เชี่ยวชาญก่อนทำสัญญา

นักเขียนบทควรเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับยื่นภาษี

ควรเก็บสัญญาว่าจ้างที่แยกรายการค่าจ้างและค่าลิขสิทธิ์ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างทุกราย และหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงหากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง

รายได้ไม่สม่ำเสมอของนักเขียนบท ควรวางแผนภาษีอย่างไร

ควรสำรองเงินสำหรับชำระภาษีในปีที่มีรายได้สูง และพิจารณาสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อบริหารภาระภาษีให้สมดุลตลอดหลายปี

ค่าที่ปรึกษาปรับบทระหว่างถ่ายทำ นับเป็นเงินได้ประเภทใด

ต้องพิจารณาลักษณะงานจริงว่าเป็นค่าจ้างทำงานเพิ่มเติมหรือค่าวิชาชีพอิสระ ซึ่งมีผลต่อสิทธิหักค่าใช้จ่ายและอัตราหัก ณ ที่จ่าย ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

หากไม่แยกค่าจ้างกับค่าลิขสิทธิ์ในสัญญา จะมีผลอย่างไร

อาจทำให้หักค่าใช้จ่ายผิดอัตราและเสียภาษีคลาดเคลื่อนจากที่ควรเป็น รวมถึงผู้จ่ายเงินอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท ควรระบุแยกรายการให้ชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญา

หากธุรกิจของคุณมีงานค้างที่ยังไม่ได้จัดการ ลองดูบริการเสริมด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อวางแผนแก้ไขทีละขั้นตอน