บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจจัดสรรที่ดิน ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และนิติบุคคลที่ขายอสังหาริมทรัพย์เข้าข่าย "ทางค้าหรือหากำไร"

ซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) ต่อกรมสรรพากรทุกเดือน

คุณจะได้รู้ว่าธุรกิจแบบไหนเข้าข่ายต้องยื่นแบบนี้ ทำไมต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายรับ อัตราภาษีและฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ขั้นตอนกรอกแบบทีละขั้น

ไปจนถึงบทลงโทษหากยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย

เพื่อให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้องและไม่เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น

สารบัญบทความ
  1. ขายอสังหาฯ แบบไหนเข้าข่าย "ทางค้าหรือหากำไร" ต้องยื่น ภ.ธ.40
  2. ทำไมต้องยื่น ภ.ธ.40 ทุกเดือน แม้ไม่มีรายรับในเดือนนั้น
  3. อัตราภาษีและฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ภ.ธ.40
  4. ขั้นตอนกรอกแบบ ภ.ธ.40 ทีละขั้นตอน
  5. บทลงโทษหากไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า พร้อมเช็กลิสต์ก่อนยื่นทุกเดือน
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ขายอสังหาฯ แบบไหนเข้าข่าย "ทางค้าหรือหากำไร" ต้องยื่น ภ.ธ.40

ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax) ตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ "เป็นทางค้าหรือหากำไร" ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยพระราชกฤษฎีกา

(ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541

วางเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่ากรณีใดเข้าข่ายนี้โดยไม่ต้องพิสูจน์เจตนาของผู้ขาย ครอบคลุมกลุ่มหลักดังนี้

  • ผู้ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน — เข้าข่ายทุกแปลงที่ขาย ไม่ต้องพิจารณาระยะเวลาถือครอง
  • ผู้ประกอบกิจการอาคารชุดที่ขอจดทะเบียนอาคารชุด (ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม) และผู้สร้างอาคารเพื่อขายพร้อมที่ดิน
  • ผู้ขายที่ดินซึ่งแบ่งเป็นแปลงย่อยและจัดให้มีถนนหรือสาธารณูปโภคอื่นเพื่อประโยชน์ในการขาย แม้ไม่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินอย่างเป็นทางการ ก็อาจเข้าข่ายนี้ได้เช่นกัน
  • นิติบุคคลที่ขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีไว้ใช้ในการประกอบกิจการของตนเอง
  • การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันได้กรรมสิทธิ์ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น ได้มาโดยมรดก หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักและมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี (ยังมีข้อยกเว้นปลีกย่อยอื่นอีก เช่น การให้แก่บุตรโดยไม่มีค่าตอบแทน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญเป็นรายกรณี)

กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือผู้จัดสรรที่ดินและผู้พัฒนาโครงการ เพราะเข้าข่าย "ทางค้าหรือหากำไร" มาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะถือครองที่ดินมานานเท่าใด

และมีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยแบบ ภ.ธ.01 ภายใน 30

วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ตามมาตรา 91/12 แห่งประมวลรัษฎากร

ทำไมต้องยื่น ภ.ธ.40 ทุกเดือน แม้ไม่มีรายรับในเดือนนั้น

ผู้ประกอบการหลายรายเข้าใจผิดว่าเมื่อกรมที่ดินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตอนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว (ตามมาตรา 91/10) ก็ถือว่าจบหน้าที่ทางภาษีในเดือนนั้น

แต่ความจริงการเรียกเก็บที่กรมที่ดินเป็นเพียงกลไก "ชำระภาษี ณ จุดขาย" เพื่อความสะดวก

ไม่ใช่การยื่นแบบแทนผู้ประกอบการ

เมื่อจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว กิจการจะมีสถานะเป็นผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอย่างต่อเนื่อง และตามมาตรา 91/10 ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 เป็นรายเดือนภาษี ภายในวันที่ 15

ของเดือนถัดไป ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีการขายจริงหรือไม่

เช่นเดียวกับผู้จด VAT ที่ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้ยอดขายเป็นศูนย์ ดังนั้นเดือนที่ไม่มีการขายเลยก็ยังต้องยื่นแบบเปล่า (ระบุยอดรายรับเป็นศูนย์)

หน้าที่นี้จะสิ้นสุดเมื่อแจ้งเลิกกิจการหรือถอนทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะกับกรมสรรพากรแล้วเท่านั้น

อัตราภาษีและฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ภ.ธ.40

ฐานภาษีคือ "รายรับ" ได้แก่ราคาขายจริง หรือราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิที่ดิน แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/6

แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ที่ 3% ของฐานภาษี

และต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ (เทียบเท่า 0.3% ของฐานภาษี) รวมภาระภาษีทั้งสิ้นประมาณ 3.3% ของฐานภาษี

ปัจจุบันยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาปรับลดอัตรานี้ลง

จึงไม่ควรสับสนกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ที่ภาครัฐออกเป็นมาตรการชั่วคราวสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

ซึ่งเป็นคนละส่วนและคนละอัตรากับภาษีธุรกิจเฉพาะโดยสิ้นเชิง

ควรตรวจสอบอัตราและมาตรการที่ใช้บังคับล่าสุดกับสรรพากรพื้นที่หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนคำนวณทุกครั้ง เนื่องจากมาตรการทางภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายรัฐ

รายการรายละเอียด
ฐานภาษี (รายรับ)ราคาขายจริง หรือราคาประเมินทุนทรัพย์ แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า
อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ3% ของฐานภาษี ตามมาตรา 91/6 แห่งประมวลรัษฎากร (ยังไม่มีการปรับลดอัตรานี้)
ภาษีท้องถิ่น10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ (เทียบเท่า 0.3% ของฐานภาษี)
ภาระภาษีรวมโดยประมาณประมาณ 3.3% ของฐานภาษี
แบบที่ใช้ยื่นภ.ธ.40
กำหนดยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี
สถานที่ยื่นสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือ e-Filing

ขั้นตอนกรอกแบบ ภ.ธ.40 ทีละขั้นตอน

เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาและกรอกข้อมูลผิด ควรทำตามลำดับขั้นตอนดังนี้ทุกเดือน

  • รวบรวมเอกสาร — สัญญาซื้อขาย หนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ และใบเสร็จรับเงินภาษีธุรกิจเฉพาะที่เจ้าพนักงานที่ดินออกให้ตอนจดทะเบียนโอน (เฉพาะเดือนที่มีการขาย)
  • คำนวณรายรับและภาษี — นำราคาขายจริงหรือราคาประเมินทุนทรัพย์ที่สูงกว่า มาคูณอัตราภาษีที่ใช้บังคับ แล้วบวกภาษีท้องถิ่น
  • กรอกยอดภาษีที่ชำระผ่านกรมที่ดินแล้ว เป็นเครดิตในแบบ ภ.ธ.40 ปกติยอดนี้จะเท่ากับภาษีที่คำนวณได้ ทำให้ยอดชำระเพิ่มมักเป็นศูนย์ แต่ยังต้องยื่นแบบรายงานทุกเดือน
  • เดือนที่ไม่มีรายรับ ให้กรอกยอดขายเป็นศูนย์และยื่นแบบตามปกติ ไม่สามารถงดยื่นได้
  • ยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing
  • เก็บสำเนา แบบที่ยื่นแล้วพร้อมใบเสร็จรับเงินภาษีจากกรมที่ดินไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อถูกตรวจสอบย้อนหลัง

บทลงโทษหากไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า พร้อมเช็กลิสต์ก่อนยื่นทุกเดือน

การไม่ยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในกำหนด หรือยื่นแล้วชำระภาษีไม่ครบ มีความเสี่ยงสองส่วน ส่วนแรกคือเงินเพิ่มจากภาษีที่ค้างชำระซึ่งคิดเป็นรายเดือน

และส่วนที่สองคือค่าปรับอาญาฐานไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา แม้เดือนนั้นจะไม่มีภาษีต้องชำระเพิ่มเลยก็ตาม

เพราะกฎหมายถือว่าการไม่ยื่นแบบเป็นความผิดแยกจากการไม่ชำระภาษี

ควรตรวจสอบอัตราเงินเพิ่มและค่าปรับที่มีผลบังคับใช้จริงกับสรรพากรพื้นที่หรือที่ปรึกษาภาษีก่อนปล่อยผ่านเดือนใดเดือนหนึ่ง

ผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ควรตั้งระบบเตือนยื่นแบบทุกวันที่ 10-12 ของเดือน และตรวจสอบรายการดังนี้ก่อนยื่นทุกครั้ง

  • มีการขายอสังหาริมทรัพย์แปลงใดในเดือนนี้หรือไม่ และได้รับใบเสร็จภาษีจากกรมที่ดินครบแล้ว
  • ยอดรายรับที่ใช้คำนวณเป็นราคาขายจริงหรือราคาประเมินทุนทรัพย์ที่สูงกว่าถูกต้องแล้ว
  • ยอดเครดิตภาษีที่กรมที่ดินเรียกเก็บไปแล้วตรงกับใบเสร็จรับเงินที่มี
  • ยื่นแบบภายในวันที่ 15 แม้เดือนนั้นไม่มีรายรับ (ระบุยอดขายเป็นศูนย์)
  • เก็บสำเนาแบบและเอกสารประกอบครบถ้วนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

การวางระบบตรวจสอบให้เป็นกิจวัตรทุกเดือนจะช่วยให้ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ไม่พลาดกำหนดเวลา และลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มและค่าปรับที่ไม่จำเป็น

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภ.ธ.40 คู่มือยื่นภาษีธุรกิจเฉพาะขายอสังหาฯ ภายในวันที่ 15 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าเดือนนี้ไม่มีการขายอสังหาริมทรัพย์เลย ยังต้องยื่น ภ.ธ.40 หรือไม่?

ต้องยื่น เพราะเมื่อจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว กฎหมายกำหนดให้ยื่นแบบ ภ.ธ.40 ทุกเดือนตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร โดยระบุยอดรายรับเป็นศูนย์ (ยื่นแบบเปล่า)

จนกว่าจะแจ้งเลิกกิจการหรือขอถอนทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะกับกรมสรรพากร

กรมที่ดินเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะให้ตอนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ทำไมต้องยื่น ภ.ธ.40 อีก?

การเรียกเก็บภาษีที่กรมที่ดินเป็นเพียงกลไกชำระภาษี ณ จุดขายเพื่อความสะดวก ไม่ใช่การยื่นแบบแทนผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการยังต้องนำยอดขายและภาษีที่จ่ายไปแล้วมาสรุปยื่นในแบบ ภ.ธ.40

ต่อสรรพากรพื้นที่ทุกเดือน

โดยนำภาษีที่จ่ายผ่านกรมที่ดินมาเป็นเครดิต

อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่เท่าไหร่?

กฎหมายกำหนดอัตราไว้ที่ 3% ของฐานภาษีตามมาตรา 91/6 แห่งประมวลรัษฎากร บวกภาษีท้องถิ่นอีก 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ (เทียบเท่า 0.3% ของฐานภาษี) รวมภาระภาษีทั้งสิ้นประมาณ

3.3% ของฐานภาษี ปัจจุบันยังไม่มีการปรับลดอัตรานี้

อย่าสับสนกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ควรตรวจสอบอัตราที่มีผลบังคับใช้ล่าสุดกับสรรพากรพื้นที่หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนคำนวณทุกครั้ง

ขายบ้านของตัวเองเพียงครั้งเดียว ต้องยื่น ภ.ธ.40 ด้วยหรือไม่?

หากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนบุคคลที่ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจต่อเนื่องและไม่เข้าเงื่อนไข 'ทางค้าหรือหากำไร' ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 เช่น ถือครองเกิน 5 ปี

หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านของทรัพย์สินนั้นไม่น้อยกว่า 1 ปี

มักไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะและไม่ต้องยื่น ภ.ธ.40 แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะกรณีกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง เพราะยังมีข้อยกเว้นปลีกย่อยอื่นอีก

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน