บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่เพิ่งพบว่ายื่นแบบภาษีผิดพลาด ยื่นล่าช้า หรือถูกกรมสรรพากรตรวจพบว่าชำระภาษีขาด และกำลังมองหาทางลดภาระเบี้ยปรับที่ต้องจ่ายเพิ่ม

เนื้อหาจะอธิบายหลักเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานประเมินใช้พิจารณาการลดหรืองดเบี้ยปรับตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 ครอบคลุมทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 22 มาตรา 26

มาตรา 67 ตรี และมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร

พร้อมขั้นตอนจริงในการยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวได้ถูกต้องและไม่เสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น

สารบัญบทความ
  1. ทป.81/2542 คืออะไร ใช้กับเบี้ยปรับภาษีเรื่องไหนได้บ้าง
  2. เงื่อนไขที่เจ้าพนักงานใช้พิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับ
  3. ฐานเบี้ยปรับตามกฎหมาย เทียบกับแนวทางที่ใช้พิจารณาลด
  4. เบี้ยปรับกับเงินเพิ่ม ลดได้ไม่เหมือนกัน
  5. ขั้นตอนจริงในการยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทป.81/2542 คืออะไร ใช้กับเบี้ยปรับภาษีเรื่องไหนได้บ้าง

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ

เป็นระเบียบภายในที่ให้เจ้าพนักงานประเมินใช้เป็นกรอบดุลพินิจ "ลดหรืองดเบี้ยปรับ" ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี และมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร (คำสั่งฉบับเดียวกันยังให้อำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21(6)

ซึ่งบทความนี้ไม่ได้ลงรายละเอียด) คำสั่งนี้ไม่ได้การันตีว่าทุกรายจะได้รับการลด

แต่เป็นแนวทางให้พิจารณาเป็นรายกรณีตามข้อเท็จจริงและความร่วมมือของผู้เสียภาษี และมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะ (ฉบับล่าสุดแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2569)

จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับสรรพากรพื้นที่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการ

  • มาตรา 22: เบี้ยปรับกรณีเจ้าพนักงานประเมินพบว่ายื่นแบบภาษีเงินได้ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ทำให้ภาษีขาด หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกไต่สวน เบี้ยปรับสูงสุด 1 เท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ใช้ได้ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
  • มาตรา 26: เบี้ยปรับกรณีบุคคลธรรมดาไม่ยื่นแบบภาษีเงินได้ภายในกำหนด เบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ
  • มาตรา 67 ตรี: กรณีนิติบุคคลยื่นประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี (เพื่อยื่น ภ.ง.ด.51) ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควร กฎหมายกำหนดให้เสีย "เงินเพิ่ม" (ไม่ใช่เบี้ยปรับ) อีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาด ซึ่ง ทป.81/2542 ให้อำนาจเจ้าพนักงานงดหรือลดได้เช่นเดียวกับเบี้ยปรับ
  • มาตรา 89: เบี้ยปรับความผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ไม่ยื่นแบบ ภ.พ.30 ยื่นแบบไว้ไม่ถูกต้อง หรือใช้ใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่เกี่ยวข้อง อัตราที่แน่นอนขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดแต่ละอนุมาตรา

เงื่อนไขที่เจ้าพนักงานใช้พิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับ

แม้กฎหมายกำหนดเบี้ยปรับสูงสุดไว้ตายตัว แต่ ทป.81/2542 เปิดช่องให้ลดได้หากเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้ ยิ่งเข้าเงื่อนไขมาก โอกาสลดเบี้ยปรับยิ่งสูง

  • ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี: ผิดพลาดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่ใช่จงใจปกปิดรายได้หรือใช้เอกสารเท็จ
  • แก้ไขและชำระภาษีที่ขาดเองก่อนถูกตรวจสอบ: ยื่นแก้ไขก่อนได้รับหมายเรียกหรือหนังสือเชิญพบ มักได้รับลดมากกว่าถูกตรวจพบก่อน
  • ให้ความร่วมมือระหว่างตรวจสอบ: ชี้แจงตามจริง ไม่บ่ายเบี่ยง และยินยอมชำระตามที่แจ้งโดยไม่โต้แย้ง มักได้ลดเช่นกันแต่น้อยกว่ากรณีแก้ไขเอง
  • ชำระภาษีต้นเงินให้ครบก่อนหรือพร้อมยื่นคำร้อง: หากยังค้างภาษีจริงอยู่ มักไม่พิจารณาลดให้
  • ไม่เคยกระทำผิดซ้ำซาก: ผู้ที่มีประวัติผิดพลาดบ่อยมักได้ลดน้อยกว่าผู้ทำผิดครั้งแรก

ฐานเบี้ยปรับตามกฎหมาย เทียบกับแนวทางที่ใช้พิจารณาลด

หลักการของ ทป.81/2542 คือยิ่งแก้ไขข้อผิดพลาดเร็ว เบี้ยปรับจริงก็ยิ่งมีแนวโน้มลดลง ตารางสรุปเบี้ยปรับสูงสุดตามกฎหมายเทียบกับแนวทางที่มักใช้พิจารณา

มาตราลักษณะความผิดเบี้ยปรับ/เงินเพิ่มสูงสุดแนวทางที่มักใช้พิจารณาลด
มาตรา 22ยื่นแบบภาษีเงินได้ไม่ถูกต้องทำให้ภาษีขาด หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกเบี้ยปรับ 1 เท่าลดมากหากแก้ไขเองก่อนถูกตรวจ
มาตรา 26บุคคลธรรมดาไม่ยื่นแบบภาษีเงินได้ตามกำหนดเบี้ยปรับ 2 เท่าลดตามความรวดเร็วในการยื่นย้อนหลัง
มาตรา 67 ตรีประมาณการกำไรครึ่งปีขาดเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควรเงินเพิ่ม* ร้อยละ 20พิจารณาเหตุผลการประมาณการ ณ ขณะยื่น
มาตรา 89ความผิดเกี่ยวกับ VAT เช่น ไม่ยื่นแบบ ยื่นขาด ใช้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้องเบี้ยปรับ 1-2 เท่าลดตามความรวดเร็วและความร่วมมือ

*ยอดตามมาตรา 67 ตรี กฎหมายเรียกว่า "เงินเพิ่ม" ไม่ใช่ "เบี้ยปรับ" แต่ ทป.81/2542 ให้อำนาจงดหรือลดได้ในหลักการเดียวกัน ตัวเลขในตารางเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมายก่อนพิจารณาลด

อัตราที่ได้รับลดจริงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานและข้อเท็จจริงเฉพาะราย ควรตรวจสอบกับสรรพากรพื้นที่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นคำร้อง

เบี้ยปรับกับเงินเพิ่ม ลดได้ไม่เหมือนกัน

ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจผิดว่าขอลดเบี้ยปรับได้แล้ว "เงินเพิ่ม" ทุกประเภทจะลดตามไปด้วย ความจริงต้องแยกให้ชัดเป็น 2 กลุ่ม เพราะกฎหมายใช้คำว่า "เบี้ยปรับ" และ "เงินเพิ่ม"

ต่างกันในแต่ละมาตรา และมีขอบเขตอำนาจลดที่ไม่เท่ากัน

  • เบี้ยปรับ ตามมาตรา 22, 26 และ 89 เป็นค่าปรับที่เจ้าพนักงานใช้ดุลพินิจลดหรืองดได้ตาม ทป.81/2542
  • เงินเพิ่มร้อยละ 20 ตามมาตรา 67 ตรี (กรณีประมาณการกำไรครึ่งปีขาดเกิน 25%) แม้กฎหมายเรียกว่า "เงินเพิ่ม" แต่ ทป.81/2542 ให้อำนาจเจ้าพนักงานงดหรือลดได้เช่นเดียวกับเบี้ยปรับ
  • เงินเพิ่มตามมาตรา 27 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากการชำระภาษีล่าช้าโดยทั่วไป (ทุกประเภทภาษี) คิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันชำระ เพดานไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินเพิ่มประเภทนี้อยู่นอกเหนืออำนาจงดหรือลดตาม ทป.81/2542
  • เงินเพิ่มตามมาตรา 27 จะลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนได้เฉพาะกรณีได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษี และผู้เสียภาษีชำระภาษีได้ทันภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้เท่านั้น (ตามมาตรา 27 วรรคสอง) ไม่ใช่สิทธิที่ขอลดได้อิสระเหมือนเบี้ยปรับ
  • แม้ได้รับอนุมัติลดเบี้ยปรับตาม ทป.81/2542 ผู้เสียภาษียังต้องชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 27 (กรณีชำระภาษีล่าช้าทั่วไป) เต็มจำนวนตามระยะเวลาที่ค้างอยู่ดี เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขขยายเวลาที่กล่าวข้างต้น

ขั้นตอนจริงในการยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับ

เมื่อพบว่ายื่นแบบผิดพลาด ยื่นล่าช้า หรือถูกแจ้งว่าชำระภาษีขาด ผู้ประกอบการดำเนินการยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับได้ตามขั้นตอนนี้

  • ขั้นที่ 1: ยื่นแบบแสดงรายการที่ถูกต้องหรือแบบเพิ่มเติม พร้อมชำระภาษีต้นเงินและเงินเพิ่มที่ค้างให้ครบก่อนหรือพร้อมยื่นคำร้อง
  • ขั้นที่ 2: ทำหนังสือคำร้องขอลดหรืองดเบี้ยปรับ ระบุข้อเท็จจริง สาเหตุความผิดพลาด และยืนยันไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี แนบสำเนาแบบที่แก้ไข ใบเสร็จชำระภาษี และเอกสารบัญชีที่เกี่ยวข้อง
  • ขั้นที่ 3: ยื่นต่อสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ อำนาจอนุมัติต่างกันตามจำนวนเบี้ยปรับ บางกรณีสรรพากรพื้นที่อนุมัติได้เอง บางกรณีต้องเสนอผู้บริหารระดับสูงกว่า
  • ขั้นที่ 4: รอผลเป็นหนังสือแจ้งกลับ อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนตามความซับซ้อนของกรณี
  • ขั้นที่ 5: หากผลไม่เป็นที่พอใจ สามารถชี้แจงเพิ่มเติมหรือหารือกับสรรพากรพื้นที่ได้ แต่การใช้ดุลพินิจนี้เป็นคนละกระบวนการกับการอุทธรณ์คัดค้านยอดภาษีที่ถูกประเมิน

ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งลืมยื่นแบบ ภ.พ.30 ของเดือนหนึ่งเพราะเปลี่ยนพนักงานบัญชีกะทันหัน เมื่อตรวจพบเอง

เจ้าของร้านรีบยื่นแบบเพิ่มเติมและชำระภาษีที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มทันทีก่อนถูกออกหมายเรียก

พร้อมทำหนังสือชี้แจงเหตุผลยื่นต่อสรรพากรพื้นที่ กรณีนี้มีโอกาสได้รับลดเบี้ยปรับมากกว่าปล่อยไว้จนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอง เพราะแสดงความสมัครใจแก้ไขและไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีชัดเจน

ทป.81/2542 เป็นเครื่องมือช่วยลดภาระเบี้ยปรับสำหรับผู้ทำผิดพลาดโดยสุจริตและรีบแก้ไข ไม่ใช่ช่องทางเลี่ยงภาษี

การมีระบบบัญชีจัดเก็บเอกสารครบและยื่นแบบตรงเวลายังคงป้องกันเบี้ยปรับได้ดีที่สุด หากเกิดผิดพลาดจริง

การรีบแก้ไขพร้อมเอกสารครบจะเพิ่มโอกาสได้รับการลดหรืองดเบี้ยปรับ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง เกณฑ์ลดเบี้ยปรับภาษีตาม ทป.81/2542 ที่ SME ต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทป.81/2542 ใช้ลดเบี้ยปรับภาษีประเภทไหนได้บ้าง

ใช้กับเบี้ยปรับตามมาตรา 22 (ยื่นแบบภาษีเงินได้ไม่ถูกต้องทำให้ภาษีขาด หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก) มาตรา 26 (บุคคลธรรมดาไม่ยื่นแบบภาษีเงินได้ตามกำหนด) และมาตรา 89

(ความผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม) รวมถึงเงินเพิ่มร้อยละ 20 ตามมาตรา 67 ตรี

(ประมาณการกำไรครึ่งปีขาดเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร) และยังครอบคลุมกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21(6) ด้วย แต่ไม่ครอบคลุมเงินเพิ่มจากการชำระภาษีล่าช้าทั่วไปตามมาตรา 27

ยื่นแก้ไขแบบภาษีเองก่อนถูกตรวจสอบ ช่วยให้ได้ลดเบี้ยปรับมากกว่าจริงหรือไม่

โดยหลักการใช่ เจ้าพนักงานมักพิจารณาลดเบี้ยปรับให้มากกว่า หากผู้เสียภาษีตรวจพบข้อผิดพลาดเองและยื่นแก้ไขพร้อมชำระภาษีที่ขาดก่อนได้รับหมายเรียกหรือหนังสือเชิญพบจากกรมสรรพากร

เพราะแสดงถึงความสมัครใจแก้ไขและไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ตามผลการพิจารณาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานและข้อเท็จจริงเฉพาะราย

ขอลดเบี้ยปรับได้แล้ว เงินเพิ่มหรือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้าจะลดตามไปด้วยหรือไม่

ไม่ลดตามไปด้วยเสมอไป ต้องแยกตามประเภท เงินเพิ่มตามมาตรา 27 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจากการชำระภาษีล่าช้าทั่วไป คิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือน อยู่นอกเหนืออำนาจของเจ้าพนักงานตาม ทป.81/2542

จะลดเหลือร้อยละ 0.75

ต่อเดือนได้เฉพาะกรณีได้รับอนุมัติขยายเวลาชำระภาษีและชำระทันตามที่ขยายให้ (มาตรา 27 วรรคสอง) เท่านั้น ส่วนเงินเพิ่มร้อยละ 20 ตามมาตรา 67 ตรี เป็นคนละกรณีและลดได้ตาม ทป.81/2542

เช่นเดียวกับเบี้ยปรับ

ผู้เสียภาษีจึงควรตรวจสอบว่าเงินเพิ่มที่ค้างอยู่เป็นประเภทใดก่อน

ต้องยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับที่ไหน ใช้เอกสารอะไรบ้าง

ยื่นหนังสือคำร้องต่อสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ พร้อมแนบสำเนาแบบแสดงรายการภาษีที่แก้ไข ใบเสร็จรับเงินชำระภาษี และเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง

โดยต้องชำระภาษีต้นเงินและเงินเพิ่มที่ค้างให้ครบก่อนหรือพร้อมกับการยื่นคำร้อง

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน