คำตอบสั้น ๆ คือ Sale and Leaseback คือการที่กิจการขายสินทรัพย์ เช่น อาคารหรือเครื่องจักรที่ตนเป็นเจ้าของ ให้แก่ผู้ซื้อ (มักเป็นบริษัทลีสซิ่งหรือสถาบันการเงิน)

แล้วทำสัญญาเช่ากลับมาใช้งานต่อทันที

ธุรกรรมนี้ช่วยให้กิจการได้เงินสดก้อนใหญ่มาใช้หมุนเวียนโดยไม่ต้องหยุดใช้สินทรัพย์ แต่มีผลกระทบทางภาษีทั้งกำไรจากการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรแสตมป์

และการบันทึกบัญชีที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ บทความนี้อธิบายหลักการและข้อควรระวังสำหรับ SME

สารบัญบทความ
  1. Sale and Leaseback คืออะไร และทำไม SME จึงเลือกใช้
  2. ภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากธุรกรรม Sale and Leaseback
  3. การบันทึกบัญชีธุรกรรม Sale and Leaseback
  4. ตารางเปรียบเทียบ Sale and Leaseback กับการกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำ Sale and Leaseback
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

Sale and Leaseback คืออะไร และทำไม SME จึงเลือกใช้

Sale and Leaseback หรือ "การขายแล้วเช่ากลับ" เป็นธุรกรรมทางการเงินที่กิจการขายสินทรัพย์ถาวรที่ตนเป็นเจ้าของ เช่น ที่ดิน อาคารโรงงาน หรือเครื่องจักร

ให้แก่ผู้ซื้อซึ่งมักเป็นบริษัทลีสซิ่ง สถาบันการเงิน หรือนักลงทุนสถาบัน

จากนั้นกิจการเดิมจะทำสัญญาเช่าสินทรัพย์นั้นกลับมาใช้งานต่อในทันที ทำให้ธุรกิจยังคงใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ได้เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากเจ้าของมาเป็นผู้เช่า

เหตุผลหลักที่ SME เลือกใช้ธุรกรรมนี้คือ ต้องการแปลงสินทรัพย์ถาวรที่มีมูลค่าสูงให้เป็นเงินสด เพื่อนำไปใช้ขยายธุรกิจ ชำระหนี้ หรือเสริมสภาพคล่อง

โดยไม่ต้องหยุดดำเนินกิจการหรือย้ายสถานประกอบการ

ต่างจากการกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกันซึ่งกิจการยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์อยู่ Sale and Leaseback เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อจริง

ภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากธุรกรรม Sale and Leaseback

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรการขายสินทรัพย์

เมื่อกิจการขายสินทรัพย์ในราคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีสุทธิ (ราคาทุนหักค่าเสื่อมราคาสะสม) ส่วนต่างที่เกิดขึ้นถือเป็น กำไรจากการขายสินทรัพย์

ซึ่งต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบบัญชีที่เกิดรายการขาย อย่างไรก็ตามในทางบัญชี

หากธุรกรรมเข้าเงื่อนไขพิเศษตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องสัญญาเช่า อาจต้องทยอยรับรู้กำไรตามระยะเวลาของสัญญาเช่ากลับแทนการรับรู้ทั้งก้อนทันที

ซึ่งมีผลต่างระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษีที่ต้องปรับปรุงในแบบแสดงรายการภาษี

2. ภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมการโอน (กรณีอสังหาริมทรัพย์)

หากสินทรัพย์ที่ขายเป็นที่ดินหรืออาคาร อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ต้องนำมาคำนวณรวมกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากธุรกรรมนี้

ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่ถูกต้องกับกรมที่ดินและกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ

3. อากรแสตมป์สัญญาเช่ากลับ

สัญญาเช่าที่ทำขึ้นหลังการขายสินทรัพย์ต้องเสียอากรแสตมป์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยคำนวณจากค่าเช่ารวมตลอดอายุสัญญา ซึ่งหากเป็นสัญญาเช่าระยะยาวจำนวนอากรอาจมีมูลค่าสูงพอสมควร

ควรนำมาพิจารณาเป็นต้นทุนของธุรกรรมด้วย

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

การขายสินทรัพย์บางประเภท เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราที่บังคับใช้ (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

ในขณะที่การขายอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปไม่อยู่ในขอบข่าย VAT แต่อาจเข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะแทน

จึงควรแยกพิจารณาตามประเภทสินทรัพย์ที่นำมาทำธุรกรรม

การบันทึกบัญชีธุรกรรม Sale and Leaseback

ประเด็นสำคัญทางบัญชีคือการพิจารณาว่าธุรกรรมนี้เข้าเงื่อนไขเป็น "การขายที่แท้จริง" ตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญาเช่ากลับ เช่น ระยะเวลาเช่า

มูลค่าคงเหลือ และสิทธิในการซื้อคืน

  • กรณีเข้าเงื่อนไขการขายที่แท้จริง: กิจการตัดรายการสินทรัพย์ออกจากบัญชี รับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการขายตามส่วนที่เกี่ยวข้อง และบันทึกสัญญาเช่ากลับตามประเภทสัญญาเช่า (เช่าดำเนินงานหรือเช่าเงินทุน) แยกต่างหาก
  • กรณีไม่เข้าเงื่อนไขการขายที่แท้จริง: เช่น มีเงื่อนไขให้กิจการต้องซื้อคืนสินทรัพย์ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ธุรกรรมอาจถูกพิจารณาเป็นการกู้ยืมเงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกันแทน ซึ่งไม่ตัดรายการสินทรัพย์ออกจากบัญชี แต่บันทึกเงินที่ได้รับเป็นหนี้สินแทน

เนื่องจากการวิเคราะห์เงื่อนไขสัญญาเพื่อจัดประเภทธุรกรรมมีความซับซ้อน กิจการควรให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาโดยละเอียดก่อนบันทึกบัญชี

เพื่อให้งบการเงินสะท้อนเนื้อหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของธุรกรรม

ตารางเปรียบเทียบ Sale and Leaseback กับการกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน

ประเด็นSale and Leasebackกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน
กรรมสิทธิ์สินทรัพย์โอนให้ผู้ซื้อจริงยังเป็นของกิจการเดิม
รายการในงบการเงินตัดสินทรัพย์ออก รับรู้กำไร/ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ยังคงอยู่ในบัญชี พร้อมหนี้สินเงินกู้เพิ่ม
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นค่าเช่ารายงวดดอกเบี้ยเงินกู้
ผลต่อภาษีกำไรจากการขายต้องเสียภาษี ค่าเช่าหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่มีกำไรจากการขาย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำ Sale and Leaseback

  • ไม่คำนวณต้นทุนรวมของธุรกรรมให้ครบถ้วน: มองแค่เงินสดที่ได้รับ โดยไม่รวมภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และค่าเช่าระยะยาวที่ต้องจ่ายในอนาคต ทำให้ประเมินความคุ้มค่าผิดพลาด
  • ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเช่ากลับว่าเข้าเงื่อนไขการขายที่แท้จริงหรือไม่: ส่งผลให้บันทึกบัญชีผิดประเภทและกระทบความถูกต้องของงบการเงิน
  • เปรียบเทียบเฉพาะอัตราดอกเบี้ยกับค่าเช่า โดยไม่พิจารณาผลกระทบภาษี: ทำให้ตัดสินใจเลือกทางเลือกทางการเงินที่ไม่เหมาะสมกับสถานะภาษีของกิจการ
  • ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเซ็นสัญญาเช่ากลับระยะยาว: อาจติดเงื่อนไขที่ไม่เอื้อประโยชน์ เช่น ค่าเช่าปรับขึ้นสูงกว่าตลาดในปีถัดไป

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดกลางแห่งหนึ่งเป็นเจ้าของโรงงานและที่ดินมูลค่าทางบัญชีสุทธิ 20 ล้านบาท ต้องการเงินสด 40 ล้านบาทเพื่อขยายกำลังการผลิต

บริษัทจึงตัดสินใจขายที่ดินและอาคารโรงงานให้บริษัทลีสซิ่งในราคา 45 ล้านบาท

แล้วทำสัญญาเช่ากลับมาใช้เป็นโรงงานต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปี ก่อนตัดสินใจ บริษัทได้ปรึกษาทีมบัญชีและภาษีเพื่อคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร 25

ล้านบาทที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งวิเคราะห์อากรแสตมป์ของสัญญาเช่า

15 ปี และเปรียบเทียบต้นทุนค่าเช่าตลอดอายุสัญญากับทางเลือกกู้เงินจากธนาคารโดยใช้ที่ดินค้ำประกัน

ผลการวิเคราะห์ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับกระแสเงินสดและภาระภาษีของบริษัทในระยะยาวได้อย่างรอบคอบ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

SME ที่กำลังพิจารณาทำ Sale and Leaseback ควรเริ่มจากการประเมินมูลค่าตลาดของสินทรัพย์และคำนวณต้นทุนรวมของธุรกรรมทั้งหมด ทั้งภาษีเงินได้จากกำไรการขาย ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์

และค่าเช่าตลอดอายุสัญญา เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น

การกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน ก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเช่ากลับว่าเข้าเงื่อนไขการขายที่แท้จริงตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่

เพื่อบันทึกบัญชีได้อย่างถูกต้องและสะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริงของกิจการ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Sale and Leaseback เหมาะกับธุรกิจ SME แบบไหน

เหมาะกับ SME ที่มีสินทรัพย์ถาวรมูลค่าสูง เช่น อาคารโรงงานหรือเครื่องจักร

แต่ต้องการเงินสดหมุนเวียนเพื่อขยายธุรกิจหรือแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยไม่ต้องการหยุดใช้งานสินทรัพย์นั้น อย่างไรก็ตามควรเปรียบเทียบต้นทุนค่าเช่าระยะยาวกับประโยชน์ที่ได้รับ

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมนี้

กำไรจากการขายสินทรัพย์ในธุรกรรม Sale and Leaseback ต้องเสียภาษีอย่างไร

กำไรจากการขายสินทรัพย์ (ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับมูลค่าทางบัญชีสุทธิ) ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติในรอบบัญชีที่เกิดรายการขาย

แต่ในทางบัญชีอาจมีการทยอยรับรู้กำไรตามเงื่อนไขของสัญญาเช่ากลับ

ขึ้นอยู่กับว่าธุรกรรมเข้าเงื่อนไขเป็นการขายที่แท้จริงหรือไม่ตามมาตรฐานบัญชี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อพิจารณาเป็นกรณีไป

การขายอาคารแล้วเช่ากลับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์หรือไม่

การขายอสังหาริมทรัพย์อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมการโอนตามกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ส่วนสัญญาเช่ากลับก็ต้องเสียอากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนดจากค่าเช่ารวมตลอดอายุสัญญา

ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องนำมาคำนวณรวมก่อนตัดสินใจทำธุรกรรม ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ

ในทางบัญชี ธุรกรรม Sale and Leaseback บันทึกอย่างไร

ต้องพิจารณาก่อนว่าธุรกรรมนี้เข้าเงื่อนไขเป็น “การขายที่แท้จริง” ตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่ หากเข้าเงื่อนไข กิจการตัดรายการสินทรัพย์ออกจากบัญชี รับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการขาย

และบันทึกสัญญาเช่ากลับตามประเภทสัญญาเช่าที่เกี่ยวข้อง

แต่หากไม่เข้าเงื่อนไขการขายที่แท้จริง อาจต้องบันทึกเป็นธุรกรรมทางการเงิน (เสมือนกู้ยืมโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน) แทนการรับรู้เป็นการขาย

ซึ่งมีความซับซ้อนสูงและควรให้ผู้เชี่ยวชาญบัญชีวิเคราะห์เงื่อนไขสัญญาโดยละเอียด

ค่าเช่าที่จ่ายหลังทำ Sale and Leaseback หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวนหรือไม่

โดยหลักการ ค่าเช่าที่จ่ายจริงตามสัญญาสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจตามปกติและมีหลักฐานสัญญาเช่าที่ถูกต้อง

แต่ต้องพิจารณาว่าสัญญาเช่านั้นเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานหรือสัญญาเช่าเงินทุน

เพราะมีผลต่อวิธีรับรู้ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่แตกต่างกัน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อความถูกต้อง

Sale and Leaseback ต่างจากการกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกันอย่างไร

Sale and Leaseback เป็นการโอนกรรมสิทธิ์สินทรัพย์ให้ผู้ซื้อจริง แล้วเช่ากลับมาใช้งานในฐานะผู้เช่า

ในขณะที่การกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกันกิจการยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นอยู่ เพียงแต่นำไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้

ทั้งสองแบบมีผลต่อกระแสเงินสดและภาระทางบัญชีที่แตกต่างกัน ควรเปรียบเทียบต้นทุนทั้งสองทางเลือกก่อนตัดสินใจ

ก่อนตัดสินใจทำ Sale and Leaseback ควรตรวจสอบอะไรบ้าง

ควรตรวจสอบมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ เงื่อนไขค่าเช่าและระยะเวลาสัญญาเช่ากลับ ภาระภาษีจากกำไรการขายและอากรแสตมป์

รวมถึงผลกระทบต่องบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่อาจกระทบการขอสินเชื่อในอนาคต ควรปรึกษาทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี บัญชี

และการเงินร่วมกันก่อนตัดสินใจ เพราะเป็นธุรกรรมที่มีผลกระทบหลายด้านพร้อมกัน

กรณีที่ต้องจัดการเรื่องใบอนุญาตหรือประกันสังคมควบคู่ไปด้วย อาจพิจารณาขอบเขตงานบริการเสริมที่เกี่ยวข้องของ A Plus Me เพื่อให้จัดลำดับงานได้ง่ายขึ้น